เส้นทางสู่..ดุริยางคศิลป์

เส้นทางสู่..ดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

 

 

 

 

 

 

        ด้วยความรักและศรัทธาในรสทิพย์แห่งเสียงดนตรี ทุกครั้งที่เราได้ฟังเพลงหรือดนตรีชั้นดี ความสุขและความปิติยินดีก็จะเกิดขึ้นกับเราทุกคน ผมจินตนาการว่า ผู้บรรเลงดนตรีนั้นน่าจะต้องมีชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วย พลังแห่งชีวิต พลังแห่งความรัก ความสนุกสนาน ความโศกเศร้า หลากหลายอารมณ์แห่งมนุษย์ จึงจะสามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกอันหลากหลายในเนื้อหาของดนตรีมาสู่ผู้ฟังได้ ชีวิตของนักดนตรีนั้นช่างสวยงามนักในสายตาของผม และคิดฝันอยู่ในใจลึกๆว่าถ้ามีลูก ก็อยากให้ลูกได้เป็น นักดนตรี ซึ่งมีลีลาแห่งชีวิตที่สวยงาม

          และเมื่อผมมีลูก สิ่งแรกที่ผมจะให้กับลูกๆได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งการเรียนรู้ทางด้านดนตรี ก็คือทุกวันผมจะพาลูกน้อยทั้งสองคนเข้าห้องฟังเพลงของบ้านเรา นำเสนอผลงานดนตรีดีๆจากศิลปินชั้นครูให้ลูกๆฟัง และบางครั้งก็จะเล่าความเป็นมาของเพลงแต่ละเพลงให้ลูกๆฟังก่อนนอนทุกวัน การฟังเพลงและดนตรีชั้นดีทุกวันๆ จะเป็นการบันทึกแต่ข้อมูลทางดนตรีที่ดีและถูกต้องเข้าไปอยู่ในความทรงจำของเด็กๆ ผมเชื่อว่าการสร้างสมประสพการณ์จากการฟังมากๆ จะทำให้เมื่อเด็กเติบโตขึ้นมาได้เล่นดนตรี เด็กก็จะมีตัวโน๊ตและท่วงทำนองที่ดีๆอยู่ในตัวของเด็กและเขาก็จะถ่ายทอดมันออกมาเป็นดนตรีที่ไพเราะได้

 

         ถึง แม้ว่าในใจของผมนั้นจะมีความต้องการให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นนักดนตรีเป็น อย่างมาก แต่ผมก็ไม่เคยบังคับให้ลูกต้องเรียนดนตรี(ผมก็ไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิด) ตอนที่น้องแพนลูกสาวคนเล็กอายุ 8 ขวบ ผมก็คิดว่าเขาน่าจะได้เริ่มเรียนรู้การเล่นดนตรีได้แล้ว ตอนนั้นที่กาญจนบุรี มีโรงเรียนสอนดนตรียามาฮ่า เปิดสอนอยู่แห่งเดียว ผมก็ถามความสมัครใจของลูกว่าจะเรียนเปียโนไหม? ถ้าเรียนเปียโนก็จะมีรางวัลให้เป็นจักรยาน 1 คัน (มีติดสินบนเล็กๆ)ผมเลือกให้ลูกเรียนเปียโนเพราะความเชื่อว่าเปียโนคือ เครื่องดนตรีชั้นสูงที่มีความไพเราะ และยิ่งใหญ่ระดับราชาแห่งเครื่องดนตรี น้องแพนเป็นเด็กที่สอนง่ายเลี้ยงง่ายมาตั้งแต่เกิด น้องแพนจะรู้ว่าถามแบบนั้นแสดงว่าผมต้องการจะให้เรียนเปียโน ก็ยอมไปเรียนโดยง่ายในขณะเดียวกันก็อยากได้จักรยานไปขี่เล่นกับเพื่อนๆ ส่วนเจ้าลูกชายคนโตนั้นยังไม่มีความสนใจใดๆเลย ผมทั้งชักทั้งชวนก็ยังไม่ยอมเรียน ไม่เรียนก็ไม่เป็นไรรอไปก่อน เมื่อน้องแพนตกลงเรียนเปียโน เราก็พากันไปซื้อเปียโนแต่เอาแค่มือสองมาใช้ก่อนแล้วกัน ก็บังเอิญไปเจอะเปียโน KAWAI CE-7N เป็น Upright Piano สภาพสวยใหม่กิ๊กก็ตกลงขนขึ้นรถกลับบ้านเลย 

