ช่วงชีวิตของแต่ละคนย่อมมีทั้งความสุขและความทุกข์คละเคล้ากันไป กราฟชีวิตมีทั้งขึ้นและมีทั้งลง เวลามองกราฟขึ้นก็อยากให้ขึ้นถึงจุดสูงสุด แต่เวลามองกราฟเวลาลง ก็เฝ้าอธิษฐานว่า อย่านะ อย่าลงไปสุดขนาดนั้น

โลกนี้ไม่มีอะไรที่ดีก็ดีไปเลย หรือแย่ก็แย่ไปเลย มันมักจะแฝงกาย ซ่อนเร้นอยู่ด้วยกันเสมอ ขึ้นอยู่กับว่า เราจะมีวิธีคิดหรือวิธีมองที่เห็นหรือไม่ เท่านั้นเอง

คนเราทุกคนมีความสุขที่ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน เราไม่สามารถเอาความสุขของแต่ละคนมาเปรียบเทียบกันได้ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักคำว่า "พอ" ได้เท่านี้ก็ยังอยากได้มากกว่านี้ พอได้เท่าที่เคยคิดว่า ก็ยังอยากให้ได้มากกว่านี้อีก เป็นเช่นนี้ไปตลอดชีวิต จนบางครั้งไม่เคยพบความสุขที่จริงแท้กับเค้าสักที

ผมเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน และลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ทุก ๆ วันนี้ อะไรคือสิ่งที่ตัวเราเอง เมื่อกระทำลงไปแล้วมีความสุข"

ความสุข ความสุข ความสุข คิด ๆ ๆ อยู่ในหัว

ความสุขของผมในทุก ๆ วันนี้ ก็มี ...

 

 

๑. ผมมีที่ซุกหัวนอน

ผมเคยถามตัวเองว่า ระหว่าง "บ้าน" กับ "รถยนต์" ผมเลือกอะไร หลายคนคงอยากมีรถหรู ๆ สักคน ดูดีมีชาติตระกูล อีกทั้งเป็นเครื่องวัดฐานะทางสังคมเด่นชัดกว่าสิ่งอื่น ๆ แต่ผมเลือก "บ้าน" บ้านสำหรับผม จะใกล้คำว่า "ที่ซุกหัวนอน" เข้าไปทุกวัน คงเป็นเพราะผมอยู่ที่ทำงานมากกว่าอยู่ที่บ้าน พระอาทิตย์ไม่ตกดินก็ไม่ได้กลับบ้านสักที บ้านผมที่ต้องผ่อนทุกเดือน ๆ ซื้อไว้ให้ไอ้หมาจิ้ม หรือ แมวนอนเท่านั้น

ถึงแม้ว่า "ที่ซุกหัวนอน" ไม่ได้ใหญ่โต ไม่ได้หรูหรา แต่ก็เป็นที่ ๆ หนึ่งที่นอกจากที่ทำงานแล้วทำให้ผมมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อครอบครัวผมอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเมื่อใด ยิ่งสุขใจที่สุด

 

 

๒. การได้มีโอกาสเป็นครูในชาตินี้

กว่าผมจะเดินทางมาถึงจุดนี้ คือ การได้มีโอกาสเป็น "ครู" กับเขาสักคนหนึ่งในประเทศแห่งนี้ ผมใช้เวลาหลายปี อุปสรรคและขวากหนามมันทิ่มตำผมอยู่ทุกคราที่เดินผ่านมา

เมื่อผมได้เป็น "ครู" แล้ว ผมก็จะทำหน้าที่ครูให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้

ผมไม่ใช่อาชีพครูไปทางทุจริต เอาเปรียบคนอื่นอย่างแน่นอน

หากครูทำตนเลวฉันใด ลูกศิษย์ของเราก็เลวฉันนั้น

หากครูเป็นคนอยากได้ อยากมี อยากเป็น ลูกศิษย์ของเราก็เป็นเช่นนั้น

หากครูเป็นคนที่คอยเอารัดเอาเปรียบคนอื่นอยู่ร่ำไป ไม่สมกับคนที่ได้ชื่อว่า "ครู" ได้ชื่อว่าเป็นแม่พิมพ์ ลูกศิษย์เราก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

ครูอย่างผม ไม่ใช่ Lecturer แต่ผมเป็น Teacher คือ สอนใครก็สอนด้วยหัวใจ ไม่ใช่สอนแค่เป็นเพียงหน้าที่ ที่รับเงินเดือนแล้วสอน หรือรับเงินเยอะสอนดี รับเงินน้อยสอนเลว แบบนี้ไม่ใช่ผม แต่ผมก็ทำไม่ได้

ผมไม่สนใจหรอกว่า ครูที่อยู่กันในที่ทำงาน เป็น ด๊อก ผศ. รศ. แต่หากเลว ไร้ซึ่งคุณธรรมแล้ว ผมไม่รู้จะไปศรัทธาไปทำซากอะไร

ความสุขของผม คือ การได้สอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดี เป็นครูดี สามารถออกไปช่วยพัฒนาสังคม พัฒนาการศึกษาชาติได้อย่างมีคุณภาพ

ผมขอแค่นี้พอแล้ว

ดังนั้น การเป็นครู คือ ความสุขของผม

และผมจะเป็นครูไปเรื่อย ๆ จนกว่าฟ้าจะบอกผมว่า ครูดีไม่ควรจะยืนอยู่ในประเทศนี้

 

 

๓. ความรักของผมที่มีต่อหมา ต่อแมว ต่อสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์

