เราจะสร้างคุณภาพในงานของเราให้มีประโยชน์สำหรับคนไข้ มีประโยชน์และความสุขบนมือของผู้ทำงาน หรือที่เรียกว่า” มือของผู้ที่ให้ “ เป็นระบบคุณภาพที่โอนอ่อนและเข้าใจในแง่มุมของทุกๆชีวิต รวมทั้งเจ้าหน้าที่ คนไข้ ญาติ และชุมชน และเป็นระบบคุณภาพที่ไม่แปลกแยกจากวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี ที่สำคัญคือไม่ทำลายธรรมชาติ และมีความพอเพียงในนั้น..”

ในการประชุมวิชาการ HA National Forum ที่ผ่านมา แม้ว่าจะล่วงเลยมาเป็นเวลาหลายวัน แต่ก็ยังมีเรื่องชวนให้คิดตามมาอย่างต่อเนื่อง   เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายการทีวี ช่องหนึ่ง คือทีวีไทย ก็มาขอสัมภาษณ์ พูดคุยกับแม่ต้อย เกี่ยวกับการที่ทางสรพ. ส่งเสริมให้โรงพยาบาลจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา ที่น่าจะเป็นเรื่องฮิตประจำปี ว่าที่จริงแล้วมันคืออะไร? กันแน่

ที่จริงเมื่อตอนที่แม่ต้อย ขึ้นเสวนากับคุณหมอโกมาตร บนเวทีSHA นั้น มีคำถามเด็ดๆ ที่ทำให้แม่ต้อยถึงกับอึ้งไปชั่วครู่เหมือนกัน

“ ทำไม  ?สรพ. จึงมาคิดได้ตอนนี้ว่าการพัฒนาคุณภาพ จะต้องผสมผสาน มิติจิตใจ  และความละเอียดอ่อน เน้นการเยียวยาเข้าไปด้วย?  นี่เป็นคำถามระดับเทพ ของหมอโกมาตร "   ( ถามแบบไม่ซักซ้อมเล้ยยย)

 

จำได้ว่า ในวันนั้นแม่ต้อยใช้เวลา แว้บหนึ่ง ทบทวนและใคร่ครวญว่า เราจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี? 

“ ที่จริง แล้วการพัฒนามาสู่ระดับนี้เป็นการตกผลึกทางความคิด และเป็นการลองผิดลองถูก มาร่วม ๑๐ ปี เราเริ่มมีการจัดธีมการประชุม เรื่อง Living organization การประชุมวิชาการ เรื่อง “ คืนหัวใจ ให้ระบบสุขภาพ “  และล่าสุด เรื่อง Lean& Seamless”

รวมทั้งการสั่งสมประสบการณ์จากการนำแนวคิด Humanized Health Care ไปใช้ในการทำงาน จนเกิดการมอบรางวัลเกียรติยศ   ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา..

ดร.มังกร  ประพันธ์วัฒนะ ที่เป็นกัลยาณมิตรอันแนบแน่นกับสรพ.มายาวนาน ได้เขียนในเอกสารที่แจกในการประชุมว่า

“ การประชุมในปีนี้ ธีม การประชุมคือ” การพัฒนาที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น  ในส่วนตัวถามตัวเองตั้งแต่แรกว่า แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังธีมคืออะไร?” ซึ่งแตกต่างจากทุกปีที่เราจับต้องได้...”

แต่เมื่อพิจารณาให้ดี  จะพบว่านี่คือหลักการสำคัญที่เรามักจะลืม..  บ่อยครั้งที่โรงพยาบาลสร้างกรอบการทำงาน ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าต้องทำแบบนั้น ต้องทำแบบนี้ ส่งผลให้การคิดติดกรอบ  ยึดติดรูปแบบ  เกิดแนวทางปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นตัวตนและสิ่งแวดล้อม... จึงยากที่จะคงอยู่  และยากที่จะยั่งยืน  เพราะว่าคงคล้ายกับต้นไม้ที่ปราศจากรากแก้ว และไม่โอนอ่อนตามกระแสแรงของพายุ..

สรพ.ขยับการพัฒนาโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลมาถึงจุดที่เรียกว่า  เราต้องช่วยกันสร้าง” สุขภาวะ”

นั่นคือ “เราจะสร้างคุณภาพในงานของเราให้มีประโยชน์สำหรับคนไข้ มีประโยชน์และความสุขบนมือของผู้ทำงาน หรือที่เรียกว่า” มือของผู้ที่ให้ “  เป็นระบบคุณภาพที่โอนอ่อนและเข้าใจในแง่มุมของทุกๆชีวิต รวมทั้งเจ้าหน้าที่ คนไข้ ญาติ และชุมชน และเป็นระบบคุณภาพที่ไม่แปลกแยกจากวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี ที่สำคัญคือไม่ทำลายธรรมชาติ และมีความพอเพียงในนั้น..” 

