KM เป็นเครื่องมือที่เมื่อใช้แล้วผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความสุขใจ ไม่ใช่ใช้ไปทุกข์ทรมานไป
ผมได้รับคำถามว่า . . . พอดีผมได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดทำการจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้วครับ แต่ผลออกมาผมคิดว่ายังไม่ใช่KM เท่าที่ควร เพราะดำเนินการเพียงผิวเผินเท่านั้น ผมจึงมีแนวคิดว่าจะทำเป็นรูปแบบ KM ของมหาวิทยาลัยขึ้น แต่ผมมีข้อสงสัยว่า "หลักการ เป้าหมาย กระบวนการ" ในการจัดทำ KM ในสถานศึกษาจะเหมือนหรือแตกต่างจากการทำ KM ทั่วไปอย่างไรครับ เนื่องจากบริบทของมหาวิทยาลัยแตกต่างจากหน่วยงานอื่น เช่น บุคลากรซึ่งยากต่อการทำ KM ครับ ผมเริ่มจะท้อแล้วครับ . .
ผมตอบไปสั้นๆ ว่า . . . เห็นด้วยครับว่า "หลักการ" เีดียวกัน แต่ "เป้าหมาย" และ "กระบวนการ" คงจะแตกต่างกันไป "บริบท" ของมหาวิทยาลัยค่อนข้างจะแตกต่างออกไปจากหน่วยงานประเภทอื่น . . . เรื่อง KM เป็นเรื่องที่ถ้าฝืนแล้วก็คงจะไม่ "ราบรื่น" หรอกครับ . . . KM เป็นเครื่องมือที่เมื่อใช้แล้วผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความสุขใจ ไม่ใช่ใช้ไปทุกข์ทรมานไป แสดงว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแล้วครับ ถ้าให้เดาก็น่าจะเป็นเพราะว่า "ติดรูปแบบ" มากจนเกินไป หรือไม่ก็เป็น "KM ที่ไม่มีคุณเอื้อ" คอยเกื้อกูลสนัีบสนุน เป็น KM ที่ขาด Leadership อะไรทำนองนี้ แต่นี่ก็แค่เดาเอานะครับ
ท่านเข้าใจถูกแล้ว
นำ KM มาใช้หลายปี
ยังไม่มีใครเข้าใจหลักการและกระบวนการเลย
มีแต่ผลของงาน...ที่เลือกๆไปแสดง
เครื่องมือKM จับต้องด้วยจิตใจทำให้คนเข้าใจยากหน่อยค่ะ
เครื่องมือมีลักษณะ ต้องทดลองทำดู จะเกิดความรู้สึก ไม่ทำไม่รู้ค่ะ
มาทักทายอาจารย์ ในช่วงหลังสงกรานต์ค่ะ
อาจารย์งานเยอะเหมือนเดิมนะคะ ขอให้มีสุขภาพดีและถ่ายทอดวิชาให้น้องๆนานๆค่ะ
ในองค์กรโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม มักจะติดยึดกับการหาอะไรเป็น standardized หรือ template ให้สามารถเอาไปใช้ได้กับทุก ๆ ที่ ทุก ๆ โรงงานโดยมอง KM เป็นเรื่องเหมือนบะหมี่สำเร็จรูป ทำให้การทำ KM นอกจากจะไม่ลองทำแล้ว ยังติดนิสัยของการรอ "ของตาย" หรือ template โดยมักจะพูดให้สวยหรูว่าเป็นการ "Set ระบบ" แต่จริง ๆ แล้วเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ "ลองทำ" หรือการให้ priority ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ และทุก ๆ ท่าน ว่า KM เป็นเรื่องเฉพาะแต่ละที่ จุดสำคัญคือ "หัวใจ" ต้องมาก่อนที่จะกล้าเปิดใจ กล้าลอง กล้าทำ จนค่อย ๆ ซิมชับเข้าไปในตัวตนครับ