วันนี้เป็นคำถามทิ้งท้ายที่ครูให้กลับมาตอบตัวเอง
"หลังจากออกแบบชีวิตเองแล้วได้เรียนรู้อะไร"
หนูรู้สึกว่าใจหนูสบายขึ้น กังวลน้อยลง อุ๊ยแต่ช่วงแรก ๆ ใจหนูทุกข์ทรมารคร่ำครวญมาก ๆ เลยค่ะ สะเปะสะปะ ไม่ได้เรื่องได้ราวอยู่พักหนึ่ง พอมันเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย ไม่ได้แล้วนะ ทำอย่างนี้จิตมันจะเสื่อมไปเรื่อย ๆ ก็เลยค่อย ๆ วิ่งกลับมาหาวิธีที่ครูสอนให้ใหม่ แรก ๆ ก็ไม่ค่อยสมบูรณ์ทำไป ใจก็มีเสียงต่อรองไป รู้ทันก็ทำต่อ รู้ไม่ทันก็เลิกทำ แถมมีการซ้ำเติมด้วยความรู้สึกผิดว่าไม่ได้เรื่อง แต่พอทำ ๆ ไปสักพัก เหมือนเข้าใจว่า อ้าวไม่มีใครบังคับนะ เราเลือกเอง เลือกที่จะทำหรือไม่ทำ ถ้าไม่ทำจิตก็เสื่อม ถ้าทำจิตก็จะเบิกบาน
ทำให้หนูเข้าใจว่าที่ครูเข้มงวดกับหนูเพื่อช่วยให้หนูเห็นประโยชน์ในการปฏิบัติภาวนา แต่ตอนนั้นหนูทำด้วยความกลัวและความเครียด ก้มหน้าก้มตาทำโดยไม่มีความเข้าใจ แต่พอมา ณ ตอนนี้เริ่มจะเข้าใจขึ้นมาว่าการมีแนวทางการปฏิบัติเป็นเหมือนหลักยึด เป็นเหมือนกำลังใจให้ตนเองในการเผชิญสิ่งต่าง ๆ กิจวัตรประจำวันที่ครูมอบให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมให้หนูมีสติ มีปัญญา มีจิตใจที่เข้มแข็งมายิ่งขึ้นพร้อมรับกับสิ่งที่มากระทบ แล้วลดการกระแทกและสั่นสะเทือนในจิตใจ
พอต้องพึ่งตอนเองหนูจะเห็นใจตนเองชัดขึ้น ตอนที่เจอปัญหาหรือเผชิญอะไร มีความสั่นไหวเกิดขึ้นแรง เมื่อก่อนหนูจะคร่ำครวญแล้วก็เรียกหาครู แต่ตอนนี้เจอปัญหาก็อยู่กับตนเองก่อน มีลมหายใจไว้เป็นที่พึ่ง พอปัญหาผ่านพ้นไปทำให้ มีความมั่นใจในการภาวนาเกิดขึ้น และยิ่งผ่านอะไร ๆ มากขึ้น ความมั่นใจในวิถีการภาวนามีมากขึ้นมาก ๆ ค่ะ
ข้อเสียที่เกิดขึ้นคือ หนูจะไหลไปหากิเลสได้ง่ายกว่าตอนอยู่ในความดูแลของครู เพราะรู้สึกในตนเองว่า เสียงห้ามในใจยังเบาอยู่ เช่น ไหลไปดูละคร หรือ อยู่กับเพื่อน เป็นต้น แต่ก็จะเป็นการได้เรียนรู้กับตนเองว่า “อ๋อ ใช้เวลากับเรื่องเหล่านี้มากไป” แล้วอยู่กับสิ่งเหล่านี้ใจหนูจะเป็นหลง ๆ เหมือนโดยสูบชีวิต ณ ช่วงนั้นหายไปเลย ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก็จะมีอาการเดี้ยง ๆคือ อ่อนเพลียอ่อนล้า อ่อนแรง ดูอะไรไม่ชัด ต้องใช้การวิ่งและการสวดมนต์เพิ่มขึ้นเพื่อพยุงสติขึ้นมาค่ะ
โดยภาพรวม ณ ตอนนี้ ใจหนูสบายขึ้น มั่นใจในวิถีการภาวนามากขึ้นและรักครูมากขึ้นค่ะ ขอบพระคุณนะคะที่ให้โอกาสสำหรับหนูเสมอมาค่ะ

การได้เผชิญหน้าด้วยตัวเอง ทำให้เรา แกร่ง และ เก่ง ขึ้นจริงๆค่ะ
เป็นอะไรที่น่าทึ่งจริง ๆ ค่ะ หันมองไปข้างหลังแทบไม่น่าเชื่อว่า กระบวนการคิดหนูเปลี่ยนได้มากขนาดนี้ และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เบาสบาย ไม่ได้โผงผาง เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น จนบางทีอาจจะมองว่ามันช้าแต่หนูค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นความเชื่องช้าที่มั่นคงค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ hanako
ที่แวะมาแลกเปลี่ยน
เข้ามาทักทายค่ะ...พยายามทำความเข้าใจ..พยายามหาความหมายในบันทึกว่า (ครูสอนศิษย์ หรือ การสอนปฎิบัติธรรมในวัด)
ความคิดเห็นของพี่ปริมปรางที่ว่า
ทำให้หนูคิดถึงคำพูดของครูที่ท่านเอ่ยกับหนูระหว่างที่เราเดินไปร้านอาหารด้วยทันว่า
ซึ่งวิถีชีวิตในทุกวันนี้ ครูท่านเมตตาฝึกฝนอบรมมาค่ะ ท่านลองให้หนูนำมาปรับใช้ให้เหมาะสม แล้วให้หมั่นตรวจสอบตนเองเรื่อย ๆ ว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง ใจเป็นยังไง อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก เป็นอย่างไร ให้ถอดบทเรียนกับตนเอง ถามตนเองไปเรื่อย ๆ เพราะคำถามเดิม แต่เราตอบ ณ ห้วงเวลาที่แตกต่างกัน ก็อาจจะได้คำตอบที่ไม่เหมือนกันก็ได้ แล้วจะเป็นการน้อมนำให้ใจอ่อนโยน มองอะไรในมุมที่ลึกซึ้งมากขึ้นค่ะ
กราบขอบพระคุณค่ะ คุณปริมปราง