เรื่อง หมา แมว นี่ ผมว่า มันคือส่วนหนึ่งในชีวิตผมไปแล้ว ผมคิดว่า การที่เลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่เด็ก ทำให้เราเป็นคนขี้สงสาร มีเมตตากรุณาต่อเพื่อนร่วมโลกโดยไม่คิดรังเกียจ ถึงแม้เขาไม่ใช่คน แต่ผมก็รักพวกเขาทุกตัว ผมว่า หากเขาเลือกเกิดได้ เขาคงไม่เลือกเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานหรอก เราเป็นมนุษย์ ควรทำตนให้สมกับเป็นสัตว์ที่ประเสริฐจริง ๆ เถิด

ถ้าจำได้ ผมเคยเล่าเรื่องความเสียใจที่ผมไม่สามารถการช่วยชีวิตหมาถูกรถชนไว้ไม่ทัน หรือหลายเรื่องที่ผมยังไม่ได้เล่าให้ฟัง เช่น ไอ้หนอง แมวที่ถูกคนเขาตีมาจนตาห้อยร่องแร่งออกมา แล้วหนีมาร้องอยู่ที่บ้านผม กว่าผมจะพาไปหาหมอ รักษามันหาย ผมใช้เงินเก็บทั้งหมดที่มีอยู่รักษามัน ใจผมตอนนั้นคือ เท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ไอ้หนองมันหายก็พอ อิ อิ ค่าสอนเท่าไหร่ในเทอมนั้น ก็หมด เกินหมื่นแน่ ๆ ครับ แต่ไม่เคยเสียดายเงินเลย ถึงแม้ผมจะแทบไม่เหลือ

หรือ ไอ้หมาจิ้มที่เลี้ยงไว้ ณ ปัจจุบัน ก็คือ แมวหลงตามวาสนามาอยู่ด้วยกัน ปัจจุบัน เป็นแมวบ้านที่น่าอิจฉาที่สุด เพราะเลี้ยงยังกะลูก หน๊อย ๆๆๆ

หรือ แมวที่ทำงานผม ทุก ๆ วัน ผมจะเอาเงินตัวเองไปซื้ออ่างอาหารแมวไว้หน้าห้องทำงาน ซื้ออาหารแมวมาใส่ไว้ให้ทุกวัน เอาน้ำมาใส่ให้กินด้วย แถมยังมีเพื่อนร่วมงานที่ดูมีเมตตา ทำเป็นเอาอาหารแมวของผมไปให้ตอนมันมาเรียก (แต่ไม่เคยซื้อเองสักที เงินเดือนมากกว่าผมอีก เหอ เหอ)

ไม่ว่าผมจะเสียเงินไปเท่าไหร่ แต่คุณรู้ไหม เนี่ยล่ะ ความสุขของผม ผมเห็นมันมีความสุข ผมก็มีความสุขไปด้วย

 

ฯลฯ ต้องมีอีกแน่ ๆ เลย ความสุขเนี่ย ;)

 

คุณรู้ไหม ชอบมีคนมาคิดแทนผมเสมอ ๆ ว่า หากทำอย่างโน้น ผมจะมีความสุข หากทำอย่างนี้ ผมจะมีความสุข แล้วเขารู้ได้ไงว่า หากผมทำตามที่เขาบอก แล้วผมจะมีความสุขเช่นนั้นจริง ๆ

อย่ามาคิดแทนผมเลย ผมว่า คิดหาความสุขของตัวเองให้ได้ก่อนดีไหม

เช่น

 

คุณรู้ได้อย่างไรว่า หากผมไปเรียนปริญญาเอก แล้วผมจะมีความสุข

คุณรู้ได้อย่างไรว่า หากผมจบด๊อกเตอร์มา แล้วผมจะมีความสุข

คุณรู้ได้อย่างไรว่า หากผมได้สองขั้นปีนี้ แล้วผมจะมีความสุข

คุณรู้ได้อย่างไรว่า หากผมได้เป็น ผศ. รศ. หรือ ศ. แล้วผมจะมีความสุข

คุณรู้ได้อย่างไรว่า หากผมมีรถยนต์ขับแทนขี่มอเตอร์ไซค์เก่า ๆ แล้วผมจะมีความสุข

คุณรู้ได้อย่างไรว่า หากผมสอนให้เด็กรักตอนนี้ ให้เกรดดี ๆ แล้วมีเด็กมาเรียนกับผมเยอะ ๆ (แต่อนาคตเด็กโง่ ไร้คุณธรรม) แล้วผมจะมีความสุข

 

คุณรู้ได้ยังไงกัน คุณเป็นผมหรือไง ?

 

ผมน่าจะประมาณตนได้ว่า ผมมี "ต้นทุนชีวิต" แค่ไหน และอะไรคือ "ความสุข" ของผม อะไรคือสิ่งที่ผมทำได้ หรือทำไม่ได้

ความสุขของผม ไม่ต้องใหญ่โต มโหฬารอะไร ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวยที่ไม่รู้จักพอ หรือ คนอับปัญญาแล้วบอกว่าตนฉลาดเหนือใคร หรือเป็นครูแล้วต้องคิดว่า คนอื่นโง่กว่าตัวเอง

ความสุขของผม คือ ทางที่ผมเลือกไป ทางที่ผมสุขใจอย่างไม่มีเงื่อนไขต่างหาก

 

แล้วความสุขของคุณล่ะ คุณเคยถามตัวเองหรือเปล่าครับว่า "ทุก ๆ วัน อะไรคือความสุขของคุณ ?"

ผมไม่รู้ด้วยหรอก คุณต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง ;)

ขอให้โชคดี

บุญรักษา ทุกท่าน ครับ ;)