เช่นเห็นสังขารคือการปรุงแต่งเป็นความทุกข์ ความไม่เที่ยง ความไม่มีตัวตนที่จะพึงอิงอาศัยได้ ( ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา )เป็นต้น

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ช่วงนี้มีเรื่องเล่าต่อตอนที่พระยามิลินท์ว่า...ศรัทธามีลักษณะอย่างไร..?

พระนาคเสนตอบว่า...มี 2 ข้อคือ

1 . สัมปสาทลักขณะสัทธา  คือผู้มีจิตใจอยู่ในสภาพผ่องใสเมื่อจะทำดี  เปรียบเหมือนน้ำดื่มสะอาดบริสุทธิ์ดุจแก้วใสแจ๋ว  ดวงจิตก็ไม่มีกิเลส

2 . สัมปักขันทลักขณสัทธา  คือผู้มีจิตทำความเพียรเพื่อให้ได้มรรคและผลเพราะเห็นตัวอย่าง  เปรียบเหมือนมหาเมฆตั้งเค้าทำให้ฝนเทลงมาห่าใหญ่ไหลเจิ่งนองล้นสองฝั่งคลอง ฝ่ายฝูงชนมาเจอชะงักข้ามไปไม่ได้ ยังมีชายคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดลอยคอข้ามไปถึงฝั่งโน้นได้ฝูงชนเลยข้ามไปยังฝั่งนั้นได้ตามตัวอย่างที่เห็น...

พระยามิลินท์ถามว่า...แล้ววิริยะมีลักษณะอย่างไร..?

พระนาคเสนตอบว่า...มีลักษณะเป็นสิ่งอุปถัมภ์ค้ำชูไว้ไม่ให้กองกุศลธรรมสูญสิ้นไป  เปรียบเหมือนบ้านโบราณเอาไม้ค้ำยันไว้ไม่ให้พัง  วิริยะก็อุปถัมภ์ค้ำชูกองกุศลธรรมในสันดานไม่ให้จิตฝ่ายดีเสื่อมสูญไปได้

พระยามิลินท์ถามต่อว่า...สติมีลักษณะอย่างไร..?

พระนาคเสนตอบว่า...มี 2 ข้อคือ

1 . อปิลาปนลักขณาสติ  เป็นเสมือนข้อเตือนใจในสิ่งนี้ชั่วควรละ  สิ่งนี้ดีควรเสริมสร้างต่อ...

2 . อุปคัณหณลักขณาสติ  เป็นเสมือนข้อชักชวนให้ถือเอาแต่สิ่งดีนั้นแล

พระยามิลินท์ถามว่า...สมาธิมีลักษณะอย่างไร..?

พระนาคเสนตอบว่า...สมาธิมีลักขณะเป็นประธานแก่กองกุศลทั้งปวงเหมือนปราสาทมีเรือนยอดรวมสูงสุด ( ถ้าคนเราก็มีพระราชาเป็นยอดรวมคน )...

พระยามิลินท์ถามว่า...แล้วปัญญามีลักษณะอย่างไร..?

พระนาคเสนตอบว่า...มีลักษณะตัดรอนที่เคยอธิบายแล้ว  ทีนี้ยังมีลักษณะโอภาสคือเป็นแสงสว่างกำจัดความมืดคืออวิชชา  ทำให้เห็นความแท้จริง 4 อย่าง ( อริยสัจจ์ ) เช่นเห็นสังขารคือการปรุงแต่งเป็นความทุกข์  ความไม่เที่ยง  ความไม่มีตัวตนที่จะพึงอิงอาศัยได้ ( ทุกขัง  อนิจจัง  อนัตตา )เป็นต้น  และปัญญานี้เห็นแจ้งแทงทะลุทุกสิ่งอย่างนี้ละชื่อว่า...โอภาสลักขณปัญญานั้นแล.