 

         น้อง แพนเรียนเปียโนที่โรงเรียนยามาฮ่า ได้ไม่นานโรงเรียนก็ปิดกิจการ ทำให้การเรียนเปียโนต้องหยุดลง ชั่วคราว แต่ก็ยังโชคดี คุณครูสอนเปียโนที่เคยสอนน้องแพนที่ยามาฮ่า ยังอยู่ที่กาญจนบุรี ผมก็เลยจ้างคุณครูมาสอนที่บ้าน ตอนนั้นพอมีคุณครูมาสอนที่บ้านผมก็เลยเกลี้ยกล่อม ให้เจ้าลูกชายมาเรียนด้วย ก็ได้ผล ลูกทั้งสองคนก็ได้เรียนเปียโน สมดั่งความตั้งใจของผม

         การ เรียนดนตรีนั้น ผมต้องขอบอกเพื่อนๆหรือคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านที่อยากให้ลูกเรียนดนตรีไว้เลย ว่า อย่าตั้งคำถามว่าเมื่อไรจะเรียนจบ? เพราะว่าการเรียนดนตรีนั้นเปรียบเหมือนกับการเดินทางของชีวิต การเรียนรู้และการเล่นดนตรีจะเปลี่ยนแปลงไปตามวัย เสียงดนตรีที่นักดนตรีเล่นก็จะเปลี่ยนและเติบโตไปตามวัย เพลงเดียวกัน คนเล่นคนเดียวกัน ตอนอายุ 20 กับ 40 ก็ต่างกัน ผมเชื่อว่าชีวิตจบลงการเรียนดนตรีจึงจะจบ ถ้าหวังหรือกำหนดหรือจะถามว่าให้ลูกเรียนดนตรีกี่ปีจึงจะเรียนจบ? การเรียนดนตรีนั้น ถ้าจบแล้วเลิกเรียนเลิกเล่น ที่เรียนมาทั้งหมดก็จะจบลงเช่นกัน คงเป็นได้แค่เคยเรียนมาเท่านั้น 

        ฉะนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ท่านใด คิดจะให้ลูกเรียนดนตรี เพื่อให้ลูกเป็นนักดนตรี ท่านต้องทำใจไว้เลยว่ามันจะเป็นการเรียนอันยาวนาน ต้องใช้เงินเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงถึงสูงมากในเครื่องดนตรีบางชนิด แต่ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่บางท่านจะคิดว่าอยากให้ลูกได้เรียนดนตรีเพียงเพื่อ เป็นการเสริมประสพการณ์ชีวิตก็ไม่ผิดอะไร แต่เด็กก็จะได้เพียงประสพการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อเลิกเรียนทุกอย่างก็จะค่อยๆจางและเลือนหายไปในที่สุด ส่วนตัวผมเอง ผมตั้งเป้าไว้ว่าการเรียนดนตรีของลูกในห้องเรียน จะบรรลุความประสงค์ก็ต่อเมื่อเด็กๆโตพอที่จะ มีความเป็นตัวของตัวเองและสามารถเรียนรู้ดนตรีและสิ่งใหม่ๆได้ด้วยตนเอง ตราบใดที่เขายังรักชีวิตการเป็นนักดนตรี นั่นแหละคือความสำเร็จของผม 

         คุณ ครูมาสอนเด็กๆที่บ้านได้ไม่นาน คุณครูก็มีภาระต้องย้ายเข้ากรุงเทพฯ ทำให้เด็กขาดครูอีกครั้ง ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ ครั้นจะพาไปเรียนที่กรุงเทพฯ ก็ดูจะลำบากทั้งการเดินทางและเด็กก็ยังไม่โตพอ ผมก็ได้แต่หวังว่าให้ลูกๆโตอีกหน่อยแล้วค่อยหาทางใหม่ ...........

