๑๐ มีนาคม ๒๕๕๓
สวัสดีค่ะครู
วันนี้ทั้งวันหนูลาป่วย หนูใช้เวลาตลอดเช้านอน อาการทางกายดูจะไม่ค่อยเท่าไหร่ค่ะ การได้ยืน เดิน นั่งนอนในห้องนานกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง หนูได้ใคร่ครวญกับตนเองเกี่ยวกับชีวิตว่าจะเอาอย่างไรต่อไป การอยู่ที่นี่หรือไม่อยู่ที่นี่ใจหนูแตกต่างกันอย่างไร หนูลองใช้วิธีที่อ.วรภัทร เคยเล่าไว้เมทริกการตัดสินใจ ผลก็ออกมาชัดว่า “กลับขอนแก่น”
คำถามถัดมาที่หนูถามตนเองคือ กลับแบบไหน ลาออกจาก HiPPs ปรับแผน HiPPs หรือหยุดแผนไว้ก่อน ซึ่งในการตัดสินใจแต่ละแนวทางก็มีเหตุผลมาประกอบ การกลับในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นความอิ่มตัวของการอยู่ที่นี่ค่ะครู หนูให้เวลาตนเองภายในอาทิตย์หน้าว่าจะกลับแบบไหน แต่คงจะกลับ เมษายนนี้
คำถามเกิดกับหนูว่า “HiPPs” สำคัญยังไงกับหนู ตอนนี้ที่รู้สึกผูกพันกันเหนียวแน่น ก็ คือ เพื่อน HiPPs มิตรภาพ HiPPs ด้วยกัน ส่วนเป้าหมายสูงสุดที่ถูกเล็งไว้ของ HiPPs คือ ผู้อำนวยการ หรือไม่ก็ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ หนูถามที่ใจตนเอง ยังอยากได้สิ่งเหล่านี้อยู่ไหม ได้ไปเพื่ออะไร ถ้าได้แล้วจะเป็นยังไง มีประโยชน์หรือ ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่เป็น HiPPs ทำประโยชน์ไดไหม
หนูบอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะ วิถีชีวิตช่วงหลัง ๆมานี่ มันดูง่ายขึ้น ซับซ้อนน้อยลง หนูปรารถนาความเบาสบายในใจ ปลดเปลืองความหนักอึ้งของวิถีชีวิต ปล่อยให้มันดำเนินไปอย่างมีสติ แต่ไม่ใช่ยถากรรม เหตุเก่าที่ใจมีความทะเยอทะยายอยากได้ อยากมี อยากเป็นคนมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ ดูเหมือนว่าสิบเอ็ดเดือนที่ผ่านมาก็ทำให้หนูได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตที่นี่ มารับผลของความอยากทั้งหลายที่นี่ ตอนนี้หนูเข้าใจอะไรหลายอย่าง ที่เป็นความจริงของชีวิตมากขึ้น เข้าใจตนเองมากขึ้น เป็นเหตุให้หนูถามตนเองเป็นระยะ ๆ มาที่นี่ทำไม
การย้ายมาอยู่ที่นี่ทำให้หนูกลับบ้านบ่อยขึ้น ทำให้หนูเห็นว่าระยะทางไม่ได้เป็นปัญหาที่จะทำให้เรากลับไปหาพ่อแม่ได้น้อยลง แต่ใจของเราที่ไม่เคยระลึกถึงคนที่บ้านต่างหากหล่ะ ที่ทำให้เรากลับไปหาพ่อแม่น้อยลง ตลอดหกปีกว่า ๆ ที่หนูอยู่ขอนแก่น หนูกลับบ้านน้อยมาก ๆ เพราะขาดความสำนึกในพระคุณของท่าน แต่ ณ วันนี้ใจหนูระลึกถึงคนที่บ้านสม่ำเสมอ เพียงระลึกถึงหนูก็ยิ้มได้อย่างสบายใจ
