ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงมาก บางวันร้อนมาก ๆ แต่บางวันก็เย็น มีผลไม้ชนิดหนึ่งออกผลให้เราได้เก็บรับประทานสดสดได้ เป็นผลไม้ที่บ้านเราไม่ค่อยเห็นมีวางขายกันคือ ผลมัลเบอรี่ หรือ ผลหม่อน หรือ ลูกหม่อนนั่นเอง เราอาจจะคุ้นเคยแต่กับหม่อนพันธุ์ที่ใช้ใบเลี้ยงสำหรับเลี้ยงไหม ซึ่งมีผลเล็กมาก ต่างจากหม่อนพันธุ์ที่เราปลูกไว้รับประทานผลพันธุ์นี้ ที่มีผลค่อนข้างโต ให้ผลดก ใบมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์ที่ใช้เลี้ยงไหมมาก เราได้พันธุ์หม่อนนี้มาจากสวนชื่อดังที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อสมัยเกือบ ๔๐ ปีมาแล้ว สวนนี้มีชื่อเสียงในการปลูกสตรอเบอรี่และมัลเบอรี่มากในสมัยนั้น ชาวบ้านจะเรียกว่า “สวนโกสิ่ว" เพราะเจ้าของเป็นชาวจีน ช่วงนั้นผมทำงานวิจัยด้านเทคโนยีหลังการเก็บเกี่ยวของผลไม้ จึงเข้าไปเก็บข้อมูลและพูดคุยกับเจ้าของสวนบ่อย รวมทั้งพานักวิจัยจากประเทศออสเตรเลียเข้าไปพบปะแลกเปลี่ยนความรู้กันด้วย จึงมีความสนิทสนมกันมากพอสมควร จนเขายอมมอบกิ่งพันธุ์มัลเบอรี่พันธุ์ดีให้มาปลูกที่บ้าน ครอบครัวเราจึงได้ชิมมัลเบอรี่สด ๆ รวมทั้งน้ำมัลเบอรี่ แยมมัลเบอรี่กันมาตั้งแต่สมัยอยู่ที่เชียงใหม่ เมื่อย้ายมาอยู่โคราชเราจึงนำกิ่งพันธุ์มาปักชำขยายต่อด้วย โดยทีแรกไม่คิดว่ามันจะรอด แต่ก็โชคดีที่มันรอด แม้จะให้ผลไม่ดีเท่าอยู่ที่เชียงใหม่ก็ตาม เราจึงยังได้ชิมมัลเบอรี่สด ๆ เรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน


mulberry2.JPG?1352813746" border="0" alt="" />


เรื่องคุณประโยชน์ของผลหม่อน หรือ มัลเบอรี่นั้นมีมากมาย ท่านสามารถหาได้จากในอินเทอร์เน็ตได้ไม่ยาก ในที่นี้ขอตัดมาตอนหนึ่งดังนี้

“ผลหม่อน หรือ MULBERRY การใช้ประโยชน์จากผลหม่อนนั้นหลากหลายมากมายไม่น้อยไปกว่าส่วนอื่น ๆ ของต้นหม่อนเองเลย ผลหม่อนสุกให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีสรรพคุณใช้รักษาโรคไขข้อ บำรุงหัวใจ บำรุงผมให้ ดกดำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบเอเชีย ชาวจีนเรียกผลหม่อนว่า sangshen ในหนังสือ modern Chinese Materia Medica ให้สมญานาม ผลหม่อน ว่าเป็น Blood tonic นั่นย่อมแสดงถึงความสำคัญในด้านบำรุงเลือดตามคติความเชื่อของชาวจีนได้เป็นอย่างดี แพทย์ชาวจีนในสมัยราชวงศ์หมิง ชื่อ เลี่ยงฮียัง ได้กล่าวถึงคุณประโยชน์ของการรับประทานผลหม่อนสุกไว้ว่า ทำให้ตับไม่มีไฟ หัวใจคลายความร้อนรุ่ม เส้นประสาทตาดี สายตาก็แจ่มใส ร่างกายก็สุขสบาย "

ส่วนด้านของแพทย์แผนจีนนั้นแนะนำให้ใช้ผลหม่อนสุกในการรักษาสมดุลของพลังหยิน ป้องกันผมหงอกก่อนวัย โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ เช่น ราก ho-shou-wu (Polygonum multiflorum), ราก rehmannia (Rehmannia glutinosa, root), ผลของ ligustrum (Ligustrum lucidum) และผลของ lyceum (Lycium chinensis)

ในทวีปยุโรป ออสเตรเลียและอเมริกาเหนือ นิยมปลูกต้นหม่อนไว้ตามสนามหญ้าหน้าบ้านหรือหลังบ้านเพียง 2-3 ต้น เพราะนอกจากจะเป็นไม้ประดับแล้ว ยังให้ผลไว้รับประทานในครอบครัวอีกด้วย

ผลหม่อนจะหาซื้อทานได้ยากมากในท้องตลาด หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป สำหรับในบ้านเรา หม่อนพันธุ์พื้นเมืองของไทยที่มีเพศเมีย เช่น หม่อนไผ่ หม่อนคุณไพ จะให้ผลที่มีขนาดเล็ก ทำให้ไม่มีใครสนใจที่จะนำไปบริโภคมากนัก จนกระทั่งเรามีหม่อนพันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตใบสูงแล้วยังให้ผลที่มีขนาดใหญ่ คือ พันธุ์บุรีรัมย์ 60 และนครราชสีมา 60 ทำให้เริ่มมีคนหันมาสนใจทานผลหม่อนสดกันได้อย่างเอร็ดอร่อยมากขึ้น

น้ำลูกหม่อน (Mulberry fruit juice ) ปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในจีน ญี่ปุ่นและเกาหลี ด้วยคุณค่าทางอาหารที่มากมายได้แก่ น้ำ : 85-88% , น้ำตาลกลูโคสและฟรุคโตส :7.8-9.2% , โปรตีน : 0.4-1.5% , ไขมัน (linoleic, stearic, และ oleic acids) : 0.4-0.5% , กรดมาลิค (malic acid) : 1.1-1.9% , เส้นใย : 0.9-1.4% และ แร่ธาตุ : 0.7-0.9%

ส่วนผสม หม่อนสุก 100-200 กรัม, น้ำเชื่อม 1 ถ้วย, เกลือป่น 1 ช้อนชา, น้ำต้มสุก 3 ถ้วย

วิธีทำ ล้างผลหม่อนให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นใส่หม่อนลงในโถปั่น ใส่น้ำเชื่อม เกลือ น้ำต้มสุก แล้วปั่นให้ละเอียด เทใส่ขวด แช่เย็น เวลาเสิร์ฟ รินใส่แก้วใช้เป็นเครื่องดื่ม น้ำลูกหม่อนที่ได้ไม่จำเป็นต้องใส่สารกันบูดสามารถเก็บไว้ได้นานในตู้เย็น หากผ่านกระบวนการถนอมอาหารแล้วบรรจุขวดสามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องนานถึง 12 เดือน (คัดข้อมูลบางตอนจาก : http://www.oknation.net/blog/buzz/2007/04/30/entry-1 ) “