บทความนี้ กระตุ้นให้ผมเขียนบันทึกนี้ บันทึกสำหรับเตือนตนเองว่า ผมควรใช้ชีวิตที่เชื่องช้าลง เพื่อความสุขในชีวิตที่ละเมียดละไมยิ่งขึ้น มีคุณภาพมากกว่า แม้จะไม่เร่งรีบ (ว่องไว?) ไม่แข่งขันเอาเป็นเอาตาย แต่ผลในภาพรวมดีกว่า เพราะคิดลึกซึ้งกว่า ละเอียดลออ เอาใจใส่รายละเอียดมากกว่า เลือกลงมือทำหลังจากคิดไตร่ตรองดีแล้ว ไม่วิ่งตามกระแสจนขาดสติไตร่ตรอง ผมเพิ่งทราบว่า “ขบวนการเชื่องช้า” ก่อตัวมานานเป็นสิบปีแล้ว จากบทความนี้ และผมเชื่อว่า จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าชีวิตที่เร่งรีบเกินพอดี ผมสังเกตมานานแล้วว่า ชีวิตในเมืองอย่างในกรุงเทพ ที่ผู้คนฝ่ารถติด เสียเวลาบนถนนวันละหลายชั่วโมง คล้ายๆ ชีวิตตกเป็นเหยื่อของอะไรบางอย่าง ซึ่งตอนนี้ผมอาจเรียกว่า วัฒนธรรมเร่งรีบ ผมจะพยายามเอาคุณภาพชีวิตกลับคืนมา วิจารณ์ พานิช๗ มี.ค. ๕๓
ขอบคุณค่ะ..เห็นด้วยอย่างยิ่ง..คนเราเมื่อ สำรวมจิตได้มั่นคง แล้ว..ความสงบทางกายและวาจาก็จะตามมาอย่างต่อเนื่อง..
http://gotoknow.org/blog/nongnarts/346883
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
กระผมเคยมีความใจร้อนอยู่ในระดับลึกๆ ตอนที่จิตมันว้าวุ่นและสับสนนั้นพอกระผมผ่านมาได้บ้าง ก็พอมองสิ่งต่างๆออก กระผมคิดว่าสภาวะจิตตอนนั้นเป็นสภาวะจิตธรรมดา (Ordinary mind) สภาวะนี้ การคิด การตีความ ตลอดการรับรู้ การวิเคราะห์ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เนื่องจากว่าเราอยู่ภายใต้สภาวะแห่งมายาคติ ที่เรียกเป็นอังกฤษว่า “World of delusion” เนื่องจากการรับรู้โดยสภาวะจิตที่ตอบสนองต่ออัตตาสูงที่เราเรียกกันว่า I-ego เราไม่สามารถรับรู้ได้อย่างเชื่อมโยง จนเห็น system behavior หรือ system output ที่ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป มีสัจธรรมเป็นเบื้องหลัง "เราจึงเกาะอยู่ด้วย I-ego" ชีวิตจึงมองแบบแยกส่วนไม่สอดคล้องกับ “สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ “ ในโลกของการแข่งขัน การรีบเร่งนั้น พลวัตของความสับสนนี้จะเป็นสิ่งเร้าเข้ามา สู่อายตนะของเรา การรับรู้นั้นก็ถูกปรุงแต่งโดยจิตหากขาดปัญญาที่รู้เท่าทันและบริหารจัดการเราก็เป็นเหยื่อ “เป็นสมรภูมิภายใจ” เราจึงตกเป็นเหยื่อของความทุกข์ดังกล่าวมากมาย ทุกวันนี้มันมีความยุ่งเหยิงซับซ้อนทั้งมิติทางโลกมากมาย และมีผลทำให้ "จิตสับสนและว้าวุ่น"
การดำเนินชีวิตในศตวรรษต่อไป นั้นเราคงต้องเตรียมรับมือ ความความสับสนและยุ่งเหยิงที่มากขึ้น ทั้งด้านความเสื่อมโทรมทรัพยากร สังคม เศรษฐกิจ หากมนุษย์ไม่มีสภาวะจิตที่สูงขึ้นหรืออิสระมากพอ ที่จะรับมือกับภาวะความซับซ้อนดังกล่าวได้ ก็จะตกอยู่ภายใต้อำนาจพลังงานที่มีผลในเชิงลบต่อวิถีชีวิต "การมีระดับของมุมมอง ความคิด การวิเคราะห์และการแก้ปัญหาแบบมายาคติสูง กล่าวง่ายๆคือตกภายใต้อำนาจแห่ง “World of delusion” ที่ตอบสนองต่อ I-ego ก็จะนำไปสู่การทำร้าย ทำลายกันและเบียดเบียดเบียนกันในรูปแบบต่างๆมากมาย" หากมนุษย์ไม่พัฒนาตัวเองเพื่อรับมือกับสภาวะดังกล่าวในอนาคตต่อไป เราจะเข้าสู่หายนะหลากหลายมิติ สภาวะจิตแบบธรรมดา ไม่สามารถมีตนเองเป็นที่พึ่งได้มั่นคงนัก ตลอดจนไม่สามารถรับมือกับความสลับซับซ้อนที่จะมากขึ้นในช่วงศตวรรษนี้และศตวรรษต่อไปได้ เพราะไม่มีพลังเพียงที่จะรับมือกับสิ่งดังกล่าว ที่ค่อยจะหลอกล่อทุกชั่วขณะจิต ที่มาในรูปของผลประโยชน์แบบต่างๆ ที่อยู่ในรูป กิน กาม เกียรติและอำนาจ และติดกับดักสภาวะนี้แบบสุดโต่ง จึงเป็นที่มาของการทำร้าย ทำลาย เบียดเบียนกันแบบไม่สนผลลัพธ์ นอกจาก “อหังการ์แห่งตัวตน”
