กลับจากไปแอ่ว(ที่จริงไปทำงาน)จังหวัดน่าน และลำปาง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว(ไป 15 วัน) ได้โรคภูมิแพ้กลับมาด้วย
ก่อนไปก็ได้ติดตามข่าวทราบว่าจังหวัดภาคเหนือทุกจังหวัด
มีหมอกควันเกินเกณฑ์มาตรฐาน
พอไปเห็นของจริงก็มีอาการหายใจไม่สะดวกทุกวัน จน 9 โมงเช้าแล้ว
ยังเห็นหมอกควันเต็มท้องฟ้า
ตื่นเช้ามาจะได้กลิ่นควันไฟเหม็นคลุ้งไปหมด บนโต๊ะ
เก้าอี้ที่ด้านนอกห้องพักมีเศษเถ้าถ่านใบไม้จากการเผาเต็มไปหมด
ขณะนั่งรถผ่านข้างถนนที่อยู่ชายป่า(รวมทุ่งนาด้วย)จะเห็นมีการเผาป่ากันตลอดเส้นทาง
โดยไม่มีใครไปดูแล
เอาของจริงเลย...
ตอนที่เรานั่งรถไปอำเภอแจ้ห่ม
จังหวัดลำปาง ผ่านแนวป่าห้วยหลวง เห็นป้าย
และสำนักงานหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลป.39(ห้วยหลวง)
และศูนย์ศึกษาธรรมชาติห้วยหลวง รณรงค์ให้ดูแลรักษาป่า
สองข้างทางที่ผ่านมา จะมีป้ายรณรงค์ห้ามเผาป่าปักไว้เป็นระยะๆ
และไฟก็ลุกโหมใกล้ๆกับป้ายเหล่านั้น (ผมถ่ายรูปไม่ทัน
ที่ถ่ายได้ก็ช่วงที่ไฟสงบแล้ว ) สรุปแล้ว
มีการเผาป่ากันไปตลอดแนว
ทนกันได้อย่างไร....ผมไปไม่กี่วันรู้สึกคับแค้นใจ
จนแทบจะระเบิด
ขณะที่ไปเป็นประธานติดตามการดำเนินงานตามโครงการไทยเข้มแข็ง(SP2) ของ
สพฐ.ทุกเขตพื้นที่การศึกษา ผมก็จะยกเรื่องนี้ขึ้นมา ให้
สพท.และชาวโรงเรียนตระหนักกันอย่างจริงจัง
(ที่จริงเจ้าเมืองแต่ละจังหวัดต้องนำเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญของจังหวัดแล้ว)
ไม่ใช่จัดกิจกรรมเพียงแค่ ทำผลผลิตจากกล่องนม
ก็ลากเข้าเรื่องลดภาวะโลกร้อน
ทั้งๆที่การเผาป่าเป็นเหตุการณ์วิกฤตใกล้ตัวอันเป็นภัยมหันต์กลับไม่ร่วมกันรณรงค์สร้างความตระหนักกันอย่างจริงจัง
ผมได้แนะนำไปว่า การประเมินการปฎิบัติงานตามกลยุทธ์
สพฐ. ที่จะประเมินประมาณเดือนสิงหาคมนี้ ในกลยุทธ์ที่ 1
จะมีจุดเน้นเรื่องกิจกรรมลดภาวะโลกร้อน ถ้า
สพท.ในจังหวัดภาคเหนือไม่มีกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมอย่างทั่วถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้(ตามบริบทของตนเอง)
ก็ไม่น่าจะบรรลุผลสำเร็จตามตัวบ่งชี้นี้
ที่จริงจะโทษชาวบ้านทั้งหมดก็คงไม่ถูกนัก
เพราะชาวบ้านเขามีวิถีชีวิตเยี่ยงนี้มานาน
เขาได้รับประโยชน์จากการเผาป่าโดยตรง คือการทำไร่เลื่อนลอย
และเมื่อฝนตก จะได้หน่อไม้ ผักหวาน เห็ด ฯลฯ
เขาไม่ได้คิดถึงผลกระทบอื่นตามมา
ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆจะต้องร่วมกันสร้างความรู้ความเข้าใจให้เขา
เกิดความตระหนัก
