เรื่องเล่าของจำปี


เธอคงสัมผัสได้ถึงแสงสว่างอันน้อยนิดที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจว่าแผลของเธออาจหายดีได้ในสักวันหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ใช่วันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ตาม

 

ชีวิตของคนที่หมดหวัง หมดหนทาง ก็เปรียบเสมือนตกอยู่ในความมืดจะไขว่คว้าหาทางออก ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นจุดไหน ซ้ำร้ายปัญหาอุปสรรคต่างๆก็คอยแต่จะทับถมซ้ำเติมไม่หยุดหย่อน จนหมดเรี่ยวแรงจะฮึดสู้  ชีวิตจึงไม่หวังอะไรมากไปกว่าแสงเทียนเล่มเล็กๆ ที่ส่องสว่าง นำทางพอช่วยให้เห็นทางออก ทางไปของชีวิตบ้าง แม้รอบๆ ความมืดยังคงปกคลุมเช่นเดิม…

เชิญสัมผัสเรื่องราวประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ของพวกเราสมาชิกครอบครัวโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว...ด้วยกันนะคะ

 

เรื่องเล่าของจำปี

 

ณัฏฐนิชา  วีระวงค์, พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

 

ภาพของหญิงวัยกลางคนที่ผมยุ่งเป็นกระเซิง นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย  สวมชุดของโรงพยาบาล หน้าตาเหมือนกำลังตื่นนอนมาใหม่ๆ ซึ่งขณะนั้นก็เป็นเวลาเย็นๆแล้ว จำปีดูท่าทางอ่อนเพลีย รูปร่างผอม ใบหน้าดูซูบเห็นโครงกระดูกอย่างเห็นชัดเจน ข้างๆเตียงมีเด็กผู้ชายวัยประมาณย่างวัยรุ่นนั่งอยู่ข้างๆเธอ  ฉันเข้าไปทักทายจำปีว่าเป็นอย่างไรบ้างวันนี้  นอนหลับสบายดีหรือเปล่า  จำปีตอบว่านอนหลับดีมากเลย  เพิ่งจะตื่นนอนมาซักประเดี๋ยวนี้  ฝนที่ตกมาตั้งแต่เช้ามืดตอนนี้ก็ยังไม่มีทีท่าจะซาบ้างเลย  จึงทำให้อากาศวันนี้ดูสบายกว่าทุกวัน  ผู้ป่วยรายอื่นๆ ก็นอนหลับไปตาม ๆกัน อย่างไม่ต้องได้เปิดพัดลมกันเลยทีเดียว   วันนี้จำปีคงแปลกใจที่ฉันได้เข้าไปคุยด้วยและนั่งอยู่ข้างๆ เธอ  ซึ่งทุกๆวันฉันไม่มีเวลายืนคุยด้วยนานๆ เพราะต้องรีบทำงาน และดูแลผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบอีกหลายคน  นอกไปเสียจากว่าจะใช้เวลาที่ต้องทำแผลให้เธอ  จึงได้ถามถึงสาระทุกข์สุขดิบในแต่ละวันไป  วันนี้ฉันใช้เวลาที่เลิกงานเสร็จแล้ว  ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่ต้องกังวลกับภาระงานอะไร  ฉันจึงรู้สึกสบายใจและเป็นอิสระอย่างบอกไม่ถูกที่มีเวลามากพอที่จะคุยกับจำปี  เท่าที่ฉันจำได้จำปีเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ๆ ด้วยอาการเจ็บป่วยของเธอ  ก็ไม่แปลกอะไรที่ทุกๆคน  ก็ต้องมีเจ็บมีป่วยแตกต่างกันไป  แต่เธอนั้นโชคร้ายไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆ ที่ป่วยเป็นโรคร้ายอย่างเช่นเธอ

