ใครควรจะรับประทานข้าวโพดบ้าง นพ.กฤษดา กล่าวว่าวัยเด็กเพราะจะช่วยสร้างเซลล์ประสาทที่จอตา รวมถึงคนที่ใช้สายตาเยอะนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ หรือโดนแดด ควันและฝุ่นเยอะ จอประสาทตาอาจจะเสื่อมง่าย
พบข้าวโพดต้มสุกต้านมะเร็งได้
โดยนพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุวัฒน์นานาชาติ ได้กล่าวว่า มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ ตีพิมพ์ในวารสารการเกษตรและโภชนเคมี โดยสมาคมเคมีอเมริกันได้พบว่า ในการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่างกัน 10 นาที 25 นาทีและ50 นาที พบว่ายิ่งต้มนานจะทำให้มันมีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือต้านมะเร็ง จาก22 เปอร์เซ็นต์ 44 เปอร์เซ็นต์ และ53 เปอร์เซ็นตามลำดับ
สารต้านอนุมูลอิสระในข้าวโพด คือกรดเฟอรูริก กรดชนิดนี้จะอยู่ตามผนังเซลล์ของข้าวโพดดิบ กรดเฟอรูริกตัวต้านมะเร็ง จะไม่ค่อยออกมา แต่พอเอาไปต้มหรือย่าง กรดเฟอรูริกจะออกมามากขึ้น เพราะผนังเซลล์ถูกความร้อนสลายไป จะช่วยปลดปล่อยกรดเฟอรูริกต้านมะเร็งออกมาได้เยอะขึ้น
การต้มข้าวโพดนานๆข้อดีคือปลดปล่อยสารต้านมะเร็งออกมามาก ทำให้แป้งที่ไม่ย่อยกลายเป็นแป้งที่ย่อยได้ดีขึ้น แต่ถ้าต้มนานจนเกินไปอาจทำให้ข้าวโพดเหลือแต่ไฟเบอร์
นอกจากนี้ข้าวโพดยังมีสารเหลืองที่เป็นของดีคือสารต้านอนุมูลอิสรกลุ่มลูทีนและซีเซนทีน จะช่วยชะลอปัญหา จอประสาทตาเสื่อมหรือตาบอดจากจอตาเสื่อม
กรดฟูรูริกเป็นของดี นอกจากข้าวโพดแล้วยังมีในธัญพืชอื่นเช่นข้าว ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต เมล็ดกาแฟ ถั่วลิสง แอปเปิล ส้ม อาติโช้คและสับปะรดด้วย
นพ.กฤฏดายังได้อธิบายต่ออิ่กว่า ข้าวโพดที่เรานำมารับประทานนั้น ในข้าวโพดอ่อน จะมีแป้ง กาก และสารต้านอนุมูลอิสระ สำหรับข้าวโพดดิบๆ ไม่ควรรับประทานเพราะจะมีแป้งที่ไม่ย่อย ถ้ารับประทานเข้าไป จะทำให้ท้องอืด แป้งดังกล่าวจะไปหมักต่อในท้อง ข้าวโพดต้มหรือย่าง จะต่างกับข้าวโพดดิบแป้งที่ไม่ย่อยจะถูกย่อยง่ายขึ้น โดยเฉพาะข้าวโพดหวานบ้านเราดีที่สุด นอกจากนี้ข้าวโพดที่กำลังงอก เหมือนมีต้นอ่อนอยู่ในต้นข้าวโพด จะมีสารก้าบ้าเหมือนข้าวกล้องงอกมีประโยชน์ต่อสมอง
สีของข้าวโพดที่แตกต่างกันตามสายพันธุ์ก็มีส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง สีเหลืองอ่อน สีม่วงดำ ก็ตามแต่ใครจะชอบ แต่ที่อยากจะแนะนำคือ ให้รับประทานข้าวโพดสีค่อนข้างเข้ม เช่นสีเหลืองเข้ม จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ กลุ่มลูทีน และซีเซนทีน เยอะ ส่วนสีดำหรือสีม่วงเข้มเพราะจะมีสารโอพีซีเหมือนสารสกัดในเมล็ดองุ่น
