พี่ชายคนโตเรียกประชุมน้องๆบอกว่าแม่ทำพินัยกรรมให้ตนเป็นผู้จัดการมรดก น้องสาวที่ดูแลแม่บอกว่าแม่ก็ให้ตนเป็นผู้จัดการมรดก เป็นเรื่องเลยครับ ต้องการทนายด่วน!

กลับมาตามคำมั่นครับทุกวันอังคาร

พินัยกรรม....ทำแล้วตายไปลูกหลายจะฆ่ากันป่าว

  

ท่านที่พอมีทรัพย์สินและในภายหน้าจะต้องส่งต่อไปยังลูกหลานซึ่งเป็นทายาททั้งหลายเคยคิดถึงเรื่องนี้บ้างไหมครับ

ขณะท่านยังจะพอจัดการทรัพย์สินของท่านได้อยู่เคยคิดที่จะเรียกประชุมลูกหลานเพื่อแจ้งให้เข้าใจและทราบไว้หรือไม่ว่าเมื่อท่านไม่อยู่แล้วทรัพย์สินของท่านที่มีอยู่หรืออาจมีเพิ่มเติมในภายหน้าจะให้จัดการอย่างไร แบ่งปันให้ใครบ้างเพราะเหตุใด ลูกหลานพี่น้องจะได้ไม่ต้องมาผิดใจกัน ท่านได้ทำพินัยกรรมไว้หรือไม่อย่างไรใครเก็บรักษาพินัยกรรมไว้กำหนดให้เปิดอ่านกันเมื่อไหร่ หากมีปัญหากันจะให้ฟังการตัดสินใจของใครเป็นที่สุด โดยไม่ต้องพึ่งพาศาล

 

ผมว่าไว้อย่างนี้เพราะมีคดีอยู่คดีหนึ่งเกิดเหตุเมื่อประมาณ ปี 2531 พี่น้องเกือบจะฆ่ากันเพราะแม่ไปเชื่อคำแนะนำของท่านทะแนะให้ทำพินัยกรรมไว้ก่อนตาย สาเหตุคือก่อนหน้านั้นพ่อตาย ลูกๆต่างเรียกร้องให้แม่แบ่งมรดกของพ่อจนพี่น้องที่มีอยู่ด้วยกัน 6 คนไม่มองหน้ากันมาพักหนึ่ง พี่น้องส่วนหนึ่งรักแม่แล้วแต่แม่ ส่วนหนึ่งรักเมียรักผัวฟังเมียฟังผัวไม่ฟังแม่....เออ...คิดแล้วเศร้าเน้อ

 

เอาหละนะก่อนไปต่อมาทำความเข้าใจเรื่องพินัยกรรมก่อนนี้ผมเคยอธิบายไว้พินัยกรรมมีทั้งหมด 5 แบบ แต่จะไม่อธิบายแบบของพินัยกรรมแล้วนะ ถ้ายากทราบคลิกไปดูที่นี้ครับ   ผมจะอธิบายเฉพาะว่าพินัยกรรมสามารถทำได้กี่ครั้งมีผลเช่นไร

เรื่องพินัยกรรมทำได้กี่ครั้งท่านสงสัยไหมครับ

ไม่มีกฎหมายห้ามครับจะทำกี่ครั้งกี่ฉบับก็ได้ แต่ผลของการทำพินัยกรรมหลายฉบับครับที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าฉบับหลังสุดมีผลยกเลิกพินัยกรรมฉบับก่อนหากปรากฏว่าข้อความขัดกันทั้งฉบับ แต่(หลายแต่นะครับ)หากมีข้อความเพียงบางส่วนขัดกันก็ให้ถือเอาข้อความฉบับหลังใช้แทนฉบับก่อนเฉพาะบางส่วนที่ขัดกันแต่ไม่ได้ยกเลิกฉบับก่อนทั้งหมด ทั้งนี้เพราะกฎหมายถือเอาคำสั่งสุดท้าย แต่(แต่อีกแล้ว)ทั้งนี้พินัยกรรมฉบับหลังสุดต้องถูกแบบและไม่ถูกเพิกถอน เออ....อ่านไป...งงไป...นักกฎหมายนี้เป็นไงวะทำอะไร..งง..งง...ฮา..