ดังนั้น ในการทำงาน เราจะต้องนึกถึงพื้นฐานสำคัญ ที่สุดเสมอ คือ ความปลอดภัย ( Safety) การมีมาตรฐาน ( Standard) การคำนึงด้านจิตใจความต้องการ ความทุกข์ยากของผู้ทำงาน  ของคนไข้ และของญาติ ทั้งหมดนี้รวมเป็นมิติจิตใจ ( Spiritual)

การที่เราพัฒนาขับเคลื่อนระบบ ด้วยความรู้ที่ชัดเจน ที่ไม่ไหลเลื่อนตามกระแสเทคโนโลยี่อย่างไม่ลืมหูลืมตา หรือใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย  มีความพอเพียง และพอดี มีคุณธรรม คือการนำแนวคิดเศรษกิจพอเพียงมาใช้อย่างถูกต้อง ( self. Sufficiency)

Healing Environment เป็น กิจกรรมหนึ่งที่ ทางสรพ.ส่งเสริมให้นำแนวคิดทั้งหมด เข้าไปในการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้มีความประณีต สะดวกสบาย อบอุ่น เหมือนบ้าน และ คนที่มาเกิดความรักและหวงแหนในคุณค่าของธรรมชาติ วัฒนธรรม ความเชื่อ ดั้งเดิม

 

เช่น การที่คนไข้ที่ป่วยหนัก มีโอกาส ได้สัมผัสกับธรรมชาติ ต้นไม้  แสงแดดอุ่นๆยามเช้า เสียงนกร้องเบาๆสิ่งเหล่านี้ อาจจะทำให้คนไข้ มีความรู้สึกรักและขอบคุณธรรมชาติเล็กๆน้อย ที่อาจจะไม่เคยนึก หรือเห็นความสำคัญมาก่อน 

หรือการที่โรงพยาบาลในจังหวัดภาคใต้ ได้ปรับเอาหลักการศาสนา  ความเชื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการ ทำให้เกิดความศรัทธาระหว่างกัน เกิด ความเข้าใจระหว่างกัน

 

บางโรงพยาบาลในภาคอิสาณ เห็นความทุกข์ยาก เห็นความขาดแคลน และเห็นการขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการ จึงได้จัดระบบบริการภายในโรงพยาบาลให้เท่าเทียมกับแห่งอืน  แต่ก็ไม่ลืมที่จะ ยกย่องวัฒนธรรมดั้งเดิม หรือ ความเชื่อดั้งเดิม..ระบบบริการเช่นที่ว่านี้ เป็นการพัฒนาที่ยกระดับมิติจิตใจ ทั้งผู้ให้บริการ  และผู้รับบริการ

 

มีความรู้สึกหลากหลายของผู้ที่มาร่วมประชุม และแม่ต้อยจะขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อดังนี้นะคะ

“ คนพิการไม่ต้องการให้คนปกติอุ้มชู.. ขอเพียงกำลังใจ ชี้ช่องทางให้คนพิการทำงานได้.. หรือใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติ ไม่เป็นภาระ..” ( คุณสถิตย์  ทาอ้อ  ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา ๑๑ )

“ เมื่อเราบันทึกเรื่องราวดีดี ที่ผ่านเข้ามา ที่ได้ทำไว้ เมื่อเกิดปัญหา หรือจิตตก เราอ่านบันทึกนั้น.. จะสร้างเสริมกำลังใจได้ ส่งผลในการพัฒนาองค์กร.. ( นพ. วิโรจน์ ตระการวิจิตร รพ.นครธน )

“ศิลปะ..  คือความดีงามที่ซ่อนอยุ่ องค์กรต้องปรับสมดุลย์ การรับรู้ด้วยจิต อย่าคิดแค่สมอง คุณค่าของชีวิตหนึ่งมีค่าเสมอ...

”( ทพญ.  วรางค์ ศิริขจรพันธ์ รพ.สีชมพู )

“ สังคมไทย เราเปลี่ยนบุญนิยมไปสู่ ทุนนิยม เข้าสู่โลกาภิวัฒน์มากจนเกินไป สังคมจึงเปลี่ยนจาการช่วยเหลือเกื้อกูลไปสุ่ความยุ่งเหยิง  มนุษยภัยในปัจจุบัน โอกาสนี้ พวกเรา น่าหวนกลับมาสู่มุมมมอง เชิงจิตวิญญาณ  ซึ่งเคยมีมาในสังคมไทยมาก่อน( แทนคุณ  จิตต์อิสระ )

 

“ การที่เราไปช่วยเหลือคนอื่นนั้น มีเหตุผลเดียวคือ เกิดมาแล้วชาติหนึ่งไม่อยากเสียชาติเกิด  อย่างน้อยในชีวิตนี้ได้ทำประโยชน์ให้กับคนอื่น  แม้ว่าจะไม่มีรางวัลใดใดก็ตาม เป็นความสุขใจที่ไม่มีใครเห็น  ( โจนาส แอนเดอร์สัน)

“ มันเหมือนบูมมาแรง เราไปช่วยคนอื่น อันดับแรก คือเราปิติ และสุขใจเมื่อเห็นเขาดีขึ้น .. บางครั้ง เรื่องร้ายๆที่คิดว่าต้องเกิดขึ้นกับเราแน่นอน ก็กลับกลายเป็นเรื่องดีดี.. ( คริสตี้ กิ้บสัน)

 

ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของการที่เราจะก้าวย่างสู่สังคม” สุขภาวะ” ที่ไม่ได้มีเพียงคนในระบบสุขภาพเท่านั้น เป็นสังคมที่ มุ่งเน้น สุขภาวะทั้งผู้ให้และผู้รับ..

สวัสดีคะ