ความรู้เกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดได้เปิดประตูไปสู่แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพและการรักษาทางการแพทย์แนวใหม่ เวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม หรือการแพทย์เชิงฟื้นฟู (regenerative medicine) นั้นหมายถึง การแพทย์แขนงใหม่ที่มุ่งเน้นการทดแทน การซ่อมเสริม การฟื้นฟูเซลล์, เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะที่เสื่อมถอยหรือได้รับบาดเจ็บทั้งจากความแก่ตามธรรมชาติและโรคภัยไข้เจ็บ เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ก้าวหน้าไปมาก จากที่เราเคยกินยาเม็ดหรือยาน้ำ (เภสัชภัณฑ์ทั่วไป) ในปัจจุบันเราก็ได้มีการพัฒนาเป็นการบำบัดด้วยยีน (gene therapy) เนื้อเยื่อที่ผ่านการดัดแปลง (engineered tissue) การรักษาโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดและเซลล์ที่ได้จากเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell-based therapy) รวมทั้งเวชศาสตร์นาโน (nanomedicine) เป็นต้น ประเทศในแถบยุโรปเรียกผลิตภัณฑ์ยากลุ่มนี้ว่า Advanced Therapy Medicinal Products (ยา ATMPs)
การพัฒนาเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อมจึงเป็นการทำงานร่วมกันของนักวิจัยหลายแขนง สำหรับแวดวงเภสัชศาสตร์และศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น ผมมองว่าเราสามารถช่วยพัฒนาศาสตร์ใหม่แขนงนี้ได้หลายประการทั้งในด้านเภสัชวิทยาศาสตร์ (pharmaceutcal science) และงานบริบาลเภสัชกรรม (pharmaceutical care) แล้วทำไมผมจึงตั้งคำใหม่ Regenerative Pharmacy ที่แปลว่า“เภสัชกรรมฟื้นฟูสภาวะเสื่อม” ก็เนื่องจากผมเห็นว่า Regenerative Pharmacy นั้นต่างจาก regenerative medicine พอสมควร และการเกิดขึ้นของระบบควบคุมและกำกับดูแลยากลุ่มใหม่ ATMPs ในประชาคมยุโรปนั้นยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้ผมอยากจะเผยแพร่แนวคิดนี้ เพื่อให้องค์กรที่รับผิดชอบในประเทศไทยได้มีการผลักดันทางนโยบายอันจะเกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้บริโภคและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
องค์ความรู้ต่างๆ ยังมีน้อยมากและจำเป็นต้องการการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะความรู้ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่มีเซลล์เป็นองค์ประกอบในประเด็นต่างๆ เช่น
- องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์
นอกจากจะมีเซลล์แล้วก็จำเป็นต้องมีน้ำกระสายยา มีสารละลายบัฟเฟอร์ต่างๆ ที่เข้ากันได้กับเซลล์และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ นอกจากนี้ยังมีผลต่ออายุการเก็บผลิตภัณฑ์อีกด้วย
- เภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetics)
ผมเห็นว่าหลักการเภสัชจลศาสตร์พื้นฐาน จำเป็นต้องปรับปรุงใหม่
-A: absorption การดูดซึมของยา
-D: distribution การกระจายตัวของยาไปยังอวัยวะเป้าหมายและที่อื่นๆ
-M: metabolism การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเคมี / เมตาบอลิสม ของยา
-E: excretion การขับยาออกจากร่างกาย
เมื่อเราบริหารเซลล์ (delivery) เพื่อการปลูกถ่ายนั้น เราอาจจะฉีดเข้าสู่กระแสเลือด อาจจะสเปรย์โดยตรงไปยังแผล หรือพ่นเข้าไปในทางเดินหายใจ หรืออาจนำส่งผ่านโพรงจมูก การดูดซึมของยาที่เป็นเซลล์นั้นต้องหาคำอธิบายแบบใหม่ อีกทั้งเราจำเป็นต้องกำหนดจำนวนเซลล์ที่เหมาะสมเหมือนกับโดสยาทั่วไป การให้น้อยเกินไปก็ไม่เกิดผล ตรงกันข้ามถ้าหากให้มากเกินไปก็จะเกิดพิษได้ แล้วปกติเวลาเรากินยานั้น ยาก็จะถูกทำลายและขับออกจากร่างกาย เวลาเราต้องการดูผลการรักษาเราก็วัดระดับของยาในเลือด แต่เซลล์ที่เราฉีดเข้าไปคงไม่ได้ลอยอยู่ในเลือดเพียงอย่างเดียว ถ้าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เราก็ต้องการให้เซลล์ไปสร้างกล้ามเนื้อหัวใจ ให้มันอยู่ไปนานนนนนนน แต่จะอยู่ได้นานเท่าไหร่ ขึ้นกับปัจจัยอะไรบ้าง แล้วจะถูกย่อยสลายทำลายอย่างไร เรายังไม่ทราบชัดเจน แล้วเซลล์ที่ฉีดเข้าไปมันก็มีโอกาสไปอยู่ที่อวัยวะอื่นๆ ถ้าหากกล้ามเนื้อหัวใจไปเกิดอยู่ที่ไต หรือตับ จะเกิดอะไรขึ้น หรือเซลล์กลายเป็นเนื้องอก ก็มีให้เห็นกันมาแล้ว
- เภสัชพลศาตร์ (pharmacodynamics) กลไกการออกฤทธิ์