ที่ผมว่ามานี้ตาม ป.แพ่ง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) ตั้งแต่มาตรา 1693 ถึงมาตรา 1697 ครับ จะยกเอาเฉพาะ มาตรา 1697 มาให้ดู  

ม. 1697 ถ้าผู้รับพินัยกรรมมิได้แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่นและปรากฏว่าพินัยกรรมฉบับก่อนกับฉบับหลังขัดกัน ให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลัง เฉพาะในส่วนที่ข้อความขัดกันนั้นเท่านั้น

เอาเท่านี้นะครับอ่านพอให้รู้เรียน มาต่อเรื่องที่จะเล่า

คือครอบครัวนี้ถือว่ามีฐานะพอควร เพราะมีเงินฝากธนาคารและมีที่ดิน สอง แปลง สมัยเมื่อพ่อตาย หลังจัดการงานศพพ่อเสร็จลูกๆทะเลาะกันจะขอให้แม่แบ่งมรดกของพ่อให้ ตอนนั้นจึงตกลงแบ่งกันเฉพาะเงินสดในธนาคาร ลูกๆได้ไปคนละล้าน ที่เหลือเป็นของแม่อีกหลายล้านพร้อมที่ดินอีก สองแปลงกับบ้านพร้อมที่ดินอีกหนึ่งหลังไม่แบ่งยกให้แม่ จากบทเรียนนี้หละครับ บรรดาทะแนะได้ชี้แนะให้แม่จัดทำพินัยกรรมไว้เสียต่อไปจะแบ่งทรัพย์สินให้ใครอย่างไร แม่ก็เห็นดีด้วยไม่ยากให้ลูกๆที่ออกมาจากที่เดียวกัน (ออกจากที่ไหนตรงนี้ผมไม่ทราบต้องเดาเอาเอง...ฮา) มาทะเลาะกันอีก จึงได้ให้ทะแนะช่วยจัดทำพินัยกรรมให้ (ขอยืนยันครับว่าทำถูกต้องตามแบบ) ก็จัดทำขึ้นมีข้อความระบุไว้เสร็จว่าให้ลูกชายคนโตเป็นผู้จัดการมรดกและให้จัดการนำที่ดินแปลง 30 ไร่ มาแบ่งปันกันอย่างไร แต่ได้ไม่เท่ากันครับเพราะแม่กำหนดไว้เสร็จว่าให้แบ่งที่ดินเป็นเจ็ดแปลง ใช้เป็นถนนเสียหนึ่งแปลง อีกหกแปลงแบ่งให้ใครบ้างกำหนดหมายเลขไว้ด้วยแต่ละแปลงไม่เท่ากันถือเอาถนนใหญ่เป็นตัวกำหนดใครได้ใกล้ถนนใหญ่เนื้อที่ดินน้อยลง อยู่ลึกเข้าไปได้ที่ดินมากขึ้นแต่ทุกแปลงต้องผ่านที่ดินส่วนที่แบ่งเป็นถนนออกสู่ถนนใหญ่ได้

เห็นยังครับว่าผู้เป็นแม่ท่านมีใจเป็นธรรมรักลูกๆทุกคนเท่ากัน แม้ที่ดินจะแบ่งให้ไม่เท่ากันในส่วนของเนื้อที่แต่ผมคิดว่าท่านน่าจะประเมินเอาราคาที่ควรจะเป็นมากำหนดเพื่อให้มีมูลค่าของที่ดินเท่าๆกัน แต่ (มีแต่อีกหละ) ในส่วนของที่ดินอีก 45 ไร่ กับเงินสดในธนาคารและบ้านพร้อมที่ดินกับทรัพย์สินอื่นท่านไม่ได้กล่าวไว้ในพินัยกรรมฉบับนี้

เมื่อเวลาผ่านมาไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดท่านผู้เป็นแม่ได้จัดทำพินัยกรรมขึ้นมาใหม่อีกฉบับ (ขอยืนยันว่าถูกต้องตามแบบ) คราวนี้กำหนดให้ลูกคนที่สองซึ่งเป็นลูกสาวเป็นผู้จัดการมรดก ที่ดินแปลง 45 ไร่ กำหนดว่าให้ตัดแบ่งที่ดินให้กับลูกๆทุกคน แต่ไม่ได้กำหนดวิธีการไว้แบบพินัยกรรมฉบับแรก เรื่องเงินในธนาคารไม่กำหนดไว้ แต่ส่วนที่เพิ่มเติมมาคือบ้านพร้อมที่ดินที่แม่อยู่อาศัยยกให้ลูกสาวคนที่เป็นผู้จัดการมรดกเพียงคนเดียว  ทราบว่าเหตุที่ยกให้คนเดียวเพราะเป็นผู้อยู่ดูแลแม่มาตลอดและไม่แต่งงาน

