ถามเอง ตอบเอง เรื่องกระบวนการเรียนรู้ ครูผู้มีเมล็ดพันธ์แห่งความดี
โรงเรียนผดุงวิทย์(วัดศรีบุญเรือง)จ.ลำปาง เป็นอีกโรงเรียนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาเครือข่ายครอบครัวสุขภาวะในโรงเรียน หรือโรงเรียนลูก เท่ากับ โรงเรียนเรา ของมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เป็นโรงเรียนเอกชนใน พระพุทธศาสนา ผมมีโอกาส ไปร่วมเรียนเรียนรู้ กับฟา(วิทยากรกระบวนการ)รุ่นใหญ่อย่างครูแมวหลายครั้ง จัดเวทีเรียนรู้ครอบครัว พ่อแม่ ลูก ครูในโรงเรียน ไปราวๆ สิบกว่าครั้ง พระอาจารย์ มหาสุทิน ซึ่งเป็นผู้จัดการโรงเรียนแห่งนี้ ก็หมายมั่นปั้นมืออย่างยิ่ง ว่าจะให้เป็น โรงเรียนแห่งสุขภาวะ กาย ใจ สังคม จิตวิญญาณในทุกๆระดับ คือตั้งแต่อนุบาล จนถึง มัธยม พร้อมๆกับการมีส่วนร่วมพัฒนาลูกๆของครอบครัวและชุมชน
เป็นโรงเรียน ในบรรดาหกโรงนำร่องของลำปาง ที่เพิ่งทำเวทีครูผู้มีเมล็ดพันธ์แห่งความดี อันควรจะเป็นกิจกรรมแรกสุด ในการสร้างพลังใจครู และให้ครูเห็นเครื่องมือทางเลือก หรืออาจจะเป็นทางหลักด้วยซ้ำ ในการทำงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีชีวิต คล้ายๆเป็นการเคารพสถานที่ก่อนที่จะเริ่มทำอะไรในพื้นที่
“พอใจไหม กับเวทีครูผดุงวิทย์” ใครคนหนึ่งถามผม
.........
“พอใจ แต่ไม่มาก” ผมตอบเขาตามความรู้สึกจริงๆ
“ทำไมละ”
“รู้สึกตัวเองน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่พอมานั่งทบทวนปัจจัยรอบข้างหลายๆอย่างก็เข้าใจว่าเราทำได้ดีที่สุดแล้ว”
“ปัจจัยอะไร”
“ก็จำนวนครูตั้ง 78 คน ในห้องที่แคบๆ เพดานต่ำไง อีกอย่างก็รู้สึกกดดันจากอะไรบางอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ทำให้ไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจอยากจะทำเวทีนี้เท่าไร”
พูดตรงไปหรือเปล่า
นี่ถือว่าอ้อมแล้ว อยากจะพูดตรงกว่านี้นะ คือก่อนเวที 1 วันขัดแย้งทางความคิดกับครูแมวนิดหน่อย(ครูฟารุ่นครูบาอาจารย์) เสียใจที่ท่านพูดว่า พวกนักร้อง ร้องเพลงนี่จะต้องตกนรก ตามหลักอภิธรรมนี่ทำให้คนเกิดกิเลสอะไรประมาณนี้ คือฟังแล้วรู้สึกเคืองๆนิดๆนะ สำหรับผม ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่การเป็นนักร้องแล้วตกนรกหรอก แต่พอผมบอกว่า อย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ต้องบรรจุอยู่ในศีลห้าแล้วนะซิ อย่างน้อยก็ข้อสุราเมรัย เพลงที่ทำให้คนมัวเมาอยู่ในอารมณ์ตัณหา อยากได้ อยากใหญ่ ใจแคบ ขาดสติอะไรอย่างนี้ เพลงพวกนี้ก็สมควรที่จะตกนรกจริงๆ แล้วเพลงดีๆละ แล้วอีกอย่างถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราจะไม่สามารถนำดนตรีดีๆมาใช้ในกระบวนการของการค้นพบความดี ความงาม ความจริงของเราได้เลย แต่ครูแมวก็บอกว่า เราเป็นครูต้องใช้กระบวนการที่หลากหลาย