O เหมือนมือที่แฝงเร้นบีบเค้นลงให้รับรู้จำนง..คอยส่งเสริมพาอารมณ์เคลื่อนคล้อยจากรอยเดิมด้วยการเติมรูปเงา..รุมเร้าใจO เกิดขึ้นเมื่อดวงวันในชั้นสรวง-ค่อยโชนช่วงงามระยับขึ้นขับไขหรือแต่เลือดอุ่นเนื้อ, สายเยื่อใย-ค่อยแผ่ซ่านวนไหวอยู่ในทรวง ?O นัยคำผู้ออดอ้อน-แสนอ่อนโยน-ค่อยถ่ายโอนผ่านให้..อาลัย-หวง-ตรึงรูปรอยสุมสั่งใจทั้งดวงก่อนลามล่วงบีบคั้น..คอยบัญชาO เกิดขึ้นแต่เมื่อใด..เยื่อใยนั้น ?จนผูกพันเฝ้าคอยละห้อยหารับหอมหวานซาบซึ้งลงตรึง..ตรา-ลงหัวใจเหว่ว้า..แต่ครานั้นO อยู่ท่ามกลางปริศนา..นัยน์ตาซ่อน-แววอาวรณ์อาลัยที่ไหวสั่นในคาบกาลห้อมเห่..ลมเหมันต์แววความหวั่นไหวปวงก็ช่วงรอยO กลางแสงแดดอบอุ่น..หอมกรุ่นนั้น-คล้ายสุดกั้นกีดแล้ว, จากแผ่วค่อย-ตราตรึงลงสั่งทรวง..ให้ห่วง-คอย-ผ่านคำถ้อยพรรณนา..เผยอารมณ์O กลางแดดใสแวดล้อม..พรั่งพร้อมนั้น-คือช่วงฉันทากาล, กลิ่นมาลย์ฉมเผยบทขึ้นเหนี่ยวขวัญ..จากรันทมผูกเงื่อนปมอาลัย..รัดใจนี้O จากวงรอบใฝ่ฝันแห่งวันผ่านจนถึงกาลสมสั่ง..อีกครั้งที่-วงรอบความฝันใฝ่และใยดีค่อยค่อยคลี่คลุมขวัญ..เช่นวันวานO เคลื่อนวงรอบใฝ่ฝันแห่งวันพรุ่งพรากโค้งรุ้งรอบฝันแห่งวันผ่านอันจะเคลื่อนรูปคล้อยจากรอยกาลเหลือหอมหวานโลมไล้หัวใจนี้O หมายว่ารูปรอยฝันแห่งวันพรุ่ง-จะเช่นรุ้งงามลออ..ทอดทอสีตอบรับรอบอาลัย..ด้วยใยดีจากใจที่แฝงเร้น..อันเต้นรัวO คล้ายว่าความในทรวง..ใคร-ร่วงหล่นพลิ้วพลิกกลางลมวน..ความหม่น-หลัวขณะเย็นลมรื่นเหมือนตื่นตัวโหมเข้ายั่วเย้ยอยู่..เหมือนรู้ทีO ว่า-จงเต้นเถิดใจ..ผู้ไหวหวั่นหากว่านั่นคือหลัก..แห่งศักดิ์ศรีว่า-จงเต้นเรื่อยไปคอยไหววี-เอาชาติภพเลือนลี้ไปจากกันO อย่ายอมรับว่าใจ..นั้น-ไหวหวาดจงยอมคลาดแคล้วไป..อย่าได้หัน-มามองความเปลี่ยวเหงาใต้เงาวันที่ย่ำฝันทางเที่ยวอย่างเดียวดายO ผ่านแล้ว..ผ่านเล่า-กี่เงาร่าง-ผ่านก้าวย่างลำดับ..ก่อนลับหายยังคงเร้ารุมอยู่ไม่รู้วายกับภาพฝันโชนฉายที่ปลายจรO คล้ายว่าความในทรวง..ใคร-ร่วงหล่นพลิ้วพลิกบนแววเต้น..นัยเร้น-ซ่อนใช่ไหม..เสน่หา..ความอาวรณ์เกินสุมซ้อนหลบหลีกได้อีกแล้ว !O ปล่อยเถิด..ความในทรวงให้ร่วงหล่นร่วงลงบนเปลี่ยวเหงาอย่างเบา..แผ่วปล่อยนัยน์ตาอ่อนโยนได้โชนแวว-ความผ่องแผ้วขับไขจากใจนั้นO เมื่อสุดกีดกันความที่ลามล่วงจะเพียงให้โชนช่วงในทรวงนั่นหรือจะส่งก้อยเรียวมาเกี่ยวกันแล้วล่มฝันแฝงเร้น - ให้เป็นจริง ?
หวานอมเปรี้ยวเล็กๆ