ก้าวแรกที่มั่นคงของคนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา

          เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7  มีนาคม ที่ผ่านมา ผมไปเป็นวิทยากรให้กับผู้เข้ารับการอบรมตามโครงการป่าต้นน้ำบางปะกงและโตนเลสาบ  ผู้เข้ารับการอบรมมาจากนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทราและสระแก้ว รวม 70 คน หัวข้อที่บรรยายคือ เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตเปลี่ยน  ผมก็ว่าไปตามถนัดของผมจนจบ

         หลังจากนั้นผมก็ไปที่สำนักงาน กศน. สระแก้ว ถิ่นเก่าที่ผมเคยเป็นผู้บริหาร น้อง ๆ หลายคนมาทำงานเพื่อจัดเตรียมข้อสอบที่จะใช้ในสัปดาห์ต่อไป มีผู้บริหารอำเภอหลายคนมานั่งคุยกับผม  ตอนหนึ่งพวกเขาบอกว่าตัวชี้วัดสำหรับผู้บริหารและคนที่จบจาก กศน. ของผมยังใช้ได้อยู่และเป็นจริงตามที่ผมเคยบอกไว้ ทำให้ผมอดคิดถึงตัวชี้วัดที่ผมเคยกำหนดเองไว้ 2 ข้อ คือ

          1. ตัวชี้วัดสำหรับผู้บริหาร กศน. ผมบอกว่าใครก็ตามที่มาเป็นผู้บริหาร ถ้าจากที่ทำงานไปแล้ว จะเป็นด้วยเพราะย้าย หรือเกษียณอายุราชการ ไม่กล้าที่จะกลับมาเยี่ยมเยียนลูกน้องเก่า หรือกล้ามาแต่ไม่มีใครต้อนรับ ต่างเดินหนีและไม่พูดด้วย ถือว่าไอ้หมอนี่เฮงซวยที่สุด เดาได้เลยว่าขณะมีอำนาจไม่เคยสร้างคุณงามความดีให้กับองค์กรเลย

          2. ตัวชี้วัดสำหรับผู้ที่จบการศึกษาจาก กศน. ไปแล้ว เมื่อเขามีโอกาสไปเป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติก็ตาม ถ้ามีโอกาสกล่าวบนเวทีเขาไม่เคยพูดถึง กศน. คนอย่างนี้ก็คบไม่ได้ เพราะกำพืดที่แท้จริงของเขาคือ กศน. คนเราถ้าปกปิดกำพืดของตัวเอง จะคบได้อย่างไร มันเสียหายนักหรือเมื่อเราบอกต่อสังคมว่า ผมจบจาก กศน. คนอย่างนี้ก็ไม่ควรคบ

          ผมอยู่จังหวัดใหน ผมจะบอกพรรคพวกถึงตัวชี้วัดทั้ง 2 ข้อนี้เสมอ ราว ๆ สองเดือนที่ผ่านมา น้อง ๆ จากอุทัยธานีซึ่งผมเคยเป็นผู้บริหาร โทรมาบอกว่า กศน. อุทัยธานี เปิด กศน.ตำบล โดยมาท่าน สส.ชาดา  ไชยเศรษฐ์ จากพรรคชาติไทยพัฒนา มาเป็นประธาน ท่านชาดา ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ผมจบมาจาก กศน. ถ้าไม่มี กศน. ก็จะไม่มี สส. ชาดาคนนี้ กศน. เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่ทำให้ผมได้ก้าวต่อไปจนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง  เสียงปรบมือดังกราวใหญ่(สงสัยเป็นหน้าม้าจาก กศน.อุทัยฯ)

          ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ  ท่านกล้าเปิดเผยกำพืดของตัวเองต่อสาธารณชนบ้างใหม?  ถามจริง ๆ ว่าท่านอายอะไรเมื่อท่านจบจาก กศน.