การที่จะทำงานแบบมีส่วนร่วมได้คือทุกฝ่ายจะต้องสะดวกกายและสะดวกใจ

ช่วงประมาณ ๒ สัปดาห์ก่อน ผมได้รับการติดต่อจากคุณเกศริน ซึ่งขณะนี้กำลังค้นคว้างานวิจัยเพื่อนำไปใช้เรียนต่อในระดับปริญญาเอก ซึ่งคุณเกศรินสนใจงานวิจัยที่ผมได้ทำร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์เล่มหนึ่ง คือ "โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน บ้านผาตูบ หมู่ 7 ต.ผาสิงห์ อ.เมือง จ.น่าน" และคุณเกศรินเองมีคำถามต่าง ๆ ที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ผมเองจึงขออนุญาตนำคำถามและคำตอบมาบันทึกไว้เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อไป

 


 

สวัสดีค่ะ  ขอสอบถามอาจารย์เพิ่มเติมน่ะค่ะ
 
- ทำไมอาจารย์ถึงเลือก หมู่บ้านผาตูบ หมู่ 7 มาทำการวิจัยค่ะ
 
  (ทำไมอาจารย์ไม่เลือกผาตูบ หมู่ 1 หรือที่อื่นค่ะ) และอะไรเป็น
 
   ปัจจัยให้เลือกที่นี่ในการวิจัยค่ะ
 
- ทำไมถึงตั้งสมมุติฐานในการวิจัยในลักษณะนี้ ก็คือ
 
   "การเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนเกิดขึ้นได้  โดยการจัด
    กระบวนการเรียนรู้ให้ชุมชนได้มีการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง" ค่ะ


สวัสดีครับคุณเกศริน
 
ทำไมถึงเลือก หมู่บ้านผาตูบ หมู่ 7 มาทำการวิจัย...?

 
เรื่องนี้ถ้าจะว่ากันจริง ๆ ก็ค่อนข้างยาวครับ แต่ถ้าให้ตอบแบบสั้น ๆ ก็คือ "ให้นักศึกษาเลือก"


การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ต้องให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่เราต้องกำหนดเกณฑ์ไว้ในใจคร่าว ๆ ว่า อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย หรือนักศึกษาทุกคนสามารถเดินทางไป-กลับได้อย่างสะดวก


วิธีการก็ต้องเริ่มตั้งแต่ตั้งคำถามว่าจะเลือกที่ไหน ต้องบอกรายละเอียดให้ชัดเจนว่า กิจกรรมคร่าว ๆ จะทำกี่ครั้ง ใช้เวลาช่วงประมาณไหน จะได้ตีสโคปพื้นที่ให้แคบลง
หลังจากนั้นก็ดูว่านักศึกษาคนใดกระตือรือร้นที่สุด แล้วก็พอจะรับเป็นแม่งานได้ดีที่สุด
ในงานครั้งนั้นผมมีนักศึกษาคนหนึ่งทำงานอยู่ใน อบต.ผาสิงห์ ดูท่าทางเอาการเอางาน เป็นที่เชื่อถือของเพื่อน ๆ ขันอาสาจะเป็นเจ้าภาพและติดต่อประสานงานให้ และ ต.ผาสิงห์ก็อยู่ไม่ไหลเมืองเท่าใดนัก ก็เลยร่วมกันลงความเห็นในห้องเรียนว่าจะไปทำกันที่ผาสิงส์
 
หลังจากได้ตำบลผาสิงห์แล้ว เราก็ต้องดูสโคปงานกับเวลาที่มีคือ 4 เดือน การวิจัยแบบตีมีส่วนร่วมจะตีวงกว้างไม่ได้ คือ ทำทั้งตำบลไม่ได้ตอนนั้นก็เลยจำเป็นจะต้องทำแค่หมู่บ้านเดียว
 
ทำไมถึงเป็นหมู่ 7...?

 


หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ ผมมีโอกาสเดินทางลงพื้นที่ไปกับนักศึกษาคนนั้น แล้วก็พาไปผมลงไปหมู่ 7 เพราะว่า "ผู้ใหญ่บ้านเขาเอาด้วย"


คือ นักศึกษาคนนั้นเขารู้จักนิสัยผู้ใหญ่บ้านคนนี้ดี มีความสนิทสนมกัน แล้วเขาก็ไปคุยเกริ่นกันไว้ ดูท่าทีจะร่วมงานกันได้ เขาจึงพาผมลงไปคุยอย่างเป็นทางการ ด้วยเหตุนี้เองจึงกลายเป็นหมู่ 7

การที่จะทำงานแบบมีส่วนร่วมได้คือทุกฝ่ายจะต้องสะดวกกายและสะดวกใจ

เราจะเอาแต่ตัวเองสะดวกไม่ได้ นักศึกษาเองเขาก็จะต้องสะดวก เขาสะดวกใจทำงานกับหมู่บ้านใด เราก็จะต้องทำกับหมู่บ้านนั้น และที่สำคัญเราก็ต้องดูด้วยว่าหมู่บ้านเขาสะดวกใจทำกับเราไหม ถ้าเขาไม่สะดวกเราก็อย่าไปขืนใจเขา หรือบังคับเขา การลงพื้นที่ไปพบปะพูดคุยกับชุมชน โดยเฉพาะหัวหน้าชุมชนจึงเป็นการโยนหินถามทางว่า "เขาจะร่วมกับเราไหม" นอกจากนั้นเราก็จะได้เห็นเส้นทาง เห็นพื้นที่ เห็นทุนทางชุมชนต่าง ๆ ว่า หมู่บ้านที่เราจะลงไปทำงานนี้พร้อมหรือเหมาะสมกับโครงร่างฯ ที่เราจะทำมากน้อยเพียงใด