         และ แล้วความหวังของผมก็เกิดขึ้นอีกครั้ง สองสามปีต่อมา เมื่อตอนน้องแพนเรียนชั้น ม.3 ก็มีคุณครูมาจากกรุงเทพฯ ชื่อคุณครู สิรินิตย์ มังกรพันธุ์ ( ครูจิบ ) มาเปิดสอนเปียโน ที่กาญจนบุรี พอผมทราบข่าวผมดีใจมาก รีบพาลูกไปสมัครเป็นคนแรกเลย และที่นี่เองถือเป็นที่ให้กำเนิดใหม่อีกครั้งกับน้องแพนในด้านดนตรีและการ เล่นเปียโน 

 

          ใน มุมมองของผม ความสำเร็จเบื้องต้นของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ที่อยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นนักดนตรี ผมจะสังเกตุว่า ถ้าลูกของเรามีความสุข สนุกในการเล่นดนตรี และมีระเบียบวินัยในการซ้อม อยากซ้อม รักการซ้อม สามารถกำหนดตารางการซ้อมดนตรีได้ด้วยตัวเองโดยที่เราไม่ต้องเข้าไปจัดการให้ ผมก็ถือว่านั่นเป็นความสำเร็จไปแล้วในเบื้องต้น  

         เกริน นำกันมานานพอควร มาเข้าเรื่องในหัวเรื่องที่ผมขึ้นไว้ว่า เส้นทางสู่…ดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กันเลยดีกว่า เนื่องจากผมมีลูกสองคนเรียนอยู่ที่นั่น ผมจะเล่าเรื่องเส้นทางของลูกชายคนโต บนเส้นทางของการฝึกกีตาร์คลาสสิก ก่อน แล้วค่อยเล่าเรื่องของลูกสาวคนเล็กบนเส้นทางสายเปียโน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกได้เรียนดนตรี ครับ 

เส้นทางสู่...ดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ของ ณัฐ 

 

         ใน ช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่เดือนที่ ณัฐได้เรียน เปียโน ณัฐก็ทำได้ดีพอสมควร แต่พอไม่มีครูสอน ทุกอย่างที่เรียนมาก็ต้องหยุดลง การเดินทางในสาย เปียโนของณัฐ ก็เป็นอันยุติลงเช่นกัน และหลังจากนั้นต่อมาอีกสองสามปี ณัฐก็พบตัวเองว่า เครื่องดนตรีที่เหมาะกับตัวเอง คือ กีตาร์

         ผม เป็นพ่อที่ไม่เคยบังคับลูกๆบนเส้นทางสายดนตรี ผมคิดว่าการเล่นดนตรีนั้นต้องเล่นด้วยใจ โดยเฉพาะการเล่นกีตาร์ ทุกคนที่ฝึกเล่นจะต้องผ่านด่านแห่งความเจ็บปวดให้ได้ก่อน เพราะว่าจะเจ็บนิ้วมาก ยิ่งเล่นยิ่งเจ็บ ทุกคนจะต้องผ่านด่านนี้ให้ได้ คือต้องเล่นให้เจ็บจนนิ้วด้านไปเลย ทำให้การเริ่มต้นเล่นกีตาร์ของ ณัฐ ค่อนข้างเริ่มช้าเมื่อเทียบกับเพื่อนๆ คือประมาณ ตอนอายุ 15 ขวบ วันหนึ่งที่โรงเรียนมีโครงการเปิดสอนวิชาพิเศษให้เด็กๆเลือกเรียน เจ้าลูกชายมาบอกว่า เขาจะเลือกเรียนกีตาร์เป็นวิชาพิเศษ และนี่เป็นครั้งแรกที่ ณัฐ จะได้เริ่มจับกีตาร์และเรียนรู้ที่จะเล่นมัน ผมดีใจมาก น้ำตาแห่งความปิติและการรอคอย ไหลออกมาในใจด้วยความดีใจ ผมกระวีกระวาดรีบไปตรวจดูกีตาร์เก่าของผมที่เก็บไว้ไม่ได้เล่นเลย มีอยู่ 3 ตัว ก็พอเล่นได้ แต่ด้วยความเห่อและดีใจที่ลูกชายอยากจะฝึกเล่นกีตาร์ ความรู้สึกอยากซื้อกีตาร์ใหม่ให้ลูกก็เกิดขึ้นทันที และก็ไม่รอช้าครับ พอถึงวันหยุดเราก็พากันไปซื้อกีตาร์ตัวใหม่ เราได้กีตาร์โปร่ง ยี่ห้อ Crafter มา 1 ตัว เสียงใสๆ ราคา ไม่แพงมากประมาณ 7,000 บาท งานนี้ถูกใจและสมใจพ่อมากกว่าลูก 