“จำปีจ๊ะเป็นอย่างไรบ้าง”  ฉันถามออกไปอย่างไม่เต็มเสียงเพราะเห็นน้ำตาจำปีคลอเบ้า  เมื่อฉันใช้มือสัมผัสมือจำปี  จำปีนิ่งไปสักพักแล้วตอบว่า  ก็เหมือนๆทุกวันนั่นแหละ  คำพูดของจำปีทำให้ฉันนึกถึงคนที่ป่วยนานๆ หมดหวังหมดหนทางที่จะเยียวยา  จะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนานสักเท่าไร  ซึ่งไม่มีหนทางที่จะเอาชนะโรคนี้ได้  จำปีได้เล่าให้ฉันฟังว่า  เธอได้ทุกข์ทรมานจากอาการป่วยประมาณปีกว่าแล้ว  เริ่มแรกก็พบว่าช่องคลอดของเธอมีแผล  มารักษาจนแพทย์บอกว่าหายแล้ว  และหลังจากนั้นอีกไม่นานขาหนีบข้างขวาของเธอมีตุ่มลักษณะคล้ายสิวโผล่ออกมา และตุ่มก็เป็นหนองแตกลุกลามกว้างมากขึ้น เธอมาตรวจแพทย์ก็ตัดชิ้นเนื้อส่งไปตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง  แพทย์บอกว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย  หลังจากนั้นจำปีก็ทนทุกข์ทรมานกับบาดแผลยิ่งนับวันก็เริ่มลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ  และส่งกลิ่นเหม็นขึ้นทุกวัน  ช่วงแรก ๆ  สามีของเธอก็พาเธอไปทำแผลที่สถานีอนามัย แต่เมื่อนานเข้าเธอรู้ว่าตัวเองรักษาไม่หาย  ความท้อแท้สิ้นหวังในชีวิตดูเหมือนยิ่งไปเพิ่มความเจ็บปวดให้กับอาการของโรคมากยิ่งขึ้น  เธอเริ่มหมดหวังและหมดกำลังใจจึงไม่สนใจที่จะรักษาตัวเอง  และปล่อยให้แผลลุกลามจนติดเชื้อส่งกลิ่นเหม็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ   ญาติของเธอทนไม่ไหวจึงต้องพาเธอมาโรงพยาบาลอีกครั้ง  แพทย์สูตินรีเวช พยายามหาแนวทางรักษาเธอ โดยต่อส่งตัวเธอไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่  จำปีเล่าว่าเธอต้องนอนที่โรงพยาบาลนครเชียงใหม่นานประมาณ  2  เดือน  ได้รับการรักษาโดยการฉายแสง  15  ครั้ง   เคมีบำบัด  5  ครั้ง   หลังจากนั้นจำปีบอกว่าแผลของเธอตื้นขึ้น  เห็นได้จากมีเจ้าหน้าที่มาขอถ่ายรูปแผลเก็บไว้ทุกวัน  จำปีบอกว่าพยาบาลที่โน่นชมทุกวันว่าเธอเก่งมาก  เวลาทำแผลก็ไม่ร้องครวญครางเลย  เธออดทนเพราะต้องเดินทางมารักษาไกลบ้าน  มีความหวังที่แผลจะหายและกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว  ขณะที่รักษาตัวอยู่เชียงใหม่แพทย์ก็อนุญาตให้กลับบ้านเป็นระยะๆ  เธอมีสามีที่คอยอยู่เคียงข้างอยู่ตลอดเวลา  และต้องเดินทางไปกลับอยู่บ่อยๆ  นานเข้าเงินก็หมด  ครั้งสุดท้ายจึงตัดสินใจไม่ไปรักษาต่อ  จึงกลับมาอยู่ที่บ้านและไปทำแผลที่สถานีอนามัย  จนแผลของเธอก็เกิดภาวะแทรกซ้อนติดเชื้อมากขึ้นอีก  จึงกลับมารักษาที่โรงพยาบาล  เธอถูกหมอและพยาบาลดุว่าทำไมเธอไม่ไปรักษาที่เชียงใหม่  ทั้งๆที่แพทย์พยายามติดต่อให้เธอกลับไปรักษา  ทางหัวหน้าตึกของเราก็ได้ติดต่อสังคมสังเคราะห์เรื่องค่าใช้จ่าย ค่าเดินทางได้ครั้งละ สองพันบาททุก ๆ สามเดือนให้ แต่นั่นคงยังไม่เพียงพอสำหรับเธอและสามีในการเดินทาง ซึ่งทำให้เธอเองต้องตัดสินใจไม่ไปรักษาต่อ เนื่องจากไม่ต้องการให้สามี และครอบครัวต้องลำบากไปมากกว่านี้ซึ่งจะเห็นว่าบางครั้งเราเองมีความต้องการอยากให้ป่วยหาย จนมองข้ามเรื่องที่เป็นปัญหาหลักของผู้ป่วยไป

