ในมุมมองของ Health Professional คนหนึ่ง เมื่อได้รับบริการเองแล้ว ทำให้เราเข้าใจถึงแรงกดดันที่ผู้ป่วยได้รับมากขึ้น

ผมเคยสอนรุ่นน้องเด็กๆ ที่ไม่เคยสัมผัสชีวิตของโรงพยาบาลชุมชนไว้หลายครั้งว่า "จริงอยู่ การที่มีระบบประกันสุขภาพที่ดีขึ้น จะช่วยให้โรงพยาบาลดูแลผู้ป่วยได้ดี แต่ไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยจะเข้าถึงการรักษาได้ดี" เชื่อว่าคนที่อยู่ในระบบสุขภาพโดยเฉพาะของรัฐนั้น คงจะเข้าใจได้ไม่ยาก

เพราะกว่าที่คนไข้ 1 คนจะมารักษาที่โรงพยาบาลได้นั้น ต้นทุนที่ผู้ป่วยเสียไม่ได้มีเพียงค่ายาหรือค่าแพทย์เท่านั้น ต้นทุนทางตรงที่ผู้ป่วยต้องจ่ายนอกเหนือจากนี้เอย่างค่าเดินทาง อาจจะทำให้ผู้ป่วยต้องเสียเงินมากกว่าการเสียค่ายานับร้อยเท่า เมื่อรวมกับต้นทุนทางอ้อมอื่นๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าข้าวปลาอาหาร ค่าเสียโอกาสในการทำมาหากิน หลายๆ คนคงประเมินค่าใช้จ่ายแล้วส่ายหัวว่า เราคงไม่สามารถมารักษาได้แน่ๆ เลย

นี่คือประเด็นสำคัญ ที่ทำให้ระบบสุขภาพนั้น จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างเสริมสุขภาพอย่างเป็นระบบ แต่ที่น่าตกใจก็คือว่า ในหลายๆ ครั้ง บุคลากรในโรงพยาบาลเอง กลับไม่เข้าใจเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพดีนัก บ้างก็มองไปถึงการนำเต้นแอโรบิก บ้างก็มองถึงการเลิกบุหรี่ ทั้งๆ ที่ปัญหาหลายๆ อย่าง วางอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน

เราจะข้ามประเด็นนี้ไป

วัน นี้มีโอกาสได้ไปรับบริการทางการแพทย์จากโรงพยาบาลรัฐกลางกรุงแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่าการรักษาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ใช้บริการอย่างเต็ม ระบบ ตั้งแต่ ER IPD กลับมา Follow Up อีกสองครั้ง

ในมุมมองของ Health Professional คนหนึ่ง เมื่อได้รับบริการเองแล้ว ทำให้เราเข้าใจถึงแรงกดดันที่ผู้ป่วยได้รับมากขึ้น ประเด็นแรกคือการรอคอยพบแพทย์นั้น ใช้เวลานานกว่าที่ผมเคยคิดไว้อีก

จริงๆ เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าเวลาการรออาจจะต้องใช้ 3-4 ชั่วโมง ในโรงพยาบาลระดับนี้ ไม่นับกระบวนการที่หลังจากพบแพทย์แล้ว ถ้าเทียบกับระดับที่คนทั่วไปอดทนในการรอได้ 2-3 ชั่วโมงนั้น มันย่อมสุดที่จะห้ามใจไม่ให้หงุดหงิดได้ เพระของผมเอง ก็ปาไป 5 ชั่วโมงในการรอพบแพทย์

ส่วนประเด็นที่สองที่ผมคิดคือ กระบวนการรวมหลังจากออกมาจากห้องตรวจแล้ว ทำอย่างไร ถึงจะรอน้อยที่สุด

ปัญหาระยะเวลาการรอคอยของผู้รับบริการสำหรับผมนั้นจึงมองใน 2 มุมที่สำคัญคือ

  1.  สภาวะร่างกายของผู้รับบริการ - หากตอนนั้นร่างกายพร้อมที่จะรอได้ เช่น เป็นหวัดตัวร้อน ฯลฯ ปัญหาเรื่องเวลาการรอคอยจะน้อยลง แต่หากเป็นสภาพเดียวกับผม ที่มีกระดูกหักบริเวณสะโพก ทำให้นั่งหรือยืนนานไม่ได้ ก็คงต้องลำบาก
  2. ความคุ้มค่ากับทรัพยากรของผู้รับบริการ - ถ้าคุณแค่เจ็บเล็บขบ แต่ต้องมานั่งรอหมออยู่ 3 ชั่วโมงเพื่อสะกิดหนองออก แล้วให้ยาฆ่าเชื้อ ผู้รับบริการกลุ่มหนึ่งอาจจะมองว่าไม่คุ้มค่า เพราะในการบริการระดับนี้ สามารถทำได้ภายในเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 2 นาทีด้วยซ้ำ การเสียเวลาถึง 3 ชั่วโมงจึงออกจะฟุ่มเฟือยไปเสียหน่อย หรือการที่ผู้มารับบริการนั้น ต้องเดินทาง 4-5 ชั่วโมง เสียค่ารถเป็นพันบาท เพื่อมาเพียงแค่รับยาต่อในโรคเรื้อรังโดยที่แพทย์ไม่มีโอกาสได้ตรวจ ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องเอากลับมาคิดอีกครั้ง

เมื่อมองในมุมกลับแล้ว เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การปรับระบบบริการ หากยึด Patient Center จริง แค่สองมุมนี้ ก็ครอบคลุมมากพอที่จะดำเนินการได้แล้ว

แต่การแก้ปัญหาหละ...