ในการประชุมวิชาการ HA National Forum ที่ผ่านมา แม้ว่าจะล่วงเลยมาเป็นเวลาหลายวัน แต่ก็ยังมีเรื่องชวนให้คิดตามมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายการทีวี ช่องหนึ่ง คือทีวีไทย ก็มาขอสัมภาษณ์ พูดคุยกับแม่ต้อย เกี่ยวกับการที่ทางสรพ. ส่งเสริมให้โรงพยาบาลจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา ที่น่าจะเป็นเรื่องฮิตประจำปี ว่าที่จริงแล้วมันคืออะไร? กันแน่
ที่จริงเมื่อตอนที่แม่ต้อย ขึ้นเสวนากับคุณหมอโกมาตร บนเวทีSHA นั้น มีคำถามเด็ดๆ ที่ทำให้แม่ต้อยถึงกับอึ้งไปชั่วครู่เหมือนกัน
“ ทำไม ?สรพ. จึงมาคิดได้ตอนนี้ว่าการพัฒนาคุณภาพ จะต้องผสมผสาน มิติจิตใจ และความละเอียดอ่อน เน้นการเยียวยาเข้าไปด้วย? นี่เป็นคำถามระดับเทพ ของหมอโกมาตร " ( ถามแบบไม่ซักซ้อมเล้ยยย)
จำได้ว่า ในวันนั้นแม่ต้อยใช้เวลา แว้บหนึ่ง ทบทวนและใคร่ครวญว่า เราจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี?
“ ที่จริง แล้วการพัฒนามาสู่ระดับนี้เป็นการตกผลึกทางความคิด และเป็นการลองผิดลองถูก มาร่วม ๑๐ ปี เราเริ่มมีการจัดธีมการประชุม เรื่อง Living organization การประชุมวิชาการ เรื่อง “ คืนหัวใจ ให้ระบบสุขภาพ “ และล่าสุด เรื่อง Lean& Seamless”
รวมทั้งการสั่งสมประสบการณ์จากการนำแนวคิด Humanized Health Care ไปใช้ในการทำงาน จนเกิดการมอบรางวัลเกียรติยศ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา..
ดร.มังกร ประพันธ์วัฒนะ ที่เป็นกัลยาณมิตรอันแนบแน่นกับสรพ.มายาวนาน ได้เขียนในเอกสารที่แจกในการประชุมว่า
“ การประชุมในปีนี้ ธีม การประชุมคือ” การพัฒนาที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น ในส่วนตัวถามตัวเองตั้งแต่แรกว่า แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังธีมคืออะไร?” ซึ่งแตกต่างจากทุกปีที่เราจับต้องได้...”
แต่เมื่อพิจารณาให้ดี จะพบว่านี่คือหลักการสำคัญที่เรามักจะลืม.. บ่อยครั้งที่โรงพยาบาลสร้างกรอบการทำงาน ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าต้องทำแบบนั้น ต้องทำแบบนี้ ส่งผลให้การคิดติดกรอบ ยึดติดรูปแบบ เกิดแนวทางปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นตัวตนและสิ่งแวดล้อม... จึงยากที่จะคงอยู่ และยากที่จะยั่งยืน เพราะว่าคงคล้ายกับต้นไม้ที่ปราศจากรากแก้ว และไม่โอนอ่อนตามกระแสแรงของพายุ..
สรพ.ขยับการพัฒนาโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลมาถึงจุดที่เรียกว่า เราต้องช่วยกันสร้าง” สุขภาวะ”
นั่นคือ “เราจะสร้างคุณภาพในงานของเราให้มีประโยชน์สำหรับคนไข้ มีประโยชน์และความสุขบนมือของผู้ทำงาน หรือที่เรียกว่า” มือของผู้ที่ให้ “ เป็นระบบคุณภาพที่โอนอ่อนและเข้าใจในแง่มุมของทุกๆชีวิต รวมทั้งเจ้าหน้าที่ คนไข้ ญาติ และชุมชน และเป็นระบบคุณภาพที่ไม่แปลกแยกจากวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี ที่สำคัญคือไม่ทำลายธรรมชาติ และมีความพอเพียงในนั้น..”