ดังนั้นหัวหน้าโครงการฯ หรืออาจารย์ผู้ควบคุม จักต้องเข้าใจขอบข่ายงานทั้งในเรื่องของลักษณะ รายละเอียดทางด้านเศรษฐกิจ (หรือหัวข้อต่าง ๆ) อย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องเข้าใจหลักการของ PAR (Participatory Action Research) อย่างท่องแท้ ไม่ควรที่จะนั่งเขียนข้อเสนอ หรือโครงร่างการวิจัยก่อนโดยที่ไม่เคยลงพื้นที่เลย โดยเป็นการเขียนที่คิดเอาเองฝ่ายเดียวว่า เขาน่าจะทำกับเรา หรือว่า "เขาต้องทำกับเรา" เป็นการข่มขืนชุมชน บังคับจิตใจเขา หรือเมื่อโครงการฯผ่านแล้วก็ไปพยายามยื่นข้อเสนอต่าง ๆ หลอกล่อเพื่อที่จะให้เขาร่วมทำงานกับเรา


คำถามที่ 2  ทำไมถึงตั้งสมมุติฐานในการวิจัยในลักษณะนี้ ก็คือ

 
   "การเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนเกิดขึ้นได้  โดยการจัด
    กระบวนการเรียนรู้ให้ชุมชนได้มีการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง"
 
"เพราะผมไม่ใช่เทวดาน่ะสิครับ"
อันนี้ตอบจริง ๆ นะ ไม่ได้กวน
นักวิชาการส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองเป็นเทวดา เก่งกว่าคนอื่นเขาหมด แล้วก็มักดูถูกว่าชาวบ้านโง่ ก็เลยมักคิดว่าจะลงไปแก้ปัญหาแล้วก็พัฒนาตามใจของตัวเอง
 
นักศึกษาคนหนึ่งของผมก็เคยคิดอย่างนั้น มักคิดว่าชาวบ้านโง่ ตัวเองฉลาด ถ้าจะทำวิจัยแบบมีส่วนร่วมต้องฝ่าความคิดนี้ให้ได้ เป็นสิ่งสำคัญมาก

หรือถ้าจะตอบอย่างวิชาการหน่อยก็คือ เราไม่สามารถทำงานกับเขาได้ตลอดครับ เราทำวิจัยที่ไหน เมื่อจบแล้วก็จบกันครับ ครั้งเดียวในชีวิต เราก็มีปัญหาของเรา เขาก็มีปัญหาของเขา เพียงแต่เราเข้าไปแก้ปัญหาของเรา คือ ผมเองก็ต้องสอนวิจัยนักศึกษา ผมก็หาพื้นที่จริงที่จะสอน นักศึกษาต้องการเรียนวิจัย เขาก็ต้องหากลุ่มตัวอย่างทำวิจัย ส่วนชุมชน เราก็หยิบยกปัญหาปากท้องคือด้านเศรษฐกิจขึ้นมาเรียนรู้กัน เพราะเราอยู่ในสาขาบริหารธุรกิจ ก็ต้องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์
 
เศรษฐกิจของชุมชน ก็คือ เศรษฐกิจของชุมชนครับ ไม่ใช่เศรษฐกิจของเรา เราไม่ได้อยู่ในชุมชนนั้นตลอด คนที่อยู่ในชุมชนเท่านั้นท่าจะสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวของเขาเอง
 
ตอบแบบนี้คงจะจำยากหน่อย อาจารย์ท่านหนึ่งเคยสอนผมให้จำอย่างนี้
ปัญหามีอยู่ 3 ปัญหา คือ (ขออนุญาตใช้คำท่านอาจารย์สอนผมมานะ)
 
1. ปัญหากู กูต้องแก้ มึงแก้ให้กูไม่ได้
2. ปัญหามึง มึงต้องแก้ กูแก้ให้มึงไม่ได้
3. ปัญหามึงกับกู คือ มึงกับกูต้องแก้ร่วมกัน แก้คนเดียวไม่ได้
 
ดังนั้นปัญหาเศรษฐกิจชุมชน ก็เป็นเรื่องของชุมชน เราไปแก้ให้ชุมชนไม่ได้ครับ เพียงแต่เราเข้าไปเรียนรู้ แล้ว "คิดว่า (สมมติฐาน)" การทำให้ชุมชนเรียนรู้ตัวเอง (อ่านตัวเองมาก ๆ) ชุมชนจะรู้จักตัวเอง แล้วสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้

 
ผมไม่แน่ใจว่าจะตอบตรงคำถามหรือเปล่า คือเรื่องการวิจัยแบบมีส่วนร่วม Participatory action research  : PAR ต้องใช้ลูกเล่นค่อนข้างเยอะ แต่หลัก ๆ ก็คือ ต้องร่วมกันจริง ๆ


บันทึกที่เกี่ยวข้องกับโครงการวิจัยนี้…

"ผาตูบ" เรื่องเล่าเร้าพลังจากชุมชน : น่านไดอารี่

http://portal.in.th/u-research/pages/2867/