ขณะนี้เรายังรู้กลไกการออกฤทธิ์ของเซลล์ต้นกำเนิดไม่มากนัก ผลการรักษาที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากเซลล์ไปเชื่อมต่อกับเซลล์ในร่างกายเรา หรือบางทีเซลล์ที่ฉีดเข้าไปหลั่งสารบางอย่าง หรือยาที่ให้เข้าไปสามารถกระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิดในร่างกาย (endogenous stem cells) ที่มีอยู่แล้ว หรืออาจเป็นกลไกอื่นๆ
- ความเป็นพิษ (toxicity)
ดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่าเรายังไม่สามารถระบุอันตรายจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ทั้งหมด เซลล์ต้นกำเนิดสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ได้หลายชนิด ถ้าเราต้องการให้มันเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดเดียวทั้งหมดจะทำอย่างไร ถึงแม้ตอนอยู่ในห้องปฏิบัติการมันเหมือนกันทั้งหมด แต่ถ้าฉีดเข้าไปในตัวคนแล้วมันเปลี่ยนกลับไปเป็นเซลล์ต้นกำเนิดอีกครั้งแล้วมันก็จะกลายเป็นเซลล์ชนิดอื่นๆ ได้อีก กรณีแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่มีใครรู้ ดังนั้นเราต้องมีมาตรการตรวจสอบความเป็นพิษ กำหนดระดับความเป็นพิษที่ยอมรับได้(acceptable threshold) และมีระบบเฝ้าระวัง (pharmacovigilance) ที่รัดกุม
- การพิสูจน์ประสิทธิผล (efficacy)
นับเป็นหัวข้อที่ยาก จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเซลล์ต้นกำเนิดหรือยีนบำบัดที่ทำให้กับผู้ป่วยได้ผลจริงตามขนาดการรักษา เราจำเป็นต้องหาวิธีการติดตามที่ไม่ทำอันตรายต่อผู้ป่วย เช่น ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายที่มีความละเอียดสูง เป็นต้น เพื่อติดตามเซลล์ที่มีเครื่องหมายติดไว้ (เช่น สารเรืองแสง) ถ้าหากไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงผลการรักษาอาจจำเป็นจะต้องเพิ่มจำนวนเซลล์หรือไม่ แล้วความถี่ในการให้ควรจะเป็นอย่างไร (เหมือนกรณีที่เรากินยา อาจจะกินแค่วันละเม็ด หรือบางตัวยาก็ต้องกินวันละสามครั้ง เป็นต้น)
ในตอนแรกนี้ผมจึงอยากจะนำเสนอแนวทางการศึกษาวิจัยด้านเภสัชกรรมฟื้นฟูสภาวะเสื่อม ดังนี้ครับ
- เภสัชวิทยาการฟื้นฟูสภาวะเสื่อม Regenerative pharmacology
- การศึกษากระบวนการเกิดโรค (Disease modelling ) โดยใช้เซลล์ต้นกำเนิด
- การศึกษาพิษวิทยา (toxicology) ของสารเคมี, สารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม, ยา, อาหาร, สมุนไพร และเครื่องสำอาง โดยใช้เซลล์ต้นกำเนิด
- การใช้สารโมเลกุลเล็กเพื่อการผลิตเซลล์ต้นกำเนิดจากการเหนี่ยวนำ (Small molecules for generating induced pluripotent stem cells)
- วิศวกรรมเนื้อเยื่อและชีววัศดุศาสตร์ (tissue engineering & medical biomaterials)
- การพัฒนาเภสัชภัณฑ์ (Stem cell research for pharmaceutical development ) และ การค้นคว้ายาใหม่ (drug discovery)
- ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง Advanced therapy medicinal products (ATMPs)
- ความปลอดภัยจากจุลินทรย์ (Microbial and Viral safety) ในการพัฒนาเภสัชภัณฑ์ขั้นสูง
- การตั้งตำรับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง ( formulations for advanced therapy medicinal products) เช่น สเปรย์, เจล, ยาน้ำ หรือ electrospray เป็นต้น
- ตระหนักว่าเซลล์ต้นกำเนิดคือเป้าหมายการออกฤิทธิ์ของยา (เซลล์ต้นกำเนิดทำงานผิดปกติ------->เกิดโรคภัยไข้เจ็บ) โดยค้นหายาใหม่ที่มีผลต่อการทำงานของเซลล์ต้นกำเนิด (Drugs modulating endogenous stem cells)
- สารอาหารและสมุนไพรที่มีผลต่อเซลล์ต้นกำเนิด
- เภสัชบำบัดและเภสัชบริบาลสำหรับเวชศาสตร์การฟื้นฟูสภาวะเสื่อม (Pharmaceutical care for regenerative medicine, Stem cell transplantation & Clinical pharmacy)
- กระบวนการเตรียมยา ATMPs ในโรงพยาบาล
ผมได้กล่าวถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเภสัชกรรมกับเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อมค่อนข้างยาวแล้ว ผมหวังว่าท่านที่ได้เข้ามาอ่านเว็บไซต์แห่งนี้จะได้ประโยชน์กลับไปตามสมควร หากมีความคิดเห็น หรือข้อสงสัยที่อยากจะแลกเปลี่ยน ก็ขอให้ใช้กระดานสนทนาของเว็บไซต์ หรืออาจสอบถามกลับมายังอีเมล์ของผมที่ให้ไว้ก็ได้ครับ
สาระ ไม่ ว่ากัน แต้รูปน้องเท่ห์มากครับ