ดังนั้น ในการทำงาน เราจะต้องนึกถึงพื้นฐานสำคัญ ที่สุดเสมอ คือ ความปลอดภัย ( Safety) การมีมาตรฐาน ( Standard) การคำนึงด้านจิตใจความต้องการ ความทุกข์ยากของผู้ทำงาน ของคนไข้ และของญาติ ทั้งหมดนี้รวมเป็นมิติจิตใจ ( Spiritual)
การที่เราพัฒนาขับเคลื่อนระบบ ด้วยความรู้ที่ชัดเจน ที่ไม่ไหลเลื่อนตามกระแสเทคโนโลยี่อย่างไม่ลืมหูลืมตา หรือใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย มีความพอเพียง และพอดี มีคุณธรรม คือการนำแนวคิดเศรษกิจพอเพียงมาใช้อย่างถูกต้อง ( self. Sufficiency)
Healing Environment เป็น กิจกรรมหนึ่งที่ ทางสรพ.ส่งเสริมให้นำแนวคิดทั้งหมด เข้าไปในการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้มีความประณีต สะดวกสบาย อบอุ่น เหมือนบ้าน และ คนที่มาเกิดความรักและหวงแหนในคุณค่าของธรรมชาติ วัฒนธรรม ความเชื่อ ดั้งเดิม
เช่น การที่คนไข้ที่ป่วยหนัก มีโอกาส ได้สัมผัสกับธรรมชาติ ต้นไม้ แสงแดดอุ่นๆยามเช้า เสียงนกร้องเบาๆสิ่งเหล่านี้ อาจจะทำให้คนไข้ มีความรู้สึกรักและขอบคุณธรรมชาติเล็กๆน้อย ที่อาจจะไม่เคยนึก หรือเห็นความสำคัญมาก่อน
หรือการที่โรงพยาบาลในจังหวัดภาคใต้ ได้ปรับเอาหลักการศาสนา ความเชื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการ ทำให้เกิดความศรัทธาระหว่างกัน เกิด ความเข้าใจระหว่างกัน
บางโรงพยาบาลในภาคอิสาณ เห็นความทุกข์ยาก เห็นความขาดแคลน และเห็นการขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการ จึงได้จัดระบบบริการภายในโรงพยาบาลให้เท่าเทียมกับแห่งอืน แต่ก็ไม่ลืมที่จะ ยกย่องวัฒนธรรมดั้งเดิม หรือ ความเชื่อดั้งเดิม..ระบบบริการเช่นที่ว่านี้ เป็นการพัฒนาที่ยกระดับมิติจิตใจ ทั้งผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ
มีความรู้สึกหลากหลายของผู้ที่มาร่วมประชุม และแม่ต้อยจะขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อดังนี้นะคะ
“ คนพิการไม่ต้องการให้คนปกติอุ้มชู.. ขอเพียงกำลังใจ ชี้ช่องทางให้คนพิการทำงานได้.. หรือใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติ ไม่เป็นภาระ..” ( คุณสถิตย์ ทาอ้อ ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา ๑๑ )
“ เมื่อเราบันทึกเรื่องราวดีดี ที่ผ่านเข้ามา ที่ได้ทำไว้ เมื่อเกิดปัญหา หรือจิตตก เราอ่านบันทึกนั้น.. จะสร้างเสริมกำลังใจได้ ส่งผลในการพัฒนาองค์กร.. ( นพ. วิโรจน์ ตระการวิจิตร รพ.นครธน )
“ศิลปะ.. คือความดีงามที่ซ่อนอยุ่ องค์กรต้องปรับสมดุลย์ การรับรู้ด้วยจิต อย่าคิดแค่สมอง คุณค่าของชีวิตหนึ่งมีค่าเสมอ...
”( ทพญ. วรางค์ ศิริขจรพันธ์ รพ.สีชมพู )
“ สังคมไทย เราเปลี่ยนบุญนิยมไปสู่ ทุนนิยม เข้าสู่โลกาภิวัฒน์มากจนเกินไป สังคมจึงเปลี่ยนจาการช่วยเหลือเกื้อกูลไปสุ่ความยุ่งเหยิง มนุษยภัยในปัจจุบัน โอกาสนี้ พวกเรา น่าหวนกลับมาสู่มุมมมอง เชิงจิตวิญญาณ ซึ่งเคยมีมาในสังคมไทยมาก่อน( แทนคุณ จิตต์อิสระ )
“ การที่เราไปช่วยเหลือคนอื่นนั้น มีเหตุผลเดียวคือ เกิดมาแล้วชาติหนึ่งไม่อยากเสียชาติเกิด อย่างน้อยในชีวิตนี้ได้ทำประโยชน์ให้กับคนอื่น แม้ว่าจะไม่มีรางวัลใดใดก็ตาม เป็นความสุขใจที่ไม่มีใครเห็น ( โจนาส แอนเดอร์สัน)

“ มันเหมือนบูมมาแรง เราไปช่วยคนอื่น อันดับแรก คือเราปิติ และสุขใจเมื่อเห็นเขาดีขึ้น .. บางครั้ง เรื่องร้ายๆที่คิดว่าต้องเกิดขึ้นกับเราแน่นอน ก็กลับกลายเป็นเรื่องดีดี.. ( คริสตี้ กิ้บสัน)
ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวของการที่เราจะก้าวย่างสู่สังคม” สุขภาวะ” ที่ไม่ได้มีเพียงคนในระบบสุขภาพเท่านั้น เป็นสังคมที่ มุ่งเน้น สุขภาวะทั้งผู้ให้และผู้รับ..
