การศึกษาถึงสิทธิของคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่จะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในด้านต่าง ๆ จากทางการ ควรที่จะศึกษาบ่อเกิดของเกิด โดยศึกษาหลักของกฎหมายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเปรียบเทียบหลักของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกัน
1.จารีตประเพณีระหว่างประเทศ
1.1 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1948 (Universal Declaration of Human Right – UDHR)
ข้อ 6 กำหนดว่า “ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับทุกแห่งหนว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย”
ข้อ 7 กำหนดว่า “ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันจากการเลือกปฏิบัติใดอันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญานี้ และจากการยุยงให้มีการเลือกปฏิบัติดังกล่าว”
ข้อ 17 กำหนดว่า
“(1) ทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยตรง และโดยร่วมกับผู้อื่น
(2) บุคคลใดจะถูกเอาทรัพย์สินไปจากตนตามอำเภอใจไม่ได้”
1.2 ปฏิญญาของสหประชาชาติเกี่ยวกับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ค.ศ. 2007 (UN Declaration on the Right of Indigenous People – UNDRIP)
ข้อ 1 กำหนดว่า “ชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิอย่างสมบูรณ์ตามสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐานทั้งหลาย ทั้งที่เป็นสิทธิรวมหมู่ และสิทธิของบุคคล ดังที่ได้รับการยอมรับในกฎบัตรของสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ”
ข้อ 2 กำหนดว่า “ชนเผ่าพื้นเมืองและบุคคลที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองนั้นมีเสรีภาพที่เท่าเทียมกับหมู่คนหรือบุคคลอื่นและมีสิทธิที่จะใช้สิทธิของพวกเขาอย่างเป็นอิสระปราศจากการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนพื้นฐานของชนเผ่าพื้นเมืองโดยกำเนิดหรือโดยอัตลักษณ์ของพวกเขา”
ข้อ 17 กำหนดว่า
“1. บุคคลที่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง รวมทั้งชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิอย่างสมบูรณ์ทุหประการตามที่ระบุในกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ”
ข้อ 43 กำหนดว่า “สิทธิต่าง ๆ ที่เป็นที่ยอมรับในที่นี้ก่อให้เกิดมาตรฐานขั้นต่ำของการอยู่รอด ศักดิ์ศรี และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนในโลกนี้
จะเห็นได้ว่า หลักของกฎหมายตามที่กล่าวข้างต้นมีหลักการที่คล้ายกันคือ บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพเสมอกัน มีสิทธิในทรัพย์สินที่ตัวเองเป็นเจ้าของและบุคคลใดจะมาทรัพย์สินนั้นไปจากเจ้าของไม่ได้ จากหลักดังกล่าวกฎหมายไทยก็ใช้หลักจารีตประเพณีในการพิจารณาสิทธิการครอบครองเหมือนกัน และตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศก็ใช้หลักจารีตประเพณีระหว่างประเทศในการพิจารณาสิทธิการครอบครองทรัพย์สินเช่นกัน
2 สนธิสัญญา
2.1 สนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี
2.1.1 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ. 1966 (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR)
ข้อ 26 กำหนดว่า “บุคคลทั้งปวงย่อมเสมอภาคกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกประติบัติใด ๆ ในกรณีนี้ให้มีกฎหมายห้ามการเลือกประติบัติใด ๆ และให้หลักประกันคุ้มครองบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคและมีผลจริงจังเพื่อให้ปลอดจากการเลือกประติบัติอันเนื่องมาจากเชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรืออื่น ๆ เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน”