แล้วแสดงท่าทีว่า ผมไม่เข้าใจหรอก ไม่คุยด้วย ประเด็นอยู่ที่ ไม่คุยด้วย แสดงท่าทีประหนึ่งว่า ผมไม่เข้าใจหรอก ทำไมไม่คุยด้วย ผมคิดอยู่ในใจประหนึ่งจะน้อยใจว่า ผมมันอ่านหนังสือมาน้อยหรือ ผมปฏิบัติธรรมมาน้อยหรือ ครูบาอาจารย์ทางธรรมไม่มีหรือ ผมอายุ 29 หรือ ผมก็ลูกพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ทำไมไม่คุยกันด้วยเหตุและผล คุยกันไปดีๆก็ได้ ผมก็อัตตาขึ้นนะซิ แต่ก็ไม่มากหรอก ก็เราอยู่ในวงการเพลงมาก่อน แน่นอนหละบางเพลงที่เราเขียนที่เราร้องก็กระตุ้นกิเลสจริงๆ แต่หลังจากสึกมา ก็เลิกหมดทุกอย่าง ก็จะร้องเพลงที่บวกเท่านั้น อันที่จริงเพลงที่ผมทำนั้น มีความดีและความรักเป็นพื้นฐานทั้งหมด อย่างที่หลายๆคนบอกนะ จะให้เรามาตัดง่ายๆ ก็มิใช่เรื่องง่ายหรอก กลับมานั่งคิดต่อว่า มันมีนัยอะไรหรือเปล่า ให้เราเลิกสนใจดนตรี แล้วหันมาทำงานด้านกระบวนการอย่างจริงจังหรือ ทำไมไม่พูดตรงๆ เรารู้สึกไม่ยุติธรรมเอามากๆ คืนนั้นเลยนั่งสมาธิไปสองชั่วโมง
และคิดตลอดว่าจะทำอะไรต่อไปดีกับชีวิต อันที่จริงผมก็ไม่ได้คิดแล้วละว่า จะต้องเป็นซูปเปอร์สตาร์ หรือว่ากลับไปอยู่ในวงการอะไร เพียงแค่ได้ทำเพลงดีๆให้คนฟังก็พอแล้ว แต่ในสองปีนี้ผมอยากจะช่วยงานมูลนิธิ และอยากจะพัฒนาตัวเองในด้านการเรียนรู้และซึมซับอารมณ์สุขภาวะ”
“ทำให้ไม่ค่อยมีพลังและสมาธิ”
“ใช่ หากจะบอกว่าพอใจอะไร ก็ต้องบอกว่า พอใจตัวเองที่ข้ามพ้นคำพูดเหล่านั้นมาได้”
555555……..
มันเป็นคำพูดประหนึ่งจะดูถูกสิ่งที่เราเคยทำมาด้วยใช่ไหม
ใช่และท่าทีที่แสดงออกมาทำให้เรารู้สึกเสียใจ เรื่องนี้แรง เพราะเราเป็นนักดนตรีมาก่อน มาทำลายกำลังใจตั้งแต่ก่อนขึ้นเวทีอย่างนี้ เราก็เลยทั้งเสียใจ และงงมากๆ หมดแรง ไม่อยากจะทำอะไรต่อเลย
ท่าทางคุณจะอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้มากนะ
คุณจะด่าผมยังไงก็ได้นะ แต่ผมก็พยายามปรับปรุงในส่วนที่ความอ่อนไหวมันเป็นจุดอ่อนอยู่ ในส่วนที่เป็นข้อดีมันก็มีนะ ผมไม่หวั่นไหวหรอก
แล้วในส่วนของการเดินเวทีละ
โดยรวมนะถือว่าดีมากแล้ว จะให้ผมพูด จุดดี หรือจุดที่ต้องปรับปรุงก่อนละ
เอาจุดอ่อน จุดดีไม่ต้องพูดถึง
ได้ ผมชอบมากฐานคิดเชิงลบนี่ บางครั้งมันก็จำเป็น
เริ่มที่ใจของผมก่อนแล้วกัน ต้องบอกว่า ใจแบบนี้ ไม่เหมาะแก่การงานอย่างมากๆ
เริ่มต้นที่ครูแมวให้ผมเข้ากิจกรรมกุหลาบแห่งรัก เข้าใจไหม
กิจกรรมที่ทุกคนจะได้ดอกกุหลาบในมือและเดินแลกกันทั้งหมด พร้อมคำพูดดีๆ
ประมาณนั้น ตอนนั้นครูทุกคนนั่งอยู่กับพื้น คือมันก็คลาสสิกเหมือนกันนะ ที่วันนี้ครูนั่งพื้น ปูด้วยผ้าขาวเต็มพื้นแทบทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น จากนั้นผมก็พูด ทักทาย สวัสดีอย่างกัลยาณมิตร แล้วขอให้ครูยืนขึ้น แล้วบอกให้ทุกคนเก็บกระเป๋าไว้ที่รู้สึกว่าปลอดภัย….