สวัสดีคะ
สวัสดีครับ...เเม่ต้อย
อ่านบันทึกด้วยความรู้สึกว่ามีความสุขภายใต้ สถานการณ์ที่ไม่ค่อยสู้จะดีครับ
การทำงานอย่างหนักของทีมงาน สรพ. กับ งานใหญ่ที่ "เยียวยา" จิตใจบุคลากรทั่วทั้งประเทศ ต้องขอชื่นชมมากครับ ได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมงานท่านหนึ่ง ที่เป็นรุ่นพี่ที่เรียนที่เดียวกัน ก็ทราบว่า หนักหน่วงมาก สำหรับการเตรียมงาน การทำงานที่ "ประณีตเเละยั่งยืน"
ผมอาจเรียกว่าคนอยู่ไม่ไกลวงการสุขภาพเท่าไหร่ พื้นฐานผมเรียนมาทางด้าน health Promotion ดังนั้นกระบวนการ SHA ของ สรพ. จึงเข้าทางกับผมอย่างจัง อีกทั้งผมมองก่อนหน้านี้ว่า ส่งเสริมสุขภาพจะเคลื่อนได้อย่างไร เเม้ว่า กระบวนการพัฒนาของกระทรวงสาธารณสุขจะรุกมาโดยตลอดเเต่ก็ยังไม่ถึง "แก่น" ของงาน ส่งเสริมสุขภาพสักเท่าไหร่...
ผมมาค้นพบว่า SHA นี่หละ เป็นทางเดินที่ทะลุทลวงไปสู่สุขภาวะ ภายใต้ การทำงานที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์ เเละให้ความสำคัญกับคนอย่างเเท้จริง หากคนทำงานเป็นเงื่อนไขที่สำคัญของการทำงานด้านสุขภาพ SHA ช่วยเสริมพลังใจได้มากเลยครับ
ในโลกของความซับซ้อน เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เเละเรื่องหนึ่งๆมักเชื่อมโยงเรื่องอื่นๆอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการมุ่งความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่ควรลืมความเชื่อมโยงดังกล่าวนี้ไว้ด้วย
ผมชอบเเนวคิด "ยืดหยุ่นเเละยั่งยืน" ผมมองว่า นี่หละ การพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพและโลกของยุคดิจิตอล ไม่มีอะไรที่เเข็งตัวสุ่มเสี่ยงต่อการแตกหัก การอ่อนตัวและยืดหยุ่นต่างหากที่เราต้องเรียนรู้
เเม้ว่า SHA เพิ่งจะเริ่มต้น เเต่ก็มีพลังอย่างมากในการเดินไปข้างหน้า เเละผมเชื่อว่า ในที่สุดเเล้ว การวิจัยและการพัฒนาบนฐานของการให้ความสำคัญ ทั้ง hard และ Soft side ของมนุษย์ เหมือนที่ SHA ทำอยู่ จะเกิด นวัตกรรม (innovation) ที่เกิดประโยชน์ คุณูปการต่อระบบสุขภาพ และระบบคุณภาพ ของประเทศไทยได้
ที่เเม่ต้อยชวนผม มาร่วมทำบุญด้วยกัน โดยการร่วมด้วยช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งของ SHA นั้น เป็นโอกาสที่ดียิ่งของชีวิตผมเลยทีเดียวครับ
ขอขอบพระคุณท่าน มา ณ โอกาสนี้