 

      ที่โรงเรียน คุณครูก็สอนฝึกตีคอร์ด ฝึกเล่นเพลงง่ายๆทั่วไป ณัฐจะฝึกและเล่นตามเพื่อนเป็นส่วนใหญ่เพราะว่ามีเพื่อนที่เล่นเก่งแล้ว เพื่อนๆเขาเล่นกันมาตั้งแต่ ป.5 ป.6 การเรียนพิเศษที่โรงเรียนก็จะเล่นเพลงป๊อป เพลงร็อค ทั่วๆไป ค่อยๆเก็บเกี่ยวประสพการณ์ไปเรื่อย เป็นธรรมดาของการฝึกเล่นดนตรี การพัฒนาการก็จะค่อยๆเป็นค่อยๆไปอย่างช้าๆ คุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกเล่นดนตรีต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้นะครับ การเรียนดนตรีไม่มีทางลัด นักดนตรีทุกคนต้องผ่านด่านแห่งความเจ็บปวดและการฝึกฝนอย่างมากมายจริงๆ กว่าจะเล่นดนตรีได้อย่างใจต้องการ

        ในช่วงปลายปี 2545 ผมได้มีโอกาสไปเป็นกรรมการตัดสินการประกวดวงดนตรี ในงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี เด็กๆวัยรุ่นในต่างจังหวัด จะมีเวทีให้เล่นดนตรีกันไม่บ่อยนัก เวลามีการจัดการประกวดวงดนตรีหรือร้องเพลง เด็กๆก็จะสนใจกันมาก ทั้งในจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ณัฐและเพื่อนๆก็ได้ตามไปดูงานนี้ด้วย

 

        ในช่วงนั้น ณัฐเพิ่งจะฝึกหัดเล่นกีตาร์ ฝีมือยังไม่ถึงขั้นเล่นกับวงได้ ในงานนี้เด็กๆที่เข้าประกวดมาจากจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ทุกวงที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามา ฝีมือระดับเซียนๆเกือบทุกวง เรียกว่าเป็นที่ประทับใจผู้เข้าชมเป็นอย่างมาก งานประกวดในครั้งนั้นเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจ ที่ทำให้ ณัฐและเพื่อนๆได้เริ่มรวมตัวกันตั้งวง เพื่อเข้าประกวดหาประสพการณ์ ตามรุ่นพี่ๆ ในปีต่อมา ในนามวง MO-R

 

      วง MO-R เข้าร่วมประกวดครั้งแรก เป็นการจัดประกวดโดยบริษัท RS ต้านภัยยาเสพติด ปี2546 ครั้งแรกของการประกวดได้ผ่านเข้าไปขึ้นเวทีก็ถือว่าประสพความสำเร็จไปขั้น หนึ่งแล้ว สำหรับมือใหม่ ถึงแม้ครั้งนั้นจะได้แค่รางวัลชมเชย ทุกคนก็พอใจ หลังจากนั้นในช่วง 2 ปี คือ ปี 2546-2547วง MO-R ก็ได้มีโอกาสเข้าประกวดในรายการระดับจังหวัดอีก 3-4 รายการ ก็ประสพความสำเร็จได้รับรางวัลชนะเลิศ 2 รายการ คือ ชนะเลิศการประกวดวงดนตรีภาคตะวันตก และรางวัลชนะเลิศการประกวดวงดนตรี ดนตรีสีขาว จัดโดยสถานีโทรทัศช่อง11 ซึ่งในเวลาช่วง 2 ปี ที่วง MO-R ได้เข้าร่วมการประกวดในระดับต่างจังหวัด ก็ได้รับการกล่าวขานและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นน้องๆอีกหลายวงในการ เล่นดนตรีและการประกวดวงดนตรีในปีต่อมา 