แล้วครูแมวก็เข้าชาร์ตทันที บอกว่า ไม่เอาคำว่าปลอดภัย คำว่าปลอดภัยเก็บไว้ที่รถเลย (เสียงดังชนิดที่น่าจะได้ยินทั้งเวที ทำให้ผมรู้สึก กระจอกมากๆอยากจะทรุดแผ่นดินหนีให้ได้) แล้วก็เข้ามาทำกระบวนการนี้แทน
รู้สึกอยาก ได้รับการปฏิบัติที่นุ่มนวลกว่านี้
ใช่ ก็บอกดีๆก็ได้ ผมเป็นคนที่สามารถสอนดีๆได้ไง มันหลายครั้งแล้ว จริงๆปกติผมก็ทำกิจกรรมนี้อยู่แล้ว แต่วันนั้นยอมรับว่าใจไม่ดีจริงๆ ผมหายใจเข้าออก สองสามครั้ง...ดีขึ้น กัดฟันทำต่อ เราจะกู้โลก ถ้าผ่านเรื่องกระจอกอย่างนี้ไม่ได้ ก็กลับมากู้ชีวิตตัวเองก่อนดีกว่า
เรารู้ ปณิธานของเรา และรู้ว่า อัจฉริยะ ย่อมมีปัญหากับคนรอบข้าง ก็เลยเข้าใจ ที่สำคัญรู้ว่าครูแมวเป็นคนดีมากๆ ก็เลยคิดได้ไง เพราะถ้าจะเดินงานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีชีวิต ก็ต้องยอมครูแมว อันที่จริงแกก็ไม่ได้ต้องการให้ใครมายอมแกหรอก ท่านคงอยากให้เราเห็นว่า งานนี้ต้องการคนช่วย และมองให้เห็นในความเป็นจริงว่า ต้องเดินกลไกและสร้างเวทีการเรียนรู้แบบนี้กระมัง
ก็คิดแทนไม่ได้เหมือนกัน
ใช่ ผมเข้าใจไง แต่ขอระบายนิดหนึ่ง มันอัดอั้นมาก หลังจากนั้นก็เข้ากิจกรรมเกมนันทนาการ ทำไปตามรูปแบบอย่างเคร่งครัด ด้วยใจที่นิ่งเฉยมาก ใช้เครื่องมือเป็นหลัก ใช้ใจและพลังนิดเดียว เนื่องจากมันก็เริ่มร่อยหรอ
เริ่มต้นด้วย นวด จับคู่นวดนิ้ว ไปไหนไปด้วย ผึ้งแตกรัง ซ้ายขวาหลังหน้าเป่ายิงชุป และก็แม่งูเอ๋ย ทั้งหมด ตัดสลับกับการโปรแกรมสมองตลอด ถือว่าเป็นเซตเกม ที่รู้สึกได้อารมณ์ ความสนุกสนาน และบรรยากาศความเป็นเด็ก ความไว้วางใจกันดีที่สุด ณ ตอนนี้
แต่ก็มีหลายคนที่สีหน้าไม่ค่อยดี
อืมม... บางทีเราอยากจะทึ้งเขานะ แต่วันนั้น ไม่รู้จะทำยังไง ต้องยอม ปล่อยวาง เพื่อเอาคนส่วนใหญ่ก่อน อันที่จริงคนที่อินกับเกมอยู่ไม่รู้จะถึง 50 คนหรือเปล่า
แต่ พอทำเสร็จเราก็ชื่นใจขึ้นนิดหนึ่งนะ มีความสุข ที่เห็นครูส่วนใหญ่เขาเล่นกัน หัวเราะกัน อย่างสนุกสนานเบิกบานใจ กลายเป็นว่าครูเขาทำให้เรามีความสุข
ก็ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์
อยากจะพูดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ตัวเราเองน่าจะมีความสุขมากกว่านี้ด้วยนะ เรื่องนี้ต้องพัฒนาตัวเองให้มีความสุขในทุกสถานการณ์ให้ได้ อย่างน้อยก็ในขณะทำงาน โดยเฉพาะงานสร้างสุข
ยังไงคุณก็ยังคงเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่
แน่นอน เพียงแต่บางครั้งมันจำเป็นต้องมองลบบ้าง เพื่องานไง แต่เราต้องดูจิตของตัวเองไม่ให้ลบไปด้วย จิตกลางๆ ตั้งมั่นนี่ น่าจะดีที่สุด
ช่วยเล่ารายละเอียดการดำเนินกิจกรรมให้ฟังหน่อย
มันลืมๆ ไปบ้างแล้ว อยากจะย้อนไปดูวีดีโอที่ถ่ายไว้
เอาที่พอจำได้
มันเริ่มจาก ให้ทุกคน ลุกขึ้นยืน จับมือกัน พูดประมาณว่า อยากจะเชิญชวนครูทุกคนได้ลุกขึ้นยืนแล้วจับมือกัน
ครูเขาอยากลุกกันไหม