2.1.2 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ. 1966 (International Covenant on Economic Social and Cultural Right – ICESCR)
ข้อ 2 กำหนดว่า
“2. รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้รับประกันให้มีการใช้สิทธิซึ่งกำหนดไว้ในกติกาฉบับนี้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติชนิดใด ๆ ที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือทางอื่น ชาติ หรือสังคม อันเป็นที่มาดั้งเดิม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่น
3.ประเทศที่พัฒนาโดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและเศรษฐกิจแห่งชาติตนตามควร อาจพิจารณากำหนดว่าจะประกันสิทธิทางเศรษฐกิจซึ่งรับรองไว้ในกติกาฉบับนี้แก่ผู้ที่ไม่ใช่คนในชาติเพียงใด”
ข้อ 5 กำหนดว่า
“1. ข้อความต่าง ๆ ตามกติกาฉบับนี้ไม่เปิดช่องที่จะแปลโดยนัยว่าสิทธิใด ๆ แก่รัฐ กลุ่มชุมชนหรือบุคคลใด ๆ ที่จะประกอบกิจกรรมหรือกระทำการใด ๆ อันมุ่งต่อการทำลายสิทธิและเสรีภาพใด ๆ บรรดาที่รับรองไว้ในที่นี้ หรือการจำกัดขอบเขตเกินกว่าบทบัญญัติในกติกาฉบับนี้
2. การจำกัดตัดทอนหรือการทำลายความเสื่อมเสียแก่สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานใด ๆ ที่ได้รับรองหรือมีอยู่ในประเทศใด ๆ ตามกฎหมาย อนุสัญญา ข้อบังคับ หรือธรรมเนียมจะกระทำไม่ได้โดยข้ออ้างว่า กติกาฉบับนี้มิได้รับรองสิทธิดังกล่าว หรือแม้แต่อยู่ในขอบเขตที่น้อยกว่า”
2.2 สนธิสัญญาที่ประเทศไทยไม่เป็นภาคี
2.2.1 อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของคนไร้รัฐ ค.ศ. 1954
มาตรา 1 กำหนดว่า “คนไร้รัฐ หมายถึง บุคคลซึ่งไม่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นบุคคลที่มีสัญชาติของรัฐใดภายใต้กฎหมายของรัฐ”
มาตรา 3 กำหนดว่า “รัฐภาคีจะปฏิบัติตามบทบัญญัติในอนุสัญญานี้ต่อคนไร้รัฐโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะโดยเชื้อชาติ ศาสนา หรือรัฐดั้งเดิม”
มาตรา 28 ได้กล่าวถึง สิทธิในการได้รับเอกสารในการเดินทาง ซึ่งคนไร้รัฐตามอนุสัญญาว่าด้วยสถานะภาพของคนไร้รัฐมีสิทธิได้รับสถานะบุคคลตามกฎหมาย รวมทั้งเอกสารพิสูจน์ตน และเอกสารสำหรับการเดินทางที่ออกให้โดยรัฐภาคีที่คนไร้รัฐอาศัยอยู่
มาตรา 31 ได้รับรองสิทธิในการที่คนไร้รัฐจะไม่ถูกผลักดันออกนอกประเทศไม่ว่าจะด้วยความจำเป็นในเรื่องความมั่นคงแห่งรัฐ หรือเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ดังนั้น การผลักดันคนไร้รัฐออกนอกประเทศจำเป็นที่จะต้องเป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่จากนโยบายของผู้มีอำนาจปกครองของรัฐ นอกจากนี้ในอนุสัญญาว่าด้วยสถานะภาพของคนไร้รัฐได้อ้างถึงหลักกฎหมายสากลในการไม่ผลักดันคนให้ออกนอกประเทศและต้องเผชิญกับภัยความตาย
มาตรา 32 ได้กล่าวถึงการแปลงชาติของคนไร้รัฐ โดยรัฐภาคีจะดำเนินการในการผสมกลมกลืนคนไร้รัฐเข้าสู่สังคม และการแปลงชาติให้คนไร้รัฐ
จะเห็นได้ว่า การไร้รัฐไร้สัญชาติจะก่อให้เกิดผลเสียต่อบุคคลไร้สัญชาติและไม่เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของรัฐต่าง ๆ เนื่องจากไม่สามารถแบ่งสรรบุคคลได้ชัดเจนว่าสังกัดรัฐใด และการใช้อำนาจรัฐเหนือบุคคลที่ไม่มีสัญชาติใด อาจก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องการคุ้มครองผู้แทนทางการฑูต โดยแนวทางแก้ไขปัญหาบุคคลหลายสัญชาติและบุคคลไร้สัญชาติ จึงต้องอาศัยสนธิสัญญาว่าด้วยการขัดกันทางกฎหมายสัญชาติ Convention on Certain Questions Relating to the Conflict of Nationality Laws 1930