GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

KM ในพระพุทธศาสนา

KM พระพุทธศาสนา
วิชาในโลกอันนี้เราเคยรู้ เคยเห็น จะเรียนไปถึงที่สุด อะไรไหนก็ตาม มันก็ยังทุกข์ เอาทุกข์ออกจากตัวไม่ได้  นั่นเป็นปัญญาโลกีย์ ละทุกข์ไม่ได้ ไม่พ้นจากทุกข์ ความร่ำรวยเศรษฐี หรือมหาเศรษฐีที่อยู่ในโลกนี้ มันไม่พ้นจากความทุกข์ เพราะเป็นโลกียวิสัย ปัญญาทั้งสองประการนี้ ท่านยกให้โลก ปกครองกันก็อยู่ในโลก วุ่นวายกันอยู่ในโลก ไม่มีทางจบ ถึงแม้จะจนมันก็ทุกข์ ถึงแม้จะรวยแล้วมันก็ยังทุกข์อยู่อีก ไม่พ้นจากทุกข์

                                ปัญญาโลกุตตระที่จะเกิดขึ้นมาต่อไป เป็นความรู้ของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นโลกุตตระ พ้นจากทุกข์   พ้นจากวัฏฏสงสาร

                                                                           จาก หนังสือ หลวงพ่อชา  การปฏิบัติที่ให้พ้นเร็ว

   ฟังอย่างปราชญ์

                                  …นักปฏิบัติต้องยอมรับได้ทุกอย่าง  ท่านจะเทศน์ผิด ๆ หรือเทศน์ถูก ๆ ให้ฟัง  ก็ฟัง  ไม่ต้องแย้ง  การผิดหรือถูกนี้ไม่เป็นประมาณ  บางทีจิตเราไม่ถึง  เราคิดว่าผิดก็ได้  ท่านว่ามันผิด  เราเข้าใจว่ามันถูกก็ได้  ฉะนั้น  เราต้องยอมรับ  ชอบใจหรือไม่ชอบใจ  เชื่อหรือไม่เชื่อก็ฟังไป  นี่คือ  ผู้ฟังเทศน์เกิดปัญญา  เพราะในจิตของเรานั้น  อันนี้แหละถูกแล้วหรือ อันนี้แหละผิดแล้วมันเป็นสักแต่ว่าความรู้สึก จะถูกหรือผิดจริง ๆ  ก็ไม่รู้หรอก เพราะเรายังเป็นคนหลง

                                                                                                                                                                                    หลวงพ่อชา  สุภัทโท

วัดหนองป่าพง  จ .อุบลราชธานี

   สามในหนึ่ง

                         ปัญญา กับ สมาธิ นี้ เมื่อเราพูดแยกกันออก ก็คล้าย ๆ คนละตัว แต่ความเป็นจริงมันเป็นตัวเดียวกันนั่นเองแหละ  ปัญญามันเป็นเครื่องเคลื่อนไหวของสมาธิเท่านั้น  มันออกจากจิตอันนี้เอง  แต่แยกกันออกไปเป็นคนละลักษณะ เหมือนมะม่วงใบหนึ่ง เมื่อมันเล็กก็ใบนี้ เดี๋ยวมันก็โตขึ้น เดี๋ยวมันก็สุก ก็คือมะม่วงใบเดียวกัน ไม่ใช่คนละใบ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือของอันเดียวกัน เหมือนมะม่วงนั่นแหละ เพียงแต่มันเป็นคนละอาการ