ต่อมาปลายปี 2530 แม่ตาย หลังจัดการงานศพแม่เสร็จ

สงครามเกิด....ฮา....ทนายได้ตังค์อีกแล้ว (คือคิดทำพินัยกรรมนะดีแล้วแต่ขาดความรอบรู้และรอบครอบ)

พี่ชายคนโตเรียกประชุมน้องๆบอกว่าแม่ทำพินัยกรรมให้ตนเป็นผู้จัดการมรดก น้องสาวที่ดูแลแม่บอกว่าแม่ก็ให้ตนเป็นผู้จัดการมรดก เป็นเรื่องเลยครับ ต้องการทนายด่วน!

เมื่อเปิดพินัยกรรมดูแล้วก็ชี้แจงให้ทราบว่า พินัยกรรมทั้งสองฉบับมีผลตามกฎหมายบังคับได้ทั้งสองฉบับเพราะข้อความในพินัยกรรมไม่ได้ขัดกัน แม่กำหนดให้เป็นผู้จัดการมรดกที่ดินกันคนละแปลง ก็ได้เป็นผู้จัดการมรดกทั้งคู่  ส่วนเงินฝากธนาคารแม่ไม่ได้กำหนดไว้ต้องนำมาแบ่งเท่ากันตามสิทธิของทายาทชั้นบุตร หรือผู้สืบสันดาน แต่จะให้ใครเป็นผู้จัดการมรดกส่วนนี้ต้องตกลงกันเอาเองเพราะแม่ไม่ได้กำหนดไว้ในพินัยกรรม ที่ดินแปลงที่พี่ชายคนโตเป็นผู้จัดการมรดกต้องไปจัดแบ่งตามที่กำหนดในพินัยกรรม ส่วนที่ดินที่น้องสาวเป็นผู้จัดการมรดก หากตกลงกันไม่ได้ต้องขายออกไปแล้วเอาเงินมาแบ่งกัน หลังจากชี้แจงและถกเถียงกันไม่เป็นที่ตกลง (ทนายนึกยิ่มรอตังค์...ฮา...)

พักสักหน่อยครับต่อไปเป็นบทบู๊ อาจตกใจฉี่แตก...ฮา....

ไปต่อกันครับ

ปรากฏว่าพี่ชายคนโตชักปืนออกมาวางบนโต๊ะครับ บอกว่า

พี่ชายคนโต.....ใครจะแบ่งอย่างไรกูไม่เอาต้องเอาตามกู

ทนาย..............ใจเย็นท่าน

พี่ชายคนโต.....มึงแหละตัวดี(ว่าทนาย)     แล้วหันไปมองน้องสาวอี....(เรียกชื่อเล่นน้องสาว)มึงไปเรียกมันมาทำไม

ทนาย......(หนาวเลยเราแต่…เพื่อเงินเป็นไงเป็นกันวะ...ฮา) ท่านใจเย็นนะฟังก่อน

พี่ชายคนโต....มึงไม่ต้องมาสั่งกู

น้องๆทุกคน....ฟังทนายก่อนได้ไหม (ช่วยกันห้ามช่วยกันพูดนะ)

พี่ชายคนโต....มึงไม่ต้องห้าม...กูจะเอาแบบของกู

ทนาย......(ทุบโต๊ะ...ตะโกนเสียดัง) จะยิงกันก่อนไหม (แล้วจ้องที่ปืนครับกะแย่งมาก่อนถ้าไม่ทันมองเก้าอี้ไว้แล้วกะทุบเลยเพื่อเงิน...ฮา....ดูทำไปได้ไง)