แน่นอน คุณก็รู้ มันค่อนข้างยากอยู่ ใครจะอยากลุกละ นั่งสบายๆอยู่ อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก คำพูดเปิดตอนแรกนั่นถือเป็นใบเบิกทางที่สำคัญ มันบอกไม่ได้เหมือนกัน ว่าจะพูดยังไง แต่อยู่บนฐานของความเคารพ ไม่สั่ง และปิยวาจา
คือพูดยังไงก็ได้ ที่ไม่ใช่การบังคับขู่เข็ญ
อันนี้ก็เกินไป ต้องดูบรรยากาศ โมเมนตัมอารมณ์ของคนร่วม พลังกลุ่มเป็นสำคัญ และก็ต้องปล่อยวางด้วย
โมเมนตัม
ขอโทษด้วย บังเอิญ จบฟิสิกส์มา มันก็คือ อารมณ์สดๆความรู้สึกสดๆ ของผู้เข้าร่วม ณ เวลานั้นนั่นแหละ
ถ้าเขากำลัง ซึมๆ หรือสบายๆ หรือกำลังพอใจกับอิริยาบถที่กำลังเป็นอยู่ มันก็ยากที่จะไปทำอะไรที่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาวะตรงนั้น ใช้คำว่าบรรยากาศก็ได้
บรรยากาศเป็นยังไง
ก็อย่างที่บอกนั่นละ บรรยากาศ รวมๆ นะ สายตา ความพอใจ ไม่พอใจกับปัจจุบันขณะที่กำลังปรากฏอยู่ คือเอาพลังกลุ่มเป็นสำคัญ
จะรู้ได้ยังไง
คือผมบอกแล้วไง มันต้องอยู่ ณ ตรงนั้นด้วย แต่จิตที่เมตตา กลางๆ และการวางใจในมนุษย์ สมาธิ สติปัญญา คือมันต้องมาจากข้างในหัวใจของเราก่อนเลย ซึ่งจะช่วยได้เยอะมาก
สำคัญที่ใจ
คำพูดก็สำคัญด้วย สำหรับผมนะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเลยละ พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมาก ปากอาจจะมีสี ผมเคยเกือบโดนมาแล้ว แล้วจะเล่าให้ฟังทีหลัง แต่ต้องมีการเตรียมคำพูดสดๆ ดีๆ ณ ที่ตรงนั้น ต้องอาศัยสมาธิที่ยิ่งยวดเลยละ เพราะเรากำลัง จะชวนทุกคน ให้ทำอะไรซักอย่างหนึ่งร่วมกัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันอาจจะถูกมองว่า เรากำลัง สั่งเขาให้ทำนู่น ทำนี่ คือเวลาทำเราต้องดูจิต เขา จิตเรา ไปพร้อมๆกัน ด้วย
เป็นการปฏิบัติ สติปัฐฐานสี่ไปด้วย
ใช่เลย ดูกายดูจิต แต่อย่าจงใจดู ไปแบบธรรมชาตินั่นแหละ ขอแค่มีสติ เรากำลังเป็นพยานกับการเคลื่อนไหว ของกายเรา กายเขา ใจเราใจเขา อยู่
ให้คุณครูเขาทำอะไรบ้าง
สิ่งแรกสุดที่เราต้องทำเลยก็คือ การโปรแกรมสมอง
ทำยังไง
อันที่จริงมันเพิ่งค้นพบนะ คือให้เขาพูดตามเราก่อน เป็นคำพูดที่สั่งให้สมองมีแนวโน้มว่า จะต้องไว้วางใจกัน
เป็นการบังคับหรือเปล่า
ก็ไม่เชิงนะ ทำด้วยเจตนาดี และไม่กระตุ้นกิเลสตัวไหน เป็นถ้อยคำศักดิ์สิทธ์อย่างหนึ่ง คล้ายๆ บทสวดมนตร์ หรือคาถา เป็นการตั้งสติ ว่า จะปฏิบัติต่อกันยังไง เป็นข้อตกลงร่วมไปในตัวด้วย
พูดยังไง
ตอนแรกที่เขาจับมือกันอยู่ก็ให้เขา ลองบีบกันเบาๆ รับรู้ถึงสัมผัสของความมีชีวิต ความอ่อนโยน ความรัก ความอบอุ่นหรือสภาวะที่กำลังปรากฏอยู่ที่มือเช่น อุ่น เย็น นุ่มนวล บอกให้เขาส่งพลังของเพื่อนมนุษย์ ความสุขเล็กๆให้กันและกัน อะไรประมาณนี้ละ แล้วให้เขาพูดตามเราว่า (พูดตามทีละวรรค ด้วยความอ่อนโยนแต่เข้มแข็งในที) “ พูดตามผมนะครับ
ฉันไว้วางใจในตัวเธอ (ฉันไว้วางใจในตัวเธอ)
ขอให้เธอไว้วางใจในตัวฉัน (ขอให้เธอไว้วางใจในตัวฉัน)
เพราะมีเธอ (เพราะมีเธอ)
จึงมีฉัน (จึงมีฉัน)
เราเป็นดั่งกันละกัน (เราเป็นดั่งกันละกัน)……..