                                                                                                                                                                                    หลวงพ่อชา  สุภัทโท

วัดหนองป่าพง  จ .อุบลราชธานี

   เอา ละ

                        ธรรมะ ก็เหมือนกับทำเลข มันมีวิธีคูณ มีวิธีแบ่ง มีวิธีบวก มีวิธีลบ ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ก็จะเป็นคนฉลาด รู้จักกาลรู้จักเวลา ควรลบก็ลบ ควรคูณก็คูณ ควรแบ่งก็แบ่ง ควรรวมก็รวมกันเข้า คูณทุกที ใจคนมันจะตายอยู่แล้ว  คือเรื่องไม่รู้จักพอนั่นเอง ไม่รู้จักพอก็เลยไม่รู้จักแก่  คนรู้จักแก่ก็คือ คนรู้จักพอ ถ้าพอแล้ว คำที่ว่า เอาละ มันก็พ้นขึ้นมา  แต่ถ้าไม่พอ คือ คำว่า เอาละ มันไม่พ้นขึ้นมา ก็เอาตะพึด ไม่เคยเหวี่ยง ไม่เคยปลง ไม่เคยวางทั้งสิ้น            เอาตลอด ถ้าเราเอาละ มันสบาย มันพอแล้ว

                                                                                                                                                                                    หลวงพ่อชา  สุภัทโท

วัดหนองป่าพง   .อุบลราชธานี

   มัจจุราช  เจ้าของไก่

                                …อยู่อย่างไก่ไม่รู้เรื่อง  ตอนเช้ามาก็พาลูกคุ้ย เขี่ยหากินไป เย็นมากก็เข้าเล้านอน พรุ่งนี้ก็คุ้ยเขี่ยหากินไปอีก เจ้าของเขาโปรยข้าวให้กินทุกวัน ก็ไม่รู้ว่าเขาเลี้ยงไว้ทำไม ไก่กับเจ้าของไก่มันคิดคนละอย่าง เจ้าของก็คิด แต่ว่าไก่มันหนักกี่กิโลแล้ว ไก่ก็เพลินกับอาหาร เจ้าของอุ้มชั่งน้ำหนักก็คิดว่าเขารัก เราเองก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่ามาจากไหน จะอยู่ไปกี่ปี จะไปทางไหน ใครเป็นคนพาไป ไม่รู้เรื่อง มัจจุราชคือความตายน่ะ เหมือนเจ้าของไก่ มัจจุราชจะตามมาถึงเมื่อไรไม่รู้ เพราะมัวแต่เพลิน เพลินกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ไม่รู้จักแก่ ไม่รู้จักพอ..

                                                                                                                                                                                    หลวงพ่อชา  สุภัทโท

วัดหนองป่าพง   .อุบลราชธานี

    อย่าให้อายวัว

                                 …วัวที่มันลากเกวียนบรรทุกของมาจากทางไกลน่ะ  ยิ่งตะวันบ่ายคล้อยต่ำค่ำลง ๆ  วัวมันก็ยิ่งเร่ง             ฝีเท้ากระชั้นเข้าทุกที  เพราะมันอยากจะให้ถึงที่เร็ว ๆ มันคิดถึงบ้าน  คนเรายิ่งแก่ยิ่งเจ็บไข้ใกล้ความตาย ก็เป็นที่ที่จะต้องปฏิบัติภาวนาละ จะเอาความแก่ความเจ็บมาเป็นข้ออ้าง มันก็จะแย่กว่าวัวเท่านั้นแหละ

                                                                                                                                                                                    หลวงพ่อชา  สุภัทโท

วัดหนองป่าพง   .อุบลราชธานี

 

   พอปานนั้น  คือเก่า

                                …เมื่อศึกษาในมหาวิทยาลัย อาตมาเลือกเรียน วิชาจิตวิทยา เพราะคิดว่าคงทำให้รู้จักจิตใจของมนุษย์ได้ดีขึ้น เพื่อช่วยให้มนุษย์อยู่ด้วยกันได้ด้วยความอบอุ่น แต่เมื่อศึกษาดูแล้ว มันก็พอปานนั้นละ มันก็คือเก่า                      เพราะสังเกตดูอาจารย์ที่สอน แม้เขาจบปริญญาอะไรต่ออะไรตั้งหลายอย่าง เขียนตำรับตำราไว้มากมายเยอะแยะ               เขาก็ยังเป็นทุกข์วุ่นวายด้วยความขัดแย้ง อิจฉาริษยา แก่งแย่งแข่งดีกันในวงการของพวกเขานั่นแหละ แต่พุทธศาสนาสอนวิชาดับทุกข์