การไม่ไปทำงานในวันนี้หนูได้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่า ทุกเส้นทางการดำเนินชีวิต เราเลือกเอง เราเลือกที่จะอยู่ที่ไหนก็ได้ สิ่งที่หนูต้องคำนึงในการเลือกเส้นทาง คือ ตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของสติหรือไม่ และทางที่เลือกดำเนินต้องเป็นหนทางที่เบียดเบียนผู้อื่นให้น้อยที่สุด มีเพียงสิ่งเดียวที่หนูต้องเอาชนะก็คือ ใจของตนเอง
หนูไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไร กับใครอีกต่อไปแล้ว ไม่สำคัญว่า ใครจะมองว่า หนูเจ๋ง หรือ ไม่เจ๋ง มันสำคัญอยู่ที่ว่า หนูรู้ตัวหรือไม่ว่าหนูกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่สักแต่ว่าก้มหน้าทำงานไป เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี่เป็นแบบนี้จริง ๆ ค่ะ หนูไม่มีคำตอบให้ตนเองว่า มาที่นี่ทำไม เรียนรู้ไปทำไม ตอนนี้รู้แล้ว หนูมาที่นี่เพื่อฝึกฝนการเรียนรู้ในใจตนเอง คำตอบที่ปรากฏขึ้น ของทุกสิ่งทุกอย่างมาจากใจดวงนี้เท่านั้น
หนูต้องพยายามลดพันธะ ลดเชือกที่ร้อยรัดอยู่ในใจออกให้ได้มากที่สุดและต้องระมัดระวังไม่ให้มีการมัดเชือกนี้ให้มากขึ้น กราบขอบพระคุณครูค่ะ ที่เมตตาให้แนวทางในการดำเนินชีวิต
ศีล
ข้อ ๑ หนูยังเบียดเบียนตนเองมากอยู่ค่ะ ณ ตอนที่ใคร่ครวญบางคราก็รู้สึกหนัก ๆ ขึ้นมาในหัว
ข้อ ๒ หนูไม่ได้ทำลายของรักของคารค่ะครู
ข้อ ๓ การใคร่ครวญจดจ่อกับตนเอง ดูเหมือนจะทำให้ลดการละเมิดข้อนี้ได้ดีค่ะ
ข้อ ๔ วันนี้หนูละเลยหลาย ๆ อย่างค่ะ ที่ลาป่วยวันนี้แม้จะมีความผิดปกติในกายบ้าง แต่ก็พอพยุงตนเองไปทำงานได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่ไปค่ะ
ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า แต่บางคราก็เผลอง่ายอยู่ค่ะครู
เช้านี้ตื่นมาด้วยสมองที่ไม่ได้หยุดคิด ๆ ๆ ๆ สิ่งที่ติดเบรกให้ความคิดในเช้านี้คือ การสวดมนต์ สวดมนต์ และสวดมนต์
ใจไม่ยอมปล่อยสิ่งที่แบก
ครูขา หนูนึกถึงคำที่ครูบอกว่า "ถ้ามันพอดีเราจะรู้เอง"
ก่อนหน้านี้หนูปล่อยให้ตนเอง สบาย ๆ โล่ง ๆ หลง ๆ แต่พอมันมาหมุน ๆ ใคร่ครวญเรื่องเดิม ๆ ไม่หยุดไม่สิ้น มันเป็นหนัก ๆ เหนื่อย ๆ
หนูคิด จนหนูป่วย หนูหมดแรงจะให้มันคิด หรือ จะรั้งให้มันไม่คิด
หลังสวดมนต์ก็เลยปล่อย แล้วบอกมันว่า "แกอยากคิด ๆ ไป ฉันจะดูเฉย ๆ"
ทุกอย่าง...อยู่ที่"ใจ"
ไม่ว่าการตัดสินใจและผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นไร พี่ก็เชื่อมั่นว่านั่นน่ะคือ...หนทางแห่งการเรียนรู้ที่ติ๋วพึงได้เรียนรู้
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะพี่ปุ๋ม
หนูจะตั้งใจใช้ชีวิตอย่างมีสติ และพร้อมรับผลที่เกิดขึ้นทุกอย่าง อย่างมีสติ
ความเมตตาที่พี่ปุ๋มมีให้ติ๋วเสมอมา คือความงดงามในชีวิตของหนูค่ะ
(^_^)