ไม่มีเธอ (ไม่มีเธอ)
ไม่มีฉัน (ไม่มีฉัน)
เราเป็นดั่งกันและกัน (เราเป็นดั่งกันและกัน)
ฉันจะใช้ความนุ่มนวลกับเธอ (ฉันจะใช้ความนุ่มนวลกับเธอ)
ไม่หนักไป (ไม่หนักไป)
ไม่เบาไป (ไม่หนักไป)
พอดีพอดี (พอดีพอดี) ”
เอาคำพูดเหล่านี้เอามาจากไหน
ก็ของพระ ติช นัท ฮันท์ พระเวียดนาม ที่หมู่บ้านพลัม ฝรั่งเศษนะ บังเอิญผมไปอ่านเจอ ในหนังสือ ห้าวันที่ฉันตื่น หนังสือเขียนเล่าถึงตอนที่ท่านเดินทางมาสอนธรรมที่เมืองไทย เลยรู้สึกว่า น่าจะนำมาประยุกต์เข้ากับกิจกรรมนันทนาการด้วย มีแก่นธรรมแทรกอยู่ในกระบวนการด้วย นับว่าน่าจะได้อะไรที่ครบถ้วนหลากหลายและ ลึกซึ้งดี เป็นความสนุกบนพื้นฐานของความสงบอ่อนโยน พูดถึงตรงนี้นึกถึงเสื้อของน้องคนหนึ่ง คือบังเอิญเห็นน้องเขาจูงคนแก่ข้ามสะพานลอย แล้วเสื้อของน้องเขา พิมพ์ว่า แรดอย่างสงบ นั่นละ นิยามของความหมายของคำว่านันทนาการที่เราทำกับครูอยู่
แล้วยังไงต่อ อย่านอกเรื่องยาว
อืม..ขอโทษ แต่มันก็เชื่อมโยงกันนะ จากนั้นให้เขาขวาหัน ให้ใช้มือสองข้างสัมผัสที่ไหล่ของเพื่อนที่อยู่ข้างหน้า อย่างอ่อนโยน แล้วลองนวดให้กัน
ตอนนวด นี่ได้พูดอะไรบ้างไหม
พูดซิแต่ ก่อนอื่น ก่อนนวด ระยะของแต่ละคนต้องได้ด้วยอันนี้ก็ตามความเหมาะสม ถ้าผู้เข้าร่วมมีสภาพความเฉื่อยมาก หรือพื้นที่มีอุปสรรคอยู่ อาจจะไม่ต้องเน้นเป็นวงกลมก็ได้ ให้ค่อยๆลุกขึ้นแล้วก็ให้ยืนใกล้ๆกัน
คำพูดก็ประมาณว่า ให้นวดด้วยรอยยิ้ม ยิ้มไปด้วย นวดไปด้วยส่งความสุขเล็กๆ ให้คนที่เรานวดอยู่ด้วย ขณะเดียวกัน ก็รับรู้ความรู้สึกที่เพื่อนคนข้างหลังนวดให้เรา ทำอย่างไรให้คนที่อยู่ข้างหน้าเรา สบาย มีความสุข ไม่ทำให้เขาทุกข์ หรือเจ็บปวด แล้วก็บอกตำแหน่งที่จะให้เขานวด เช่น ที่หัวไหล่ แขน หลัง ต้นคอ อาจมีมุขเล็กๆ สอดแทรก เช่น ให้ถามเพื่อนคนข้างหน้าเราดูซิครับว่า สบายไหม
ถ้าสบายให้พูดตามผม ...สบาย ... แล้วตอนขณะที่นวดคออยู่ อาจเล่นมุขกึ่งเตือนว่า ให้นวดคอ ไม่ใช่ให้บีบคอ อันนี้เป็นมุขของแม่ชีศันสนีย์ ใช้กี่ครั้ง ก็ขำทุกครั้ง เอาไปใช้ได้ จากนั้นก็ให้สับๆๆๆๆ ทุบๆๆๆๆ
กลับหลังหัน หลังจากเพลง ความสุขเล็กๆ ผ่านไปรอบแรก คือเปิดเพลงความสุขเล็กๆคลอไปด้วยนะ สำคัญมาก บางเวทีลืมเปิดเพลง บรรยากาศ จะแย่มาก จึงต้องเตรียมให้ดี มีคนที่คอยดูแลเรื่องสื่อ พวกนี้ด้วยก็จะดีมาก
ประมาณนี้หละ เป็นแกนๆ นะ แล้วแต่แบบฉบับของคนนำ แต่ที่ผมรู้สึกสำคัญที่ต้องไม่ลืมด้วย ก็คือ จิตที่มีเมตตาของเรา คล้ายๆได้เจริญเมตตา ภาวนา ไปด้วยระหว่างทำกิจกรรมนี้ แล้วก็จะมีความสุขร่วมไปกับผู้เข้าร่วม เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นดังกันและกัน ตอนจบ ก็ให้ขอบคุณ กันและกัน ทั้งคนที่นวดให้เรา และให้เรานวด
มองยังไงกับกิจกรรมนวด
ผมรู้สึกว่า มันใช่นะ ผ่อนคลายและเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความสุขร่วม พร้อมต่อการเรียนรู้แบบร่วมคิดร่วมคุย เปิดปาก เปิดใจที่ดีเลยละ
แล้วทำยังไงต่อ
เริ่มเข้าสู่ระดับการเคลื่อนไหว และการสัมผัสกันมากขึ้น ให้ครูเขาจับคู่กันนวดนิ้ว ชี้กลาง นาง ก้อย โป้ง ตรงช่วงนี้คือช่วงนำเกม ขอเรียกว่า ช่วงการชักชวนให้ทำกิจกรรมแห่งความสุขร่วม การเว้นระยะช่องไฟของคำพูด บวกกับอารมณ์กลางๆ และสายตาอันว่องไวเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อได้ที่แล้วให้เขาจับคู่กัน ให้ตกลงกันใครจะเป็นหนึ่ง เป็นสอง คนที่หนึ่งเอามือไว้ข้างหน้าใบหน้าของสองด้วยความเคารพ แล้วก็เริ่ม โปรแกรมสมองอีกครั้ง