 

        อย่าง ที่เคยบอกไว้ว่า ผมเลี้ยงลูกแบบไม่เคยบังคับ ว่าจะต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามันถูกต้องหรือไม่ ผมเลือกที่จะคอยดูแลลูกๆเหมือนกับเป็นพี่เลี้ยง กิจกรรมอะไรที่คิดว่าดีมีประโยชน์ก็จะมานำเสนอ และกิจกรรมอะไรที่นำเสนอแล้วเด็กๆชอบ ผมก็จะสนับสนุนต่อไป

         ผม ได้เฝ้าถามไถ่ ณัฐ มาเป็นระยะๆว่า อยากจะเรียนต่อในสาขาวิชาอะไรเมื่อเรียนจบ ชั้น ม.6 ก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน จนกระทั่ง ณัฐ จบ ม.5 คงเหลือเวลาในการเตรียมตัวสอบเอ็นทร้านซ์ เข้ามหาวิทยาลัยอีกปีเดียว ผมก็คิดว่าไม่ได้การแล้ว เวลาเพียงปีเดียวอาจจะไม่พอเพียงในการเตรียมตัวสอบเอ็นทร้านซ์ ผมจึงเรียก ณัฐ มาคุยกันให้ชัดเจนว่าอยากจะเรียนอะไรต่อเมื่อจบ ม.6 ก็สรุปได้ความว่า ณัฐ ต้องการเรียนต่อในสาขาดนตรี จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปทางสาขาดนตรีอย่างชัดเจนและเริ่มศึกษาต่อไปว่า จะเรียนที่ไหนดี ซึ่งในช่วงนั้น วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังได้รับการกล่าวขานและมีชื่อเสียงว่าเป็นสถานศึกษาอันดับหนึ่งในประเทศ ไทย ในสาขาดนตรี เราก็สนใจ เมื่อศึกษาและสอบถามรายละเอียดในการสอบเข้า ก็ทราบว่า ที่นี่เปิดการเรียนการสอนกันตั่งแต่ระดับ ม.4-ม.6 และระดับปริญญาตรี โท เอก การสอบเข้าระดับ ม.4-ม.6 และปริญญาตรี ในแต่ละปีการศึกษาจะเปิดในสอบแก้ตัวได้ 3ครั้ง รายละเอียดติดตามได้จากเว็บไซท์ http://www.music.mahidol.ac.th 

ในการสอบที่นี่ถือว่ายากระดับสุดๆ โดยเน้นที่การปฏิบัติและทฤษฎีดนตรี เป็นหลัก

           หลังจากที่ ณัฐ ตกลงและตั้งใจจะศึกษาต่อทางด้านดนตรี เราก็ศึกษาในรายละเอียดได้ความว่า ที่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในสายเครื่องดนตรีกีตาร์ ในช่วงนั้น จะมี 2 สาขา คือ กีตาร์คลาสสิก กับ กีตาร์แจ็ส ให้เลือก ซึ่งทั้ง กีตาร์คลาสสิก และ กีตาร์แจ็ส ณัฐ ยังไม่เคยได้สัมผัสและศึกษามาก่อนเลย ถือว่าเป็นงานใหญ่เลยทีเดียวในการเตรียมตัวสอบ หลังจากพิจารณาแล้ว ณัฐ ตกลงเลือกทางเดินสายกีตาร์คลาสสิก เมื่อตกลงเลือกสายกีตาร์คลาสสิกแล้วจะไปเรียนได้ที่ไหน? บ้านนอกต่างจังหวัดอย่างกาญจนบุรี ถือว่าหมดสิทธิ์ครับไม่มีโรงเรียน ไม่มีครู ทางด้านกีตาร์คสาสสิก แล้วจะทำอย่างไร? โชคดีที่ครูสอนเปียโน คุณครูสิรินิตย์ ช่วยแนะนำให้ทดลองไปติดต่อที่โรงเรียนสอนดนตรีเอื้อมอารีย์ อยู่ที่เซนทรัลปิ่นเกล้า ชั้น19 เราก็ไม่รอช้าเพราะว่า 1 ปี ในการเตรียมตัวสอบ เข้า วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล คงจะน้อยเกินไป ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การอ่านโน๊ตดนตรีสากล ปฏิบัติกีตาร์คลาสสิกและ ทฤษฎีดนตรี

