• ผมเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่างๆ มากว่า ๑๐ ปี กว่า ๑๐ มหาวิทยาลัย (ขณะนี้เป็นอยู่เพียง ๔ มหาวิทยาลัย) ไม่เคยคิดว่าจะต้องทำหน้าที่นายกสภา ที่จริงเคยมีคนมาทาบทามให้เป็นนายกสภาของบางมหาวิทยาลัย ผมก็เอาตัวรอดมาได้ แต่คราวนี้เป็นของมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนจบมาและทำงานในช่วงต้นชีวิตการทำงาน คือมหาวิทยาลัยมหิดล และกรรมการสรรหาที่มาทาบทามมีวิธีต้อนให้ผมจนมุม จึงปฏิเสธไม่ได้
• การเป็นกรรมการสภาฯ เราแค่เข้าไปมีส่วนร่วม แต่การเป็นนายกสภาฯ ต้องคิดเชิงระบบ ต้องคิดวิธีทำงาน
• หัวใจคือ ต้องหาวิธีทำให้สภามหาวิทยาลัยมีบทบาท add value ไม่ใช่ add burden แก่มหาวิทยาลัย และแก่ทีมบริหารมหาวิทยาลัย
• ในการประชุมนัดแรกที่ผมจะเป็นประธานคือเดือนมิถุนายน ผมขอให้มีวาระหารือหลักการและวิธีทำงานของสภาฯ
• เพื่อเตรียมข้อเสนอในวาระนี้ผมเชิญผู้บริหารของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการประชุมสภาฯ ประชุมหารือเมื่อวันที่ ๕ มิย. ๔๙ มีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นรองอธิการบดี ๔ ท่าน ผอ. กองหรือเทียบเท่า ๑๒ ท่าน และเจ้าหน้าที่อื่น ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมด ๒๑ คน
• เรามีเวลา ๙๐ นาทีในการหารือ ผมใช้เทคนิค BAR ในการดำเนินการประชุม โดยสร้างบรรยากาศสบายๆ และเป็นอิสระ ให้ทุกคนพูดออกมาจากใจ ไม่มีถูก-ผิด ให้แต่ละท่านบอกว่า (๑) คาดหวังให้สภาฯ ทำ/ไม่ทำ อะไร เพื่อ add value แก่วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย และแก่งานในหน้าที่ของตน และ (๒) เพื่อแสดงบทบาทดังกล่าวสภาควร/ไม่ควร ทำอย่างไร (๓) ตนเองจะทำอะไรเพื่อสนธิพลังกับสภาฯ ในการบรรลุเป้าหมายนั้น
• เราจัดให้มี “คุณลิขิต” คอยจดบันทึก “ภาพฝัน” ดังกล่าว และสังเคราะห์เป็นประเด็นสำหรับนำเสนอต่อสภาฯ ในการประชุม วันที่ ๒๑ มิย. ๔๙ งานนี้มีรองอธิการบดีที่เป็นเลขานุการสภาฯ เป็นแม่กอง
• ผลสรุปของการประชุมที่ผมจับความได้ ไม่แปลกไปจากความคาดหมาย คือนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ และกฎหมายอื่นๆ สภามหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่เป็น “เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน – connective tissue” เชื่อมประสานพลังต่างๆ ที่มีอยู่ภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ประกอบหรือสนธิกันเข้าเป็นพลังขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบอุดมศึกษาของชาติ
• ผมได้เสนอว่าการประชุมสภามหาวิทยาลัยที่เป็นทางการ เดือนละครั้ง ครั้งละ ๒ – ๓ ชั่วโมง ควรแบ่งเป็นเวลาสำหรับพิจารณาเรื่องงานสร้างสรรค์ งานเชิงพัฒนาระบบ ประมาณครึ่งหนึ่งของเวลา และควรเพิ่มเวลาที่ไม่เป็นทางการให้สมาชิกของสภามหาวิทยาลัยได้มีปฏิสัมพันธ์กันในมิติของการมองภาพใหญ่ เช่นการสัมมนาประจำปี การจัด lunch talk ก่อนการประชุมสภาฯเป็นต้น และอาจมีการจัดให้กรรมการสภาฯ ไปเยี่ยมชื่นชมกิจการของ คณะ/หน่วยงาน ต่างๆ หมุนเวียนกันไป
วิจารณ์ พานิช
๕ มิย. ๔๙
นับว่าเป็นโอกาสดีของมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นอย่างมากครับ ที่ได้อาจารย์มาเป็นนายกสภา ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในเรื่องการพัฒนาและมีแนวทางในการจัดทรัพยากรเพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัย อยากให้นายกมหาวิทยาลัยอื่นได้มีแนวคิดแบบนี้บ้าง เพราะเท่าที่ผมสังเกตหลายๆ มหาวิทยาลัยมักเชิญนักการเมืองมาเป็นนายกสภา โดยหวังเพียงเพื่อของการสนับสนุนเรื่องงบประมาณ แต่ไม่ค่อยหวังเรื่องแนวคิดทางการพัฒนาเท่าใดนัก ทำให้มหาวิทยาลัยยังไปไม่ถูกทาง พัฒนาไม่ได้นัก โดยส่วนใหญ่ก็มักใช้ผู้บริหารภายในเป็นผู้กำกับนโยบาย ซึ่งมักเป็นเชิงการบริหารมากกว่า เท่าที่ผมเห็นมามักเป็นเรื่องการบริหารมากกว่าการคิดเชิงนโยบาย หากอาจารย์ได้กระจายแนวคิดของบทบาทหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย ก็คงได้ประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกด้วยครับ