                                                                                                                                                                                    หลวงพ่อชา  สุภัทโท

วัดหนองป่าพง   .อุบลราชธานี

   เอกลักษณ์

                                …คำสอนของพระพุทธเจ้าให้อิสระในการปฏิบัติ แม้ศีลในศาสนาพุทธก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติ                    เป็นบทศึกษา ไม่ใช่ข้อห้ามหรือข้อบังคับ ศาสนาพุทธยกเหตุผลเป็นสำคัญ ความทุกข์มีเหตุ ความสุขมีเหตุ เราจึงไม่ต้องเชื่ออะไรอะไรด้วยความกลัวเหมือนเด็กน้อย

                                เป็นศาสนาที่อาศัยปัญญา และปัญญามีไว้เพื่อดับทุกข์

                                เป็นศาสนาของคนขยัน เพราะการปฏิบัติที่แท้จริงนั้น คือ การฝึกให้มีสติทุกลมหายใจเข้าออก

                                                                                                                                                                                    หลวงพ่อชา  สุภัทโท

วัดหนองป่าพง   .อุบลราชธานี

   คลื่นกระทบฝั่ง

                                ..ตั้งสติไว้กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ก็คล้าย ๆ กับการดูคลื่นที่ชายทะเล มันก็สลาย ไม่น่ามีอะไรกังกลหรือหนักอกหนักใจ ดูลมหายใจเข้าลมหายใจออกตามธรรมชาติ เรื่องของธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น                      ลมหายใจเข้าลมหายใจออก คลื่นซัดเข้าหาฝั่งแล้วก็ออกไปความรู้สึกนึกคิดเข้ามาในจิตใจแล้วก็ออกไปเหมือนลมหายใจเข้าลมหายใจออก ไม่มีอะไรผิดปกติมันก็เหมือน ๆ กันนั่นแหละ ก็เลยเป็นที่ตั้งแห่งความสบาย เป็นอุบายที่จะทำให้ใจสงบ

                                                                                                                                                                                    หลวงพ่อชา  สุภัทโท

วัดหนองป่าพง   .อุบลราชธานี

   อวิชชา

                                …ที่โลกวุ่นวายเดือดร้อนก็เพราะความไม่รู้ มันเป็นของมีอยู่ประจำโลก อวิชชา

                                คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนที่กำจัด อวิชชาได้ ไม่ใช่กำจัดอวิชชาทั้งโลก แต่กำจัดอวิชชาในจิตใจของผู้ที่หวังประโยชน์ในชีวิตของตนเอง หรือผู้ที่ตั้งใจจะอยู่อย่างปกติ เพราะจิตใจของผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในความเป็นจริง และสามารถปฏิบัติตามความรู้อันนั้น เราเรียกว่า ความปกติ  เป็นความปกติ ของการเป็นมนุษย์..

                                                                                                                                                                                    หลวงพ่อชา  สุภัทโท

วัดหนองป่าพง   .อุบลราชธานี

     คมหิน  คมคำ

                                  …หินแหลมคมบนภูเขาก้อนนั้น  ถ้ามันกลิ้งลงมาข้างล่าง กระทบกับก้อนนั้นก้อนนี้ ซ้ายทีขวาที ในที่สุดมันจะกลายเป็นก้อนกรวดที่กลมเกลี้ยงขึ้นมาได้

                                การปฏิบัติของเรานี้ก็เช่นเดียวกัน  ต้องกระทบอารมณ์บ่อย  ๆ  มันถึงจะเกิดปัญญา

                                                                                                                                                                                    หลวงพ่อชา  สุภัทโท

วัดหนองป่าพง   .อุบลราชธานี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): kmในพระพุทธศาสนา
หมายเลขบันทึก: 34597
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

มีประโยชน์มากๆคับ