          ณัฐ ได้เริ่มต้นเรียนกีตาร์คลาสสิกกับครู เพชรชัย ปรางค์ศรีทอง เป็นครูคนแรก ที่โรงเรียนสอนดนตรีเอื้อมอารีย์  วันแรกที่ได้เจอะกับคุณครู คุณครูก็สอบถามประวัติแล้วก็ให้ทดลองเล่นให้ดู คุณครูก็บอกว่าทุกอย่างต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด เพราะว่า ณัฐ ยังไม่มีพื้นฐานด้านกีตาร์คลาสสิกมาเลย ไม่แน่ใจว่าเวลา 1 ปี จะพอหรือเปล่าในการเตรียมตัวเพื่อการสอบเข้า วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ก็จะทดลองดู เพราะทุกอย่างอยู่ที่ตัวเด็กเอง ถ้าขยันและมีวินัยในการซ้อมอย่างเต็มที่ก็อาจเป็นไปได้

          หลัง จากสมัครเรียนกีตาร์คลาสสิก ที่โรงเรียนสอนดนตรีเอื้อมอารีย์ ณัฐ จะต้องนั่งรถทัวร์กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ ไปเรียน สัปดาห์ละ 1 วัน และกลับมาซ้อม ทำการบ้านตามที่คุณครูสั่งโดยไม่เคยขาดเรียนแม้แต่ครั้งเดียว เวลาผ่านไป ประมาณ 6 เดือน ณัฐ เริ่มอ่านโน๊ตดนตรีสากลได้คล่องขึ้น และพอจะเล่นเป็นเพลงกีตาร์คลาสสิกได้ คุณครูจึงเริ่มป้อนเพลงเพื่อเตรียมการสอบโดยเฉพาะให้ฝึก โดยเน้นเพลงที่จะส่งเข้าสอบ 3 เพลง

- Vals no.3   By Agustin barrios

-Rondo from the sonatina,op.71  By  Mauro Giuliani

-Etude no.1 By Heitor  villa lobos

           ใน ขณะที่ต้องฝึกซ้อมเพลงอย่างหนัก ในการเตรียมตัวสอบยังต้องเรียนรู้ ทฤษฎีดนตรีด้วย ปัญหาก็คือจะไปเรียนที่ไหน? คุณครู เพชรชัย สอนแต่ปฏิบัติ เรื่องทฤษฎีจึงเป็นงานใหญ่อีกงานที่จะต้องช่วยตัวเอง ผมพาลูกไปหาซื้อหนังสือมาศึกษาด้วยตนเอง ก็ได้หนังสือ ทฤษฎีดนตรี โดย อ.ณัชชา โสคติยานุรักษ์ เล่มสีแดงๆ หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งด้านทฤษฎีดนตรี ที่ช่วยให้ ณัฐ สอบเข้าวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ครับ 

 

      ใน เดือนตุลาคม ปี 2547 ณัฐ ก็เข้าสอบคัดเลือก ในสาขาดนตรีสมัยนิยม ด้วยเครื่องมือ กีตาร์คลาสสิก และสอบผ่าน ได้เข้าเรียนในปีการศึกษา 2548 ตลอดระยะเวลา4ปีที่ศึกษาอยู่ที่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ณัฐ ได้เรียนกีตาร์คลาสสิกกับ อ.วรเทพ รัตนาอัมพวัลย์ ผู้ มีชื่อเสียงในวงการกีตาร์คลาสสิก จนกระทั่งปัจจุบัน ณ.เวลานี้ ปี 2552 ณัฐ ก็ได้เรียนจบปริญญาตรี  เกียรตินิยมอันดับ2 เป็นที่เรียบร้อย และกำลังเตรียมศึกษาในระดับปริญญาโท ต่อไป