AI

ตั้งแต่ทำ AI มา ก็เจอคำถามหยิกแกม หยอก เบามั่งแรงมั่ง ถึงขั้น เหยียบ โดยไม่หยอก ให้สนุกก็มีครับ ก็ไม่เป็นไร เรียนมาทางนี้นี่นา ครับก็สู้กันไป

วันนี้ผมนึกถึงคำถาม แบบหวังดี ครับ คำถามหนึ่งที่ถูกถามผ่านคนอื่น (ลูกศิษย์) มาอีกต่อว่า

"นี่คุณคิดว่า AI ใช้ได้ทุกอย่างเหรอ เอายั่งงี้ ไหนตอบสิ สมมติว่าว่าคุณเป็นหมอ มีคนไข้กำลังบาดเจ็บเลือดสาดเข้ามา คุณจะผ่าตัดคนไข้โดย AI หรือมีดผ่าตัดของหมอ"

ครับยิ่งคุณทำอะไรแล้วต้องไปเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะแวดวงทางวิชาการครับ คุณอาจจะเจอคำถามที่คุณนึกไม่ถึง (ถามยั่งงี้ได้ไงน่ะ) ขอให้คิดครับว่าเป็นเรื่องปรกติ

ในมุมมองของผม ผมขอตอบว่า "ใช้ความรู้ของหมอที่ดีที่สุด ใช้เครื่องมือที่ดีที่สุด จากหมอที่ดีที่สุดในขณะนั้น และ ให้หมอตั้งสติให้ดีที่สุด" (หมอเขาทำของเขาอยู่แล้วครับ) 

จริงๆนี่แหละครับคือมุมมองแบบ Appreciative Inquiry  ครับ

ในการทำงาน ทำวิจัย ถ้าโจทย์วิจัยนั้นสมควรใช้เครื่องมืออื่นที่ไม่ใช้ AI ก็ไม่ควรใช้ AI ครับ ในการทำอะไรแบบ AI เราจะมองก่อนว่า อะไรที่ work ที่สุด เมื่อเราเจอสิ่งที่ Work ที่สุด เราก็เอามาขยายผลครับ เพราะฉะนั้นในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม ถ้าใช้เครื่องมืออื่นที่ Work กว่า AI ก็สมควรใช้ และขยายผลครับ และนี่แหละครับคือการคิดแบบ AI

การทู่ซี้ใช้แต่ AI แบบไม่ลืมหูลืมตานี่สิครับ ไม่ใช่ AI

จะว่าไป Appreciative Inquiry เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการค้นหาสิ่งที่ Work ที่สุดที่อาจซ่อนเร้นอยู่ในระบบ วิธีอื่นเช่น KM ก็ทำได้เช่นกันครับ ผมใช้ AI เพราะผมเรียน วิจัยและจบเอกโดยเน้นด้านนี้โดยตรงเท่านั้นเอง ผมเองผมก็ไม่ได้ใช้ AI อย่างเดียวผมใช้ KM ด้วยครับ เพราะเป็นเครื่องมือที่ดีมากๆครับ ใช้เสริมกัน ผมใช้วิธีการตั้งโจทย์ หรือสังเกตแบบ AI เพื่อดึง Tacit Knowledge ออกมาครับ กลุ่ม AI เขียน Blog อยู่ใน Gotoknow ก็ 20 กว่าคน เพราะเราเห็นคุณค่า KM ว่า "work" มากๆครับ

สรุปอย่างนี้ได้ไหม ใครถนัดอะไรก็ใช้เครื่องมือนั้นเถอะครับ ขอให้ทำให้ถูกทั้งวิธีการและถูกธรรมะ ก็แล้วกัน ที่สำคัญไม่ยึดติดเครื่องมือของตนเอง แต่ควรฝึกตนเองให้มากๆ จนเชี่ยวชาญพอที่จะรู้ขีดจำกัดของความรู้ตนเองว่ามันใช้ได้ตรงไหน ใช้ไม่ได้ตรงไหน อันนี้จะดีกว่าไหมครับ

คุณล่ะคิดอย่างไร