เช้าวันอังคารที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๓  

หนูมาถึงหมอชิตประมาณตีสี่กว่า ๆ รู้สึกเพลีย ๆ ค่ะครูงีบไปตื่นมารีบอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน วันนี้พี่ที่ทำงานเก่าจะมาขอพักด้วย ท่านจึงโทรมาบอกตอนเช้า ๆ พอไปถึงที่ทำงานวันนี้แต่ละคนเร่งรีบทำงาน เครื่องจึงไม่ว่างหนูจึงได้ถอยตนเองมานั่งเขียนรายงานและทำงานอย่างอื่นที่ไม่ต้องใช้เครื่อง การได้หยุดสำรวจงานตนเอง ทำให้หนูเห็นว่า มีจุดบกพร่องหลายอย่างที่ต้องเร่งรีบแก้ไข งานยังดีได้อีก เวลาตอนนี้ก็เหลืออยู่อย่างจำกัด คำถามที่เกิดขึ้นกับตนเองตอนนี้คือ ทำอย่างไรจึงจะทำงานให้ดีที่สุดกับข้อจำกัดของเวลาที่มี พอได้สำรวจงานตนเองอย่าถี่ถ้วนมันดีจังเลยนะคะครู ขนาดหนูได้รับการเตือนและฝึกฝนจากครู หนูก็ยังถล่ำกระโจมไปทำงานแบบขาดการประเมินอยู่ พอลงไปคลุกกับงานก็หลงลืมการหยุดมองเหมือนมองงานคนอื่น

พอเที่ยง ๆ ไปหาอะไรทานที่กรมอนามัย บ่าย ๆ ก็มานั่งทำงานต่อดูเหมือนว่าปัญหาอยู่ที่ความไม่ชำนาญในการใช้ปากกาของหนู ลองพยายามปรับแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผลงานที่ออกมาดูน่าพึงพอใจ ส่วนหนึ่งก็คือ ฝีมือ ส่วนหนึ่งก็คือ อุปกรณ์ หนูลองเรียบ ๆ เคียง ๆ เช็คราคาปากกาประมาณสามร้อยกว่า ๆ หนูอาจจะต้องลองซื้อมาเพื่อฝึกฝนตนเอง

เย็น ๆ พี่ที่ทำงานมาถึงหนูจึงรีบกลับหอ พอไปถึงช่วยพี่เขาขนของแล้วก็ไปหาอะไรทานกันที่โลตัสแคราย ครูค่ะหนูพยายามระลึกกับตนเองว่า “คนที่อยู่ตรงหน้าคือคนสำคัญที่สุด” แต่ในใจก็แว๊บนึกถึงกิจกรรมประจำวันที่ตนเองต้องทำ หนูไม่ได้ลืมแต่ก็น้อมรับทุกสิ่งทุกอย่าง การที่พี่เขาให้โอกาสหนูได้รับรองเป็นโอกาสที่ดีในการฝึกฝนตนเอง ในความน่ารักของพี่เขาจึงพยายามเลี้ยงข้าวเย็นหนู จึงลงตัวที่ร้านยำแซ่บทานกันง่าย ๆ สบาย ๆ พรางเล่าเรื่องความเป็นไปในที่ทำงานเก่า ดูจะเปลี่ยนแปลงไปมากเหมือนกันค่ะ แต่ก็ดูจะเปลี่ยนไปในด้านดี ๆ

เราเดินย่อยอาหารกันต่อในห้าง ครูค่ะใจหนูไม่ค่อยชอบอืมอาจจะมีความอึดอัดกับการต้องเดินห้าง ยอมรับนะคะว่าหายใจฝืด แต่ก็เดินเรื่อย ๆ เป็นเพื่อนพี่เขาประมาณทุ่มกว่า ๆ เราก็กลับ พอมาถึงห้องอาบน้ำแต่งตัว หนูใจหนูอยากทำกิจวัตรตนเองแล้วก็นึกถึงคำที่ครูบอกไว้ว่า

“ตอนที่อยู่กับคนอื่นก็ใช้ชีวิตปกติ มีอะไรให