กระผมมองว่าเป็นการเข้าถึงปัจจุบันขณะบ่อยๆ จะช่วยฝึกฝนให้การมีสภาวะจิตที่สูงขึ้น สภาวะจิตนี้แม้จะเหนือกว่าสภาวะจิตแบบธรรมดาขึ้นมาไม่มาก ก็จะทำให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปแบบปุถุชน การเข้าใจถึงความเป็นไปแบบนี้ จะทำให้จิตเราต่อถึงกระแสแห่งสัจธรรมขึ้นมาบ้าง จึงปรากฏว่าคำว่า “เป็นเช่นนั้นเอง” ขึ้นในใจหรือที่เราเรียกกันในภาษาอังกฤษ “That which is” หรือ “Suchness”
กระผมคิดว่าหากพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ จะมีคุณสมบัติของปัญญาที่แหลมคมขึ้น และมีความไม่ประมาท การมีสิ่งเหล่านี้ ก็จะมาพร้อมกัน การหัวใจแห่งรักเมตตา ที่มีความกว้างใหญ่ขึ้น เข้าใจที่จะรักและให้แบ่งปันแก่เพื่อนมนุษย์ได้ตามกำลังแห่งเหตุ ปัจจัยตามสมควร เป็นบุคคลที่เอื้ออาทรแก่สรรพสิ่งได้อย่างกว้างขวางและหลากหลายขึ้น ตลอดจนการมีความนอบน้อมถ่อมตนขึ้น รวมทั้งเป็นผู้มีหัวใจเปิดกว้างฟังเสียงหัวใจผู้อื่น เพื่อการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตัวเอง จึงเป็นการยกระดับมนุษย์ที่อยู่บนทางแห่งสัมมาทิฎฐิ ทั้งทางโลกแห่งวัตถุและจิตใจ
ด้วยความเคารพครับผม
นิสิต
เรียนอาจารย์
เรื่องการใช้ชีิวิตให้ช้าลงนี่ เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมเคยคุยกันกับน้องๆ เล่นๆ ที่บ้านนานมาแล้ว ผมเริ่มจากความคิดว่าชีวิตทำไมรีบเร่งกันนัก ทำไมไม่ทำชีวิตให้ช้าลง แข่งขันกันให้น้อยลง (ตำแหน่ง เงินทอง)... แต่ก็จบลงที่น้องคนกลางกับคนรองมองว่า ถ้าประเทศทำอย่างนี้จะไปตามใครทันหล่ะ (^_^ ได้แต่ยิ้ม)
ปัจจุบันคนกรุงเทพต้องตื่นแต่ออกจากบ้านแต่เช้า กลับถึงบ้านก็มืดค่ำ ถ้าใช้รถประจำทางก็เสียเวลาบนท้องถนนทั้งไปกลับ วันหยุดซัก-รีดผ้า ทำความสะอาดบ้าน
ส่วนตัวทำชีวิตแปลกๆ ทั้งการพักผ่อนและทานอาหาร คือแล้วแต่คิดว่าร่างกายต้องการ ทำงานตั้งเป้าไว้ว่าในหนึ่งเดือนจะลาหยุดเพิ่มขึ้น 1 วัน (จะด้วยการลาแบบใดก็ตาม ลากิจเพื่อไปเดินเล่น หรือไปดูหนัง เสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ค่อยจะได้หยุดจริงๆ อยู่แล้วเพราะทำงานบ้าน หรือลาป่วย หยุดเพื่อทำงานที่บ้านในบรรยากาศส่วนตัวๆ -_- อันนี้ใครอย่าทำตามนะครับเดี๋ยวตกงาน โทษผมไม่ได้นะครับ) ซึ่งผมถือว่าการได้วันหยุดเพิ่มเป็นการได้กำไรคุ้มค่ากว่าการได้โบนัสหรือขึ้นเงินเดือน
เมื่อวาน น้องสาวคนกลางบ่นว่าทำงานคนเดียวแต่งานหลายงานเท่างานของ สอง/สามคน (multitasking) เวลามีงานเร่งทำแทบแย่ไม่ได้หลับได้นอน เวลาไม่มีงานก็ยังต้องเข้าไปนั่งเฉยๆ ในออฟฟิศ 8.00-17.00น. Facebook, msn ก็ล็อกไม่ให้ใช้ อ่านหนังสือเจ้านายมอง ไปที่ทำงานไม่สนุกเลย ฟังแล้วรู้สึกว่าบทความเรื่องคนสวีเดน กับ คนเยอรมัน ทำงานน้อยแต่ได้ผลมากน่าจะถูก
ขอบคุณครับ
โหน่ง