คิดยังไงกับการที่ให้จับคู่ก่อน
อันนี้ต้องอธิบายกันยืดยาวนิดหนึ่ง คือ แกนของกิจกรรมทั้งหมดในภาพรวม คือสุนทรียสนทนา ที่หลักทั้งหมด อยู่ที่การพูดคุยฟังกันด้วยความไว้วางใจกัน ไม่ตัดสินถูกผิด และความเคารพในความเป็นมนุษย์ ซึ่งผ่านการสร้างบทสนทนาที่นุ่มลึก แตะใจของ ฟารุ่นใหญ่อีกที แล้วส่วนใหญ่ จะมีการจับคู่คุยเวียนกัน สองคน สามคน สี่คน ห้า คน และ หก คน แต่ส่วนใหญ่ไม่เกินหกคน ตามเวลาที่พอจะมีให้ได้ สองคน กับสี่ตน นี่จะเยอะหน่อย ดังนั้นก็เลยคิดว่า กิจกรรมฐานกาย อาจจะเรียกว่า บทสนทนาฐานกายก็ได้ คือการให้ร่างกายได้สื่อสารกัน ฟังกัน ได้สัมผัสกัน ผ่านการเล่นการเคลื่อนไหว ที่มีนัย ของการยอมกัน การช่วยกัน ความอดทนและสติ ความว่องไว ความกระตือรือร้น อยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องคิด ตัดสินอะไร แค่สนุกกับมันและไหลเลื่อนไปกับกติกา ที่สำคัญ เกมที่เลือกมาใช้ ต้องไม่ผิดศีลห้า เป็นสัมมาทิฐิ สัมมาวาจา
ดังนั้นการใช้กิจกรรมเล่น ประเภท จับคู่ 2 3 4 การได้ย้ายตำแหน่ง ของการเคลื่อนไหว ได้สัมผัสกัน ดึงกัน แย่งกัน อาจจะมีการยกหรืออุ้มกันถ้าวัยเหมาะสม จึงมีโอกาส เชื่อมโยงไปสู่ประตูของสุนทรียสนทนาที่ง่ายขึ้น นั่นคือบทสนทนาที่ผ่านฐานใจ และฐานคิด การที่ร่างกายได้เคลื่อนไหวเช่นนี้ อยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ร่างกายคือประตูเบื้องต้นในการเรียนรู้ที่ง่ายที่สุด ในทางพุทธ สติปัฐฐานสี่ จริตคนส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยฐานกายเช่นกัน คือมีสติระลึกรู้ว่ากายนี้ ไม่ใช่ของเรา ผ่านการดูตามความเป็นจริง ความเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลงของอิริยาบถสี่ ยืน เดิน นั่งนอน กิน กลืน คู้ เหยียดเข้าเหยียด ออก และบางครั้งต้องมีจินตนาการด้วย เช่น ร่างกายที่ไม่สะอาด เป็นศพ เป็นธาตุที่มาประชุมกันอยู่ คล้ายจะโปรแกรมสมองด้วยว่า กายนี้เป็นทุกข์ ไม่สะอาด ไม่ยั่งยืน และ เพื่อให้คลายความปรารถนาอันไม่จำเป็นที่เกิดจากกาย(ฮอร์โมนเพศ)ด้วย ซึ่งทั้งหมดเกิดจากความรู้สึก จิตจำสภาวะเองได้ มิใช่การคิดเอาอย่างเดียว
ในขณะที่การเล่น มุ่งให้เกิดการเล่นเพื่อการเล่น ที่สร้างความไว้วางใจ การสร้างบรรยากาศของเพื่อน แต่เป็นตัวของตัวเอง นั่นก็คือความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ เป็นจินตนาการที่ไม่มีถูกผิดอันใด และสุดท้ายคือการเคารพและสามัคคีกัน เป็นการดึงสัญชาติญาณของหมู่คณะออกมาอุ่นเครื่องกันก่อน เช่นเดียวกับหลักการทางธรรม เราจะเห็นได้ว่า เราไม่สามารถคุยกันได้อย่างไว้วางใจพอ หากไม่ผ่านการเรียนรู้ผ่านการสื่อสารทางกาย บวกกับการโปรแกรมให้สมองเชื่อในเรื่องของความ ไว้วางใจ การไม่ตัดสิน ความไร้เดียงสา ความไร้ซึ่งตัวตนในระดับที่พอจะลดความถือเนื้อถือตัวลงได้บ้างได้ แต่ผมก็ไม่อาจพูดได้เหมือนกันว่า จะต้องมีลำดับที่ชัดเจน หรือตายตัวอะไรทั้งนั้น อันที่จริงกิจกรรมดังกล่าวก็อาจจะใช้ไม่ได้เลย บทคนเราจะปิ๊งแวบหรือคิดเข้าใจอะไรๆดีๆใหม่ๆขึ้นมา มันก็อาจจะมาจากสถานการณ์ที่เราก็ไม่อาจคาดคิดเหมือนกัน บางทีคำพูดแค่ประโยค สองประโยค หรือ ความรู้สึกที่มากระทบไม่กี่อย่าง ก็อาจทำให้เขาบรรลุความดี ความงาม ความจริงได้ เช่นกัน แต่บรรยากาศที่ผ่อนคลาย จากความตระหนักรู้ผ่านการสัมผัสและเคลื่อนไหวของร่างกาย ก็เป็นการปูทาง ความพร้อม ให้มีความเข้าใจได้อย่างดีมากกว่าอย่างอื่นนะ ผมเชื่อเช่นนี้แต่ก็ไม่ได้ถือมั่นอะไร
