สิ่งที่จำเป็นในการทำวิจัยในงานประจำ คือ การมีทัศนคติที่เป็นบวกต่องานวิจัยว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนางานเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่ภาะระงานที่หนักขึ้น แต่เป็นเครื่องแบ่งเบาภาระงานประจำที่ทำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สิ่งจำเป็น....เพื่อทำวิจัยในงานประจำ

        จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่าสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาการทำวิจัยในงานประจำมี ดังนี้

     ทัศนคติ  สิ่งสำคัญในการเริ่มต้นทำ R2R คือ ความคิด ความเชื่อที่ว่างานวิจัยไม่ใช่เรื่องยาก  แต่เป็นกระบวนการคิดเพื่อพัฒนางานในเชิงสร้างสรรค์  เป็นการนำกระบวนการวิจัยมาใช้ เพื่อพัฒนางานที่รับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น   เป็นการทำงานที่ท้าทายความสามารถ  รวมทั้งเป็นการสร้างความรู้ในการทำงานด้วยตัวผู้ใช้เอง ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่นักส่งเสริมการเกษตรที่ทำงานในพื้นที่เป็นผู้รับความรู้จากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สถาบันอุดมศึกษามาถ่ายทอดสู่เกษตรกร   

     วิธีการวิจัย เป็นสิ่งที่สามารถปรับให้ง่ายต่อการดำเนินงาน เริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุของปัญหา เป็นการฝึกให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรวิเคราะห์ปัญหาและค้นหาสาเหตุในการทำงาน เพื่อนำมาตั้งโจทย์วิจัยโดยใช้เทคนิคต่างๆ เช่น แผนภูมิต้นไม้ แผนภูมิก้างปลา และ SWOT  เป็นต้น   การตั้งโจทย์วิจัย ประกอบด้วย โจทย์ใหญ่และโจทย์ย่อย  จากนั้นนำโจทย์ใหญ่มาปรับเป็นหัวข้อวิจัยและโจทย์ย่อยมาปรับเป็นวัตถุประสงค์การวิจัย และพัฒนากรอบแนวคิดการวิจัย  เมื่อลงไปในพื้นที่นำข้อมูลไปสอบทวนกับวิสาหกิจชุมชน  โดยใช้เทคนิค SWOT  เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ของวิสาหกิจชุมชนด้วยการที่สมาชิกวิสาหกิจชุมชนได้ร่วมกันวิเคราะห์  แสวงหาทางเลือกร่วมกัน  

     การจัดเวที เป็นการพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในการเป็นวิทยากรกระบวนการ (facilitator) การตั้งคำถาม รวมทั้ง การสร้างบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็นกันเอง  นอกจากนี้มีการวางแผนการดำเนินงานและแบ่งงานในทีมวิจัยอย่างชัดเจน  มีการตั้งวัตถุประสงค์การจัดเวที และการสรุปบทเรียนร่วมกัน ในส่วนของผู้นำวิสาหกิจชุมชนมีความสามารถในการจัดเวทีเพื่อพูดคุย และปรึกษาหารือกับสมาชิกในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนของตนเองได้

      การจดบันทึก เป็นการพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในการจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการจัดเวทีในแต่ละครั้ง  ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากวัฒนธรรมของคนไทยเป็นลักษณะวัฒนธรรมการพูดมากกว่าการจดบันทึก จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากในการเปลี่ยนจากพูดมาจดบันทึก ในการศึกษาครั้งนี้ จึงใช้วิธีการอัดเทปแล้วนำมาถอดเทป นอกจากนี้มีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรที่มีเทคนิคในการจดบันทึกโดยใช้ mind map สามารถนำมาใช้ในการจัดเวทีได้เป็นอย่างดี

     การคิดเชิงระบบ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรที่ร่วมทีมวิจัยสามารถพัฒนาแนวความคิดในเชิงระบบ ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุ การแสวงหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหา  การวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้จากการจัดเวที การสรุปผล  และการเขียนรายงานวิจัย  ซึ่งต้องมีการจัดระบบ  เรียบเรียงความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับทราบในสิ่งที่เราได้ดำเนินการ ซึ่งกระบวนการวิจัยเป็นวิธีการฝึกการคิดเชิงระบบได้เป็นอย่างดี  

การเรียนรู้...ในการวิจัยในงานประจำ

             จากการดำเนินงานวิจัยในงานประจำ พบว่าวิธีการเรียนรู้ เพื่อยกระดับความรู้ในการพัฒนางานที่มีประสิทธิภาพ มีวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

     การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้วยการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการและการจัดเวทีชุมชน เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างทีมงานผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  ประกอบด้วย  เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรส่วนกลางจากกองวิจัยและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขต สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ได้นำประเด็นปัญหาของชุมชนเป็นตัวตั้งในการร่วมแลกเปลี่ยนวิเคราะห์ เพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง ทำให้ทุกคนที่เข้าร่วมเวทีมองเห็นภาพรวมของปัญหา และมีความคิดสร้างสรรค์ในการค้นหาแนวทางการแก้ปัญหาที่ตรงกับความต้องการของชุมชน เป็นการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

      การเสาะหาความรู้ที่ต้องการจากผู้รู้ ทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน ภายในหน่วยงานเป็นการค้นหาคำตอบที่ต้องการโดยสอบถามจากเพื่อนร่วมงานในองค์กร ทั้งส่วนกลาง  สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขต สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ที่มีประสบการณ์ในการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการมาก่อนให้มาเป็นทีมงาน   ส่วนภายนอกหน่วยงานมีคณาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษา เป็นทีมที่ปรึกษาในการทำงานทุกขั้นตอนตั้งแต่การเสริมความรู้เรื่องการวิจัย การวิเคราะห์ และสรุปรายงานวิจัย  นอกจากนี้มีการศึกษาดูงานจากชุมชนที่มีกิจกรรมใกล้เคียงกันเพื่อสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินงานเพื่อพัฒนางานของตนเอง

     การถอดบทเรียน เป็นวิธีการเรียนรู้หลังจากการจัดเวทีชุมชน หรือจากการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อทบทวนความสำเร็จหรือล้มเหลวภายหลังจากการดำเนินงาน  เพื่อปรับปรุงการทำงานในครั้งต่อไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการถอดบทเรียนทำได้ทั้งระหว่างการดำเนินงานในพื้นที่ คือ หลังจากการจัดเวทีชุมชนแต่ละครั้ง และดำเนินการภายหลังเสร็จสิ้นโครงการวิจัย  เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างทีมวิจัย  ช่วยสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างทีมงานด้วยกัน นอกจากนี้ยังได้องค์ความรู้จากการถอดบทเรียนที่ดีที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับการพัฒนางานในอนาคต รวมทั้งเป็นการเสนอแนะสิ่งที่จะทำต่อไป