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
*** คำว่า "สถานการณ์ที่ไม่สู้จะดีนัก" หมายถึง สถานการณ์ของบ้านเมืองเราตอนนี้ครับ
ผมแอบตามคุณเอกมาครับ ;)
สวัสดีคะ น้องเอกคะ
ที่แนวคิดเรื่อง มิติจิตใจ หรือที่ทางสรพ. เรียกว่า SHA ค่อนข้างที่จะมาได้ไกลโข แม่ต้อย คิดว่า สาเหตุสำคัญคือเราทำ สิ่งที่ทุกๆคนกำลังโหยหาในขณะนี้ นั่นคือ ความรัก ความเมตตา ความให้อภัยกัน
หรือในสถานการณ์ ที่น้องเอก เรียกว่า " เหตุการณ์ ไม่ปรกติ" นั่นแหละคะ
ที่จริง ท่ามกลางความวิกฤติ เราก็ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เป็นอย่างดี
น้องเอก เป็นพลังสำคัญคะ ที่จะช่วยสร้างความลุ่มลึก และสร้างแรงบันดาลใจให้คนที่ทำงานได้ดี
เรื่องการเข้าไปสู่สุขภาวะ นี่ เป็นเรื่องของทุกๆคนคะ ไม่เพียงคนในระบบสาธารณสุขเท่านั้น
แม่ต้อยยังระลึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่ ในการเสวนากับน้องเอกเสมอคะ
และหวังว่าเราจะต้องมีงานร่วมกันอีกแน่นอนคะ
รักและคิดถึงคะ
3.
สวัสดีค่ะ แม่ต้อย เรียกตามคุณเอกก็แล้วกันนะคะ ได้พบกันเพียงครั้งเดียวนุชสัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริง ความมีพลังของแม่ต้อย ยินดีที่มีหนุ่มมหัศจรรย์อย่างคุณเอกเป็นกำลังให้แม่ต้อยด้วย
แม้นุชจะไม่มีโอกาสไปช่วยในเวที และในงานใหญ่ๆของสรพ. แต่ที่ทำอยู่เล็กๆก็ทำตามจังหวะและความสะดวกของตัวเองค่ะ ไม่ใช่คนในงานระบบสุขภาพแต่ก็ธรรมะจัดสรรให้ได้ทำอะไรหลายๆงานที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ล่าสุดไปทำวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล็กๆแต่งดงามให้กับโรงพยาบาลปากช่องนานา ในเรื่องของการใช้นพลักษณ์ ธรรมะ และ KM อย่างบูรณาการ เป็นงานจิตอาสาไปทำด้วยจิตที่เป็นกุศลของวิทยากร คือ คุณศิลาน่ะค่ะ
เมื่อไหร่แม่ต้อยหายยุ่งอยากเชิญมาเที่ยวอยุธยา ให้คุณเอกนำพามานะคะ อยากมีโอกาสต้อนรับแม่ต้อยที่บ้านบ้านนอกค่ะ
แวะมาดู มาเยี่ยม มาชื่นชมค่ะ
แม่ต้อยสบายดีไหมค่ะ
อ่านแล้วมีแรงใจทำงานเพื่อที่จะสร้างสุขแก่ผู้ป่วยและองค์กรค่ะ
สวัสดีคะ
อยากจะขอเรียกว่าน้องนุชนะคะ
ที่จริงระลึกถึงเสมอคะ ด้วยสัมผัสได้ถีงพลังความตั้งใจและพลังความดีที่แฝงในตัวน้องนุชคะ
คิดว่าในโอกาสต่อไปคงจะได้มีโอกาสมาร่วมงานกันนะคะ
การสร้างสุขภาวะ เป็นเรื่องราวของพวกเราทุกคนคะ
คิดถึงเสมอคะ
7.
.
9.