ใครควรจะรับประทานข้าวโพดบ้าง นพ.กฤษดา กล่าวว่าวัยเด็กเพราะจะช่วยสร้างเซลล์ประสาทที่จอตา รวมถึงคนที่ใช้สายตาเยอะนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ หรือโดนแดด ควันและฝุ่นเยอะ จอประสาทตาอาจจะเสื่อมง่าย
นอกจากนี้ใครเป็นมะเร็ง หรือเป็นโรคอัลไซเมอร์ก็ควรรับประทานเพราะจะมีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะ ส่วนคนที่ไม่ควรรับประทานข้าวโพคือผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาท้องอืดบ่อยหรือลำไส้ย่อยยาก รวมถึงคนที่ผ่าตัดช่องท้องมาใหม่ๆ เพราะจะทำให้ท้องอืดง่าย
ถ้าเป็นข้าวโพดคั่วควรจะรับประทานหรือไม่ นพ.กฤษดากล่าวว่า อันนี้ก็ดีเพราะข้าวโพดคั่วจะมีสารต้านออนุมูลอิสระกลุ่มฟีในลิกคือในข้าวโพดคั่วจะเสียตัวธาตุเหลืองไปหมด แต่จะมีสารฟีในลิกมาแทนที่ แต่คนไทยอาจจะไม่ชอบเพราะฝืดคอ
ส่วนที่มีหลายคนสงสัยว่า ควรจะรับประทานข้าวโพดถี่แค่ไหน นั้น นพ.กฤษดา บอกว่า ก็ให้สลับกันไปเช่นในวันนี้รับประทานข้าวโพดอ่อน วันต่อมาอาจจะทานข้าวโพดหวานต้ม หรือย่าง ทั้งนี้การรับประทานมากหรือถี่จนเกินไปอาจจะทำให้ได้แป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก ทำให้อ้วนได้เช่นกัน
ทำไมบางคนกินข้าวโพดที่ต้มสุกแล้ว แต่ยังมีปัญหาท้องอืด นพ.กฤษดา กล่าวว่า เนื่องจากลำไส้บางคนจะไวต่อแป้งบางตัวในข้าวโพดก็เลยเกิดอาการท้องอืด ดังนั้นวิธีแก้ คือก่อนนำข้าวโพดไปต้มควรแช่น้ำค้างคืนไว้หรือไม่มีเวลาก็ต้มให้นานที่สุด
แหล่งข้อมูล; เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 มีค.53หน้า 6
สวัสดีค่ะ
ช่วงนี้ทานเกือบทุกวัน และนำหนวดมาต้มดื่มด้วยมีประโยชน์มากมาย เช่นลดน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวาน ฯ เป็นอาหารที่หาทานง่าย มีลงข้อมูลในหนังสือพิมพ์ อย่างนี้ก็ดีมากค่ะประชาชาชนได้ทราบข้อมูล ประโยชน์มากขึ้นแต่ก็มีส่วนน้อยที่จะได้อ่านหนังสือพิมพ์ หรือในบันทึกนี้ น่าจะมีการบอกกล่าวหลายๆวิธีให้มากกว่านี้ นะคะ ขอบคุณมากค่ะ
ของโปรดเลยค่ะ
ถ้าต้านมะเร็งได้ คงโชคดีที่ชอบทานมาก ๆ
ซื้อทานวันเว้นวันเลยค่ะ
สวัสดีค่ะคุณพี่เขียวมรกต สบายดีนะคะ หายไปนานแต่ยังจำได้ค่ะ
เพิ่งกินข้าวโพดต้มเลยค่ะ หวานๆ ธรรมชาติ ไม่ต้องใส่น้ำตาล เลยค่ะ
ขอบคุณความรู้ใหม่นะคะ มีความสุขกับธรรมชาติแวดล้อม จะรออ่าน ค่ะ
สวัสดีครับ
ขอบคุณ "หมอเกษตร" ที่นำความรู้เรื่องข้าวโพด มาเล่าสู่กันฟัง