ชีวิตที่ไม่มีหัวโขนเป็นตัวกำกับช่างเป็นความสุขแท้ๆ

       ดิฉันได้รับการเลือกตั้ง(ตามวิถีประชาธิปไตยในโรงเรียน)ให้ได้รับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิชาการโรงเรียนตั้งแต่ปีที่มีการใช้หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2544 เป็นต้นมา  หลายปีที่ต้องรับภาระทั้งเรื่องการจัดทำหลักสูตร เอกสารประกอบหลักสูตร  เครื่องมือวัดผลประเมินผลต่างๆ  จนถึงการบริหารหลักสูตรสู่ชั้นเรียน  แม้กระทั่งงานธุรการฝ่ายวิชาการ   ในการบริหารงานวิชาการที่ได้รับมอบหมาย   ให้โรงเรียนและนักเรียนได้ประโยชน์สูงสุดนั้น  บางครั้งมีผลกระทบกลับมาให้ต้องคิดมาก  เพราะครูจำนวนมากจะทำอย่างไรให้ถูกใจและถูกต้องไปพร้อมกัน   บางทีถูกต้องแต่บุคลากรไม่ถูกใจบางส่วน  บางทีบุคลากรส่วนใหญ่ชอบใจแต่ไม่ถูกต้องตามหลักการและครรลองครองธรรม   ดิฉันอาจจะเป็นคนเคร่งเครียดเกินไป  เครียด...ทุกข์  กับตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับ  หลายปีกับตำแหน่งนี้  สิ่งที่ได้มาคือความทุกข์ในใจ   สุขภาพร่างกายอ่อนแอลงทุกวัน  เคยขอลาออกด้วยวาจากับผู้บังคับบัญชาแต่ท่านไม่อนุมัติ     สองสามวันนี้ ตัดสินใจลาออกเป็นลายลักษณ์อักษร   ท่านผู้อำนวยการนัดประชุมครูเพื่อพิจารณา  ให้คณะครูแสดงความคิดเห็นเป็นรายคน  ครูแต่ละคนก็ยอมรับในผลงานที่ทำมา  สุดท้ายมีครูคนหนึ่งเสนอให้ผู้อำนวยการได้เปิดโอกาสให้ดิฉันได้เปิดใจบ้างว่าทำไมถึงลาออก ..ดิฉันได้เปิดใจถึงผลกระทบที่ได้รับจากการทำงานทั้งด้านจิตใจและร่างกาย  สุดท้ายคือด้านสุขภาพซึ่งขณะนี้ไม่สามารถนั่งได้นานเกิน 30 นาทีเพราะจะมีอาการชาตั้งแต่สะโพกถึงหัวเข่า    ก็มีคุณครูบางคนถามว่าป่วยจริงไหม   การเมืองหรือเปล่า  ถ้าป่วยจริงเขาจึงจะโหวตให้ออกได้   วันนี้ต้องขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ  ทุกคนที่ให้โอกาสดิฉันได้ลาออก...ขอบคุณๆๆ   วันนี้กลับมาบ้านยังโหวงๆ ในใจเพราะความเคยชินที่ทำงานและคิดงานตลอดเวลา...กลับมาบ้านเล่าให้สามีฟัง  เขาก็ดีใจด้วย   แต่ลึกๆ เขาก็คงห่วงความรู้สึกในการปรับตัวว่าจะปรับตัวได้ไหม..อย่างไร   เราก็เลยชวนกันขับรถจักรยานยนต์ไปเที่ยวบ้านเพื่อนๆ ของเขาในช่วงค่ำ   กลับมาสบายใจขึ้นมาก  มันเบาตัว... สบายตัวอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน  นี่ถ้าเขาไม่ให้ลาออกจากหัวหน้าวิชาการก็ตัดสินใจไว้แล้วว่าจะลาออกจากราชการก่อนกำหนด  ในปี 2554 ...แต่นี่...ดีใจจะได้ทำหน้าที่ครูในห้องเรียนอย่างเต็มความสามารถให้สมกับตำแหน่ง ครู คศ.3   จนเกษียณอายุ