พี่ชายคนโต....เงียบมองหน้าทนายเฉยๆไม่ขยับไม่พูดอะไรต่อ

ทนาย......(ทีนี้ได้ที..เสร็จเรา....อิ.อิ. ชิงพูดต่อแต่ยังเสียงดังนะ) ที่นี้ฟัง! ที่ดินทั้งสองแปลงต้องแบ่งตามที่บอก เงินในธนาคารต้องแบ่งเท่ากันทุกคนตกลงกันไม่ได้ก็ทั้ง 6 คน เป็นผู้จัดการมรดกร่วมแล้วไปถอนเงินแบ่งกันเลย ไม่ยอมจะฟ้องศาลก็ได้ ผลจะออกมาตามที่บอก ส่วนคุณ(ชี้ไปที่พี่ชายคนโต) ยังรู้จักผมน้อยไปข้องใจตัวผมเชิญ ( แล้วผมลุกเดินออกมาข้างนอกบ้านแต่ตอนนั้นปืนถูกน้องชายคนเล็กเก็บไป.....ผมถึงกล้า....ฮา )

หลังจากน้องสาวและคนอื่นๆลุกตามผมออกมาและมาขอโทษผมแทนพี่ชายตัวเองแล้วผมเลยลากลับ ตังค์ก็ไม่ได้...ฮา... ก่อนกลับผมบอกเพียงว่าพยายามตกลงกันให้ได้หลักการก็ชี้แจงให้ฟังแล้ว คิดถึงคนที่ตายเป็นหลักไว้ (ออกแนวเศร้า เสียดายตังค์....ฮา....)

ผลหรือครับ

พี่ชายคนโตไม่ยอมครับให้ทนายความไปยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม น้องสาวเลยต้องยื่นคำคัดค้าน ก็สู้คดีจนถึงที่สุด ศาลมีคำพิพากษาให้ตั้งทั้งคู่เป็นผู้จัดการมรดกให้แยกไปจัดการที่ดินแต่ละแปลงตามพินัยกรรม ส่วนเงินสดในธนาคารน้องทั้งสี่คนให้ทั้งคู่เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน แต่คดีนี้กว่าจะจบ และมรดกได้นำมาแบ่งปันกันประมาณ ปี 2542 ครับ ป่านนี้พี่ชายคนโตคงคิดได้แล้วหละว่าถ้าฟังผมด้วยเหตุด้วยผลแล้วไปสอบถามทนายท่านอื่นดู ก็ไม่เสียค่าทนายเพิ่มขึ้นแถมได้ตังค์ไปใช้นานแล้ว

ผมเองที่กล้าแสดงกริยาเช่นนั้น โดยไม่กลัวว่ามีปืนอยู่ข้างหน้าผม เพราะผมมองแล้วว่าเขาไม่กล้ายิงแน่ ถ้าจะยิงก็ต้องยิงทันทีที่ชักปืนออกมาแล้ว และอีกประการหนึ่ง ทำไมผมจะต้องกลัวการข่มขู่ด้วยหละครับ ในเมื่อเขาไม่มีสติ การใช้เหตุผลไม่ได้ผลครับ สิทธิในการบาดเจ็บ หรือไม่หายใจมีได้ทุกคน เออ...เรื่องนี้บู๊หน่อยนะครับ แต่จำเป็นครับเมื่อเรารักที่จะเป็นทนายความ ต้องมีความเป็นธรรมยึดเป็นที่ตั้ง หากกลัวการข่มขู่ยุติธรรมไม่เกิดครับ

ก่อนจบขออธิบายอีกหน่อยครับ

ที่นี้ฟัง!.......ฮา....

ในเรื่องร้องศาลขอจัดการมรดกมีได้สองวิธี

หนึ่ง ยื่นเป็นคำร้องวิธีหนึ่ง

กรณีนี้ จะเรียกผู้ที่ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้อง หากมีผู้ใดคัดค้าน ผู้ที่เข้ามาคัดค้านจะเรียกว่า ผู้คัดค้าน

สอง ยื่นเป็นคำฟ้อง อีกวิธีหนึ่ง

กรณีนี้ จะมีผู้จัดการมรดกอยู่แล้ว แต่เพราะทายาทไม่พอใจหรือไม่เห็นชอบด้วยภายหลังที่ศาลมีคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ก็ต้องฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนแล้วตั้งผู้ที่ฟ้องคดีเป็นผู้จัดการมรดกแทน  เช่นนี้จะเรียกผู้ฟ้องคดีว่าโจทก์ กับเรียกผู้จัดการมรดกว่า จำเลย

เห็นยังครับ บอกแล้วว่า "ยุติธรรมคือศาสตร์"

คราวหน้ามาดูคดีอาญากันบ้างครับ กลัวท่านเบื่อวิชากฎหมายแพ่ง

จะเล่าเรื่อง ความผิดอาญาฐานบุกรุก.....หนุกนะจะบอกให้