และแนะนำหรือนำร่องเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าแต่สามารถมีรายได้ดีกว่าที่เป็นอยู่
เช่นที่จังหวัดน่าน เริ่มมีการปลูกยางพารา
และระหว่างต้นยางก็สามารถปลูกพืชล้มลุกหรือพืชอื่นๆให้ได้เก็บกิน(ขาย)ระหว่างปีไปด้วย
เป็นต้น
ถ้าหน่วยงานต่างๆคิดอะไรไม่ออกก็หันไปดูโครงการในพระราชดำริที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินท่านรณรงค์แก้ปัญหาการปลูกฝิ่น
การตัดไม้ทำลายป่าของชาวเขา
ในหลายพื้นที่ที่ได้ผลมาแล้วก็ได้
ขณะที่ผมไปเยี่ยมโรงเรียนชุมชนบ้านสา อำเภอแจ้ห่ม
ซึ่งมีประธานกรรมการสถานศึกษา
(ผู้ใหญ่ทวีศักดิ์)
และประธานสภาเทศบาลตำบลบ้านสา(คุณณรงค์)
มาให้การต้อนรับด้วย พอผมนำเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ
ทั้งสองท่านก็ให้ข้อมูลกับผมว่า
“...ที่เห็นเผาป่าข้างถนนนั้น
ไม่ใช่ฝีมือชาวบ้านหรอก แต่เป็นเจ้าหน้าที่...เขาเผาเอง
เพราะเขาไม่ต้องเสียเวลาไปถางทำความสะอาด...”
ผมฟังแล้วถึงกับเป็นงง...
ก็เผาป่ากันมโหฬารอย่างงี้...จะไม่ให้โลกร้อนได้อย่างไร?
ที่เห็นเผาป่าข้างถนนนั้น ไม่ใช่ฝีมือชาวบ้านหรอก แต่เป็นเจ้าหน้าที่...เขาเผาเอง เพราะเขาไม่ต้องเสียเวลาไปถางทำความสะอาด
สวัสดีค่ะอาจารย์ธเนศ สบายดีนะคะ ว่าแล้วหายเงียบไปนานหลาย
เคยผ่านไปทางเหนือ อิสานเค้าบอกว่า เผาปาต้องการยึดพื้นที่ค่ะ ไม่แน่ใจว่าข้อเท็จจริงอย่างไร นะคะ ... เห็นด้วยว่าทางรัฐ ต้องปชส. กันอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลาค่ะ
เมื่ออาทิตย์ก่อน ลงไปเกาะทางใต้ ก็เห็นผืนป่าที่เคยเขียวขจี กลับดำเป็นตอตะโก และมีร่องรอยไฟป่า พร้อมๆ กันสองแห่งค่ะ หากแต่ที่นี่ ไฟป่าจริงๆ ค่ะ
สวนแถวบ้านใต้ ก็มีไฟป่า หนึ่งแห่ง ... ส่วนใหญ่เค้าจะทำแนวกันไฟไว้แล้วคะ ไม่งั้นสวนยาง จะเสียหายหลาย ไม่คุ้มกันค่ะ ... ชุมชนต้องช่วยเป็นหูเป็นตากันไว้ค่ะ
เดี๋ยวนี้ทุกภาคในประเทศไทยชอบเผาป่า เผาไร่ นา สวน ด้วยความเชื่อ และประโยชน์ส่วนตนเฉพาะหน้า เราจะช่วยกันสร้างความเข้าใจกันให้เกิดความตระหนักเรื่องนี้อย่างไรดี ผมคิดว่าหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดขณะนี้คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. อบต. เทศบาล ฯลฯ ถ้านำหน้ารณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้มากทีเดียว
แต่ผมยังเห็นชาวนาเผาฟางหลังเก็บเกี่ยวอยู่เป็นประจำในพื้นที่ใกล้ๆกับ อบต.ในหมู่บ้านที่ผมอยู่ ไม่เห็น อบต.จะว่าอะไรนี่...ผมไปคุยกับเขาดีดี เขาก็ได้แต่ยิ้มๆ อาจเห็นผมเป็นตัวตลกก็ได้
สวัสดีค่ะ