โดยสรุปคือ กิจกรรมฐานกายที่ผ่านการเล่นการสัมผัสและเคลื่อนไหวของร่างกาย นั้นสำคัญต่อสุนทรียสนทนา หรือการคุย การฟังกันด้วยหัวใจมาก
ผมเชื่อเช่นนี้จริงๆ บางทีก็รู้สึกว่า กำลังทำให้การเล่นดูมีสกุล ดูดีหรือเปล่า อันที่จริง การเล่นก็คือการเล่น มันเป็น ทั้งวิถีทางกระบวนการของความไว้วางใจ และความสุขรวมทั้งเป็นทั้งปลายทางของการใช้ชีวิต เป็นจุดประสงค์ของการเรียนรู้ไปในตัวของมันเอง ไม่อยากแยกส่วนเลย
อย่างที่บางคนชอบคิดว่า เล่นคั่นเวลาใช่ไหม
ใช่เลย เราเล่นกันจริงจังพอสมควร เราตระหนักรู้กับการเล่นของเรา และความสนุกสนานที่เกิดขึ้นจากเครื่องมือตัวนี้ ทำให้บางคนที่เป็นครูนั้นเขาพูดเลยว่า แต่งงานมาสิบปี ไม่เคยหัวเราะจากปลายขาจนถึงปลายผมได้ขนาดนี้
กำลังขายของอยู่หรือเปล่า
จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่ความจริงก็คือความจริง ถ้าเราไม่คิดแยกส่วน ทุกกิจกรรมจะเป็นดังกันและกัน มันสำคัญ มันต้องตอบจุดประสงค์ข้อใดข้อหนึ่งของเวทีไปด้วย
ผมไม่ชอบเลยเวลาให้ลงไปทำกิจกรรมคั่นเวลา
อยากให้คนอื่นเข้าใจ
ใช่ ผมกำลังทำทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม และทั้งหมดของกิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้ง
สองวันหนึ่งคืนอยู่ นี่ผมไม่ได้ล้อเล่นเลยนะ ผมพูดจริง แม้บางกิจกรรมจะทำแค่ 10 นาทีก็ตาม ผมว่าเราต้องตระหนักรู้และมีสติกับทุกๆกิจกรรม และรู้สึกมีคุณค่ากับสิ่งที่เราทำอยู่ think big ลึกลงในความรู้สึกจริงๆแล้ว ผมรู้สึกว่า การเล่นแบบนี้ คือการเยียวยาโลก
ยิ่งใหญ่เหลือประมาณ จากนั้นทำอะไรต่อ
ก็จากสองคน ให้เป็นสามคน เกมนี้ บางคนเรียก ไปไหนไปด้วย มนตรายาใจ ไปด้วยกันนะ หรืออะไรก็เรียกไป แต่ชื่อไม่ได้สำคัญเท่ากับแก่นแท้ของการเล่นกิจกรรม ขอให้เปี่ยมไปด้วยจินตนาการ และเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นไปด้วย จะมีความสุขมาก
เรามาดูวิธีเล่นเกมนี้อย่างละเอียดขึ้นอีกครั้งนะ ก็ง่ายๆนะ เริ่มจากให้จับคู่กัน ให้แต่ละคู่ตกลงกันเองว่าใครจะเป็นหมายเลขหนึ่งหมายเลขสอง ตรงนี้เป็นการเริ่มต้นให้เกียรติกัน สื่อสารกันเล็กๆน้อย เรียกว่าสำคัญเหมือนกัน จากนั้นให้หมายเลขหนึ่งยกมือขึ้นมาอยู่ระหว่างหน้าหมายเลขสองประมาณ 10นิ้ว ไม่ว่ามือของหมายเลขหนึ่งจะไปทางไหน หน้าของหมายเลขสองจะต้องไปตามนั้นและรักษาระยะห่าง 10 นิ้วประมาณนั้นเอาไว้ ผมพาครูแมวมาเป็นชุดสาธิตด้วย ซึ่งก็ชอบมากเวลาที่ฟาใหญ่ลงมาเล่นกิจกรรมเล็กๆน้อยพอให้ดูงามด้วย เป็นการยืนยันว่าทุกกิจกรรมดูดีและทำได้ทุกเพศทุกวัยทุกสถานะ สร้างความปลอดภัยให้พื้นที่ได้อีกเปลาะหนึ่ง อันที่จริงเรื่องของเรื่องก็คือผมหาคนแถวนั้นไม่ได้บวกๆกับว่าครูแมวแกอยู่ตรงนั้นพอดี แต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดี เหมือนเทวดาจัดให้ ถ้าเป็นเวทีอื่นอาจไม่ทำแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเรียกผู้เข้าร่วมมาเป็นชุดสาธิต เมื่อสาธิต อธิบายเสร็จอย่างกระชับที่สุด ขอบอกว่าต้องกระชับที่สุด ผมคิดว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องให้เข้าใจหมดทุกอย่างแล้ว เริ่มเลย โดยให้หมายเลขหนึ่งพูดตามผม ผมว่านะ