สวัสดีคะ
น้องถาวรก็มาเป็นกำลังใจที่ดีให้แม่ต้อยได้เช่นเดียวกันคะ
ขอบคุณคะ
สวัสดีค่ะ
ตามรอยมาตลอดค่ะ
บ้างสงสัย บางชวนให้ครุ่นคิด
บางครั้งกระตุ้นให้ก้าวออกไป
นำพลังใจที่มีไปรับปัญหา
ด้วยความรู้สึกที่เหมือนเดินไปพบความสุข
เพราะนั่นคือที่ที่ปัญญา จะได้เกิด
และสติได้ฝึกการรับรู้ วิเคราะห์ พิจารณา
ที่ๆเป็นแหล่งท้าทายจิตดวงนี้ให้ได้ประเมินตัวเอง
ครูต้อยดีใจที่ได้ตามรอยเรียนรู้เรื่องหลักของชีวิตค่ะ
ดีใจที่ได้เติมเต็มให้ตัวเองได้มีความพร้อมๆที่จะให้
เชิญแม่ต้อยเยี่ยมให้กำลังใจทีมงานที่นี่ค่ะ ขอบคุณค่ะ
http://gotoknow.org/blog/krutoiting/344846/edit
เเม่ต้อยขากุ้งเเวะมาสวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ สุขสันต์วันสงกรานต์นะคะ
ภาพนี้ถ่ายกับลูกชายน้องเเคนที่บ้านจังหวัดสกลนครค่ะ
ป้าต้อยครับ
ผมนำธรรมะชุดหนึ่งมาเป็นแก่นของการจัดกิจกรรม คือ ปราโมทย์ ปิติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ
นำกิจกรรมที่เก็บตกมาจากที่ต่างๆ มาให้คนเล่นเพื่อเห็นความแตกต่างของคน จะได้เข้าใจความไม่ได้อย่างใจเรา
ทำกิจกรรมให้คนมีสติก่อนที่จะโต้ตอบสิ่งไม่ดีที่ได้พบเห็น
ให้แลกเปลี่ยนเรื่องราวประทับใจของแต่ละคน และพบว่าเรื่องที่ประทับใจคือเรื่องที่เราทำสิ่งดีให้แก่คนอื่น เกินกว่ามาตรฐานหรือคำพรรณนางาน โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน (แต่แท้ที่จริงได้ความสุขใจซึ่งมีคุณค่าต่อชีวิต)
ทำกิจกรรมที่เรามอบความไว้วางใจของเราแก่ผู้ร่วมทีม
ให้คนได้ครุ่นคิดถึงคุณค่างานของตนเอง ที่สูงกว่าสิ่งที่มองเห็น
ให้คนได้คิดที่จะขอโทษคนอื่น (ปรากฎว่ามากกว่าร้อยละ 90 อยากขอโทษแม่ แทบทุกคนทำวีรกรรมไว้กับแม่)
ให้คนได้คิดว่าจะทำสิ่งดีอะไรบ้าง สิ่งดีเล็กๆน้อย ที่ทำไม่ยากแต่ให้ทำต่อเนื่องทุกวัน
กิจกรรมของเราไม่มีข้อแม้ ไม่มีการบ้าน ใครเกิดความคิดอย่างไรก็นำไปใช้
แล้วเราค่อยๆ ไปถามเจ้าตัว ผู้ร่วมงาน และผู้บังคับบัญชาในลักษณะคุยกัน
แทบทุกคนบอกว่าชีวิตดีขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างคนดีขึ้น ช่วยเหลือกันมากขึ้น
ภาพของกิจกรรมของเราที่ปรากฎเป็นภาพที่ดี ขนาดคนค่อนขอดกัน ยังค่อนว่า ขนาดเข้ากิจกรรม..นี่แล้ว ยังแย่เหมือนเดิม
(อิอิ ที่ว่าเป็นภาพดีคือ คนเข้าใจว่าเข้ากิจกรรมกับเราแล้วจะเป็นคนดี)
ผมจึงคิดว่าเดินมาถูกทางแล้วครับ
ตัววัดคือทุกคนที่เกี่ยวข้อง มีความสุขทั้งในกิจกรรม หลังกิจกรรม ในชีวิตครอบครัว และชีวิตส่วนตัว (พรพ สรพ ยังพูดถึงน้อย เพราะพูดมาตรฐานมาก)
ความยากใจของผมอย่างหนึ่งคือคนพยายามจะเคี่ยวเข็ญให้ผมวัดผลออกมาเป็นตัวเลขครับ
ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ตั้งมากว่า 2000 ปี โดยไม่มีใครลบล้างได้ แต่ทฤษฎีของฝรั่งต่างๆ มีมาไม่เกิน 200 ปี และลุ่มๆดอนๆ เปลี่ยนไปตลอด และพบว่าผิดอยู่เรื่อยๆ ผมจึงใช้คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลักครับ
ผมปรับอปริหานิยธรรม มาเป็นแบบประเมินองค์กรและหน่วยงาน ผลที่แต่ละคนประเมินดูจะ valid และมี reliability มากที่เดียวกับแต่ละหน่วยงาน (ในมุมมองที่คนพูดๆ กัน ไม่ใช่ตามตัวชี้วัดของหน่วยงาน) แต่ไม่นำเสนอที่ใด
มีความสุขนะครับท่านพี่