สวัสดีครับเพื่อน ๆ ช่วงนี้มีเรื่องเล่าต่อจากตอนที่แล้ว พระยามิลินท์ถามว่า...การกระทำไว้ในใจอย่างแยบคายนั้น ( โยนิโสมนสิการ ) และปัญญานั้นมีลักษณะอย่างไร..?
พระนาคเสนตอบว่า...ลักษณะของโยนิโสมนสิการนั้นคือ
1 . การมีความเพียรพยายาม
2 . การมีความยึดถือเอาไว้เหมือนกับแพะลาวัวควายถึงจะผูกเอาไว้มันก็จะดิ้นรนไปกินหญ้าอยู่ดี
ส่วนปัญญานั้นมีลักษณะการตัดให้ขาดนะโยม...
พระยามิลินท์ว่า...โยมยังงง ๆ อยู่จะเปรียบเทียบให้เข้าใจอีกได้อย่างไร..?
พระนาคเสนว่า...เปรียบเหมือนชาวนาเกี่ยวข้าวมือซ้ายถือรวงข้าวไว้มั่นคงคือลักษณะของโยนิโสมนสิการ ส่วนมือขวาถือเคียวเกี่ยวรวงข้าวตัดให้ขาดนั้นคือลักษณะของปัญญา...
พระยามิลินท์ว่า...เออ...หายงงเลยละ...แล้วลักษณะของคนที่ได้นิพพานไม่เกิดอีกนั้นอาศัยเหตุอะไรครับ..?
พระนาคเสนตอบว่า...มีเหตุ 3 ข้อคือ
1 . คนทำดีสั่งสมบารมีมาจนแก่กล้า
2 . คนมีจิตถือมั่นในตัวความดีนั้น
3 . คนเอาปัญญาตัดความดีให้ขาดในสันดาน
เมื่อคนใดพร้อมด้วยเหตุ 3 ข้อนี้แล้วก็ไม่เวียนมาเกิดตายอีก...
พระยามิลินท์ถามว่า...และคนทำดีอื่นไว้และไม่เกิดอีกละเป็นยังไงยังงง ๆ
พระนาคเสนว่า...คือคนทำศีลบารมีและสติปัฏฐานบารมี สมาธิบารมีและปัญญาบารมีนั้นเอง
พระยามิลินท์ว่า...ขอฟังคำอธิบายครับ
พระนาคเสนจึงอธิบายโดยยกคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาทำนองว่า...
ผู้ใดมีใจศรัทธาตั้งอยู่ในศีล รักษาศีลไว้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ เมื่อเขาสามารถเจริญสมาธิมีปัญญาแก่กล้าแล้วก็ตัดกิเลสตัณหาภายนอกภายในให้ขาดไปจากสันดาน ศีลเปรียบเหมือนดังแผ่นดินรองรับทุกสิ่งให้เกิดรากเหง้าลำต้นบังเกิดดอกออกผลสืบต่อไป คือศีลที่รักษาไว้ได้จะเป็นต้นรากแห่งการตั้งมั่นของพระพุทธศาสนานั้นแล...
พระยามิลินท์ก็ชื่นชมภิรมย์ยินดี...สาธุ ๆ ๆ ...ดังนี้แล.