“ฉันจะพาเธอไป ขอให้เธอเชื่อใจฉัน ฉันจะพาเธอไปอย่างปลอดภัย จับโปรแกรมสมองก่อนเลย
หมายเลขสอง ฉันจะไปกับเธอ .... ฉันเชื่อใจเธอ.... ประมาณนี้ จากนั้นเริ่มต้นเคลื่อนไหวแล้วนันทนากร ก็จะต้องร้องเพลงไปด้วย
เพลงอะไร
ไปด้วยกันนะ
เพราะอะไรถึงเลือกเพลงนี้
คือ อันดับแรกเลยก็คือเราฟังมาตั้งแต่เด็ก มันบำบัดเราก่อนเลย สอง มันมีทำนองที่สนุก ไม่ฝรั่งจ๋า จนเกินไป กลางๆร่วมสมัย สามมันมีเนื้อหาที่แบบว่า หมายถึงการยอมกัน การยอมกันนี่ไม่ได้หมายถึงการจำกัดอิสระตัวเอง หรือไม่ยืนยันสิทธิตัวเอง แต่เป็นการให้โอกาสความไว้วางใจได้แสดงออกผ่านการเคลื่อนไหว
จากนั้นจึงเปลี่ยนให้เป็นหมายเลขสองนำบ้าง เวลาที่ใช้ก็พอเหมาะพอควรประมาณ คนละ 10 วินาที จากนั้นจึงขยับให้จับคู่สามคนอย่างฉับพลัน
ทำไมต้องฉับพลัน
มันเป็นเทคนิคย่อยอันหนึ่งนะ
อันนี้ได้มาจากตอนที่เป็นนักบอล คือโค๊ซเขาจะมีเกมอยู่อันหนึ่งที่ใช้บ่อยมาก ก็คือ ให้จับกลุ่มฉับพลัน แล้วเราก็รู้สึกว่าต้องมีสมาธิมากๆเลยละ
เพราะว่าคนที่เข้ากลุ่มไม่ทันก็จะโดนลงโทษขำๆ ก็เลยนำมาประยุกต์ให้นุ่มนวลอ่อนโยนขึ้น
รู้สึกจะใช้บ่อยนะ
ผมว่ามันเรียบง่ายดี แล้วก็ได้ฝึกไหวพริบ ความว่องไวความกระตือรือร้นของกายด้วย กายกระตือรือร้นก็ช่วยให้ใจและความคิดตื่นรู้ได้เหมือนกัน เคยสังเกตพระป่าไหม
ว่า
ก็ท่านจะเดินเร็วมาก แล้วก็ทำอะไรว่องไวแต่ก็มีสติอยู่ในที
อืมม..
จากนั้นก็เริ่มต้นเหมือนคู่สอง กติกาเดียวกัน แต่ไม่ต้องโปรแกรมสมองอีก ปล่อยให้ลากกันอิสระและก็ปลดปล่อยความสนุกสนานกันเต็มที่ ส่วนใหญ่เขาจะชอบกันนะ นานๆตัวเองจะมีอำนาจซักที อันที่จริงถ้านำเกมนี้มาถอดบทเรียนอย่างละเอียด ก็อาจได้อะไรดีๆเยอะเหมือนกัน แต่เชื่อว่า ในช่วงเวลาที่จำกัดและสภาวะความเฉื่อยเริ่มต้นของกลุ่ม การถอดบทเรียน หรือสรุปบทเรียนด้วยสาระจากการเล่นนี้ ผมถือว่า บางครั้งมีความอันตรายอยู่เหมือนกัน เพราะเขาจะเริ่มรู้สึกว่า เป็นการเล่นเพื่อมาสอนครูหรือเปล่า ครูนี่กลัวการถูกสอนที่สุด เขาว่ามานะ ถ้าผิดก็แย้งได้ ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ถ้าทุกคนเปิดใจร่วมกิจกรรมจนถึงท้ายที่สุดก็จะสามารถถอดออกมาตอนสุนทรียสนทนาวันที่สองได้เอง อาจจะพรั่งพรูมมากกว่ามาถามความรู้สึกตอนท้ายสดๆ เพราะว่ามีการค่อยตกผลึกในช่วงเวลาที่เหมาะสม ในบรรยากาศที่จริงจังมากว่านี้ อยากให้ทุกอย่างนั้นเป็นองค์รวมมากว่า ค่อยๆไต่ระดับขึ้นไป ซึ่งทุกครั้งที่ทำมาก็ค้นพบว่า เราไม่ควรถามอะไรมากเมื่อ จบเกม
อาจจะถามเพียงว่า
“เสร็จสินกิจกรรมนี้แล้ว อยากจะบอก อยากจะแบ่งปัน อะไรต่อกันและกันหน่อยไหมครับ
เป็นความรู้สึก เป็นการเรียนรู้ เป็นความคิดสดใหม่ก็ได้ เพื่อยืนยันว่าเราได้ตระหนักรู้ ตื่นรู้ในการเล่นเมื่อสักครู่นี้ เชิญครับ “ อาจจะมีคำพูดที่ดูดีและสั้นกว่านี้นะ
คืออาจจะมีคำถามบ้าง แล้วแต่ความเหมาะสม และพลังความเฉื่อยขณะนั้น
ผึ้งแตกรัง เป็นกิจกรรมต่อไป (อ่านต่อตอน 2)