ช่วงหลังจำปีเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบ่อยครั้ง เนื่องจากมีเลือดออกจากแผลของเธอ จนทำให้อ่อนเพลีย และต้องเติมเลือด จนมีแรงดีขึ้นมาก็ได้กลับบ้านไปทำแผลต่อที่สถานีอนามัย แม้แผลของเธอก็ยังเหม็นอยู่ แต่แพทย์ก็ไม่รู้จะรักษาเธออย่างไร โดยก็บอกให้ทำแผลต่อไปเรื่อยๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เธอได้พบกับแพทย์เกือบทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นสูติ ,ศัลย์,ก็หมดหนทางเยียวยาเธอ แผลของเธอลุกลามมากขึ้น เหม็นมากขึ้นจนต้องเอาเธอไปนอนไว้เตียงแทรกให้ห่างจากผู้ป่วยคนอื่นๆ เพราะเวลาเปิดทำแผล มันช่างส่งกลิ่นตลบอบอวนไปทั่วๆห้อง จนผู้ป่วยคนอื่นๆ กุลีกุจอหาผ้ามาปิดจมูกกันทุกคน ไม่เว้นแต่พยาบาลที่ทำแผลให้ บางครั้งก็ต้องใส่ผ้าปิดจมูกถึงสองชั้นกัน เลยทีเดียว ทุกครั้งที่ทำแผลสีหน้าของเธอบ่งบอกว่าเจ็บปวดมาก บางครั้งปวดมากจนตัวสั่น แต่เธอก็ไม่เคยบ่นว่าปวดเลย กลับมีแต่คำพูดว่า “ขอบคุณหลาย ๆ”

มาถึงตรงนี้ดูเหมือนว่าหนทางเยียวยารักษา ของจำปีจะมืดมนไปทุกที คงต้องนอนทำแผลต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้แผลติดเชื้อและลุกลามไปมากกว่านี้ จนในที่สุดเธอก็อยู่ในความดูแลของแพทย์ท่านซึ่งเป็นแพทย์ทางเลือก เป็นโอกาสที่ดีอีกทางหนึ่งของเธอก็ว่าได้ ที่วันหนึ่งแพทย์คนนี้ก็ถือเอาขวดน้ำผึ้ง ส่งให้พยาบาลขณะทำแผลว่าลองเอาน้ำผึ้งเทใส่แผลไว้หลังเช็ดทำความสะอาดแผลเสร็จแล้ว เธอได้รับการทำแผลวันละ2 ครั้ง หลังจากนั้นภายในเวลา 1 สัปดาห์ กลิ่นจากแผลของเธอก็เริ่มลดลง จนพยาบาลทุกคนมีความเห็นเดียวกันว่าแผลของเธอเริ่มไม่ค่อยเหม็นแล้ว เธอรู้สึกดีขึ้นที่แผลเริ่มหายเหม็น และไม่เป็นที่รังเกียจของผู้ป่วยคนอื่นๆ ทำให้จำปีมีความความหวัง มีกำลังใจในการรักษาต่อ

ฉันถาม จำปี ถึงเหตุผลที่จำปีไม่ไปเชียงใหม่ เธอก็ตอบเช่นเคย ว่าเธอก็อยากไป อยากให้แผลหาย แต่ว่าไม่มีเงิน ถึงหาเงินไปได้ครั้งนี้  หมอนัดครั้งหน้าเธอก็หาเงินไปไม่ได้อยู่ดี มันก็ไม่ได้รักษาต่อเนื่อง และถ้าไปจริงไม่ใช่เธอคนเดียวที่ต้องใช้เงิน... ฉันนิ่งเงียบให้เธอได้ระบายความรู้สึก เธอบอกว่า สามีต้องนอนเช่าที่พักนอกโรงพยาบาล คืนละ 150 บาท ทุกๆคืน เพราะโรงพยาบาลที่โน่นไม่ให้ญาตินอนเฝ้าผู้ป่วย  จึงต้องขวนขวายหาที่พักเอง จึงไม่อยากจะรักษาอีกแล้ว ก็เลยไม่ไป... เธอพูดไปกับน้ำตาคลอๆ ฉันจึงกุมมือเธอไว้ …

เธอรู้ว่าโรคของเธอรักษาไม่หาย ทุกวันนี้เธอพยายามไม่คิดมากอะไรแล้ว ถ้าเครียดและคิดมากก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา มันคงเป็นเวรกรรมของเธอเองที่ทำบุญไว้ไม่มาก ฉันได้ให้กำลังใจและพูดคุยกับเธอ จากประสบการณ์ที่เคยดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมาระดับหนึ่ง ฉันนึกถึงเทปธรรมมะชุด ธรรมะสำหรับคนป่วย ซึ่งฉันเคยได้ยินผู้ป่วยฟังจนจำเนื้อหาได้ และผู้ป่วยมะเร็งที่ฟัง ก็ยอมรับสภาพ และอยู่กับความทุกข์จากโรคได้ดีขึ้น คิดว่าว่าคงไม่แปลกอะไรหากฉันจะมาสอนให้กำลังใจผู้ป่วยระยะสุดท้ายเช่นกัน ฉันจึงร่ายยาวว่า ความทุกข์มี 2 แบบ ทุกข์ใจ เกิดจากการสูญเสียของรัก ทุกกายเกิดจากความเจ็บปวดทรมาน ทุกคนเกิดมาล้วนมีทุกข์ จะทุกมาก ทุกข์น้อยก็อยู่ที่จิตกำหนด จิตที่ว่างไม่ใส่ใจกับสิ่งปรุงแต่งรอบข้างไม่ทนทุกข์กับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เพราะมันคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่จีรังยั่งยืน ไม่เที่ยงแท้ แน่นอน มีเกิด มีดับ แม้แต่ร่างกายก็ไม่ใช่ของเรา เมื่อตายไปก็ไม่สามารถเอาไปด้วยได้ มนุษย์เราเมื่อมีเกิด ก็มีแก่ มีเจ็บ และตายไปในที่สุด ไม่มีใครหนีพ้นความตายได้ พูดจบจำปีเธอก็ยกมือไหว้ฉันพร้อมน้ำตาคลอ ขอบคุณฉันที่ฉันให้กำลังและให้แนวคิดกับเธอ เธอบอกว่าซาบซึ้งที่ทุกคนพยายามรักษาเธอ และคอยให้กำลังใจทุกวัน เธอจะทำวันนี้ให้มีความสุข เธอบอกว่าแผลของเธอกลิ่นเหม็นลดลงอยากกลับไปนอนพักที่บ้าน พรุ่งนี้เธอก็คงจะได้กลับบ้านแล้ว ฉันรู้สึกดีที่เธอมีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป เธอยิ้มได้ ฉันคุยกับเธอล่วงเลยมาจนเย็นแล้วจึงขอตัวกลับ และพรุ่งนี้จะมาคุยด้วยใหม่

คล้อยหลังจำปี ฉันกลับมาคิดทบทวนชะตากรรมของจำปี   ชีวิตของคนที่หมดหวัง หมดหนทาง ก็เปรียบเสมือนตกอยู่ในความมืดจะไขว่คว้าหาทางออก ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นจุดไหน ซ้ำร้ายปัญหาอุปสรรคต่างๆก็คอยแต่จะทับถมซ้ำเติมไม่หยุดหย่อน จนหมดเรี่ยวแรงจะฮึดสู้ ชีวิตจึงไม่หวังอะไรมากไปกว่าแสงเทียนเล่มเล็กๆ ที่ส่องสว่าง นำทางพอช่วยให้เห็นทางออก ทางไปของชีวิตบ้าง แม้รอบๆ ความมืดยังคงปกคลุมเช่นเดิม…..

วันรุ่งขึ้นแพทย์ก็อนุญาตให้เธอกลับบ้านได้ แม้ครั้งนี้จำปีจะไม่ได้ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ แต่จำปีดูสดชื่นมีรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากดูมีความหวัง  ครั้งจำปีคงสัมผัสได้ถึงแสงสว่างอันน้อยนิดที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจว่าแผลของเธออาจหายดีได้ในสักวันหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ใช่วันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ตาม               

หมายเลขบันทึก: 342484เขียนเมื่อ 7 มีนาคม 2010 06:34 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 มิถุนายน 2012 10:45 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่าน


ความเห็น (5)

อนุโมทนาบุญกับการสร้างความสุขให้กับผู้ทุกข์ยาก เป็นกำลังใจให้ครับ

ดีใจที่ท่านอาจารย์มาแวะให้กำลังใจคนทำงาน Palliative care ค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น้อง Palliative care ward nurse (พวกเราบัญญัติเอง)เล่าเอง... ติดตามอีกมุมมองหนึ่งของระบบการดูแลได้ ที่นี่ นะคะ...

"สามีต้องนอนเช่าที่พักนอกโรงพยาบาล คืนละ 150 บาท ทุกๆคืน เพราะโรงพยาบาลที่โน่นไม่ให้ญาตินอนเฝ้า"...

สะท้อนใจคะ ว่าการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ทำไมเราต้องกันญาติจากคนไข้

วันนี้พี่ได้รับโทรศัพท์จากน้องพยาบาล รพ ปัว เชิญเป็นวิทยากร พี่ฟังชื่อไม่ชัด ฝากส่งรายละเอียดอีกทีนะคะ

ยินดีที่จะมีโอกาสไป ลปรร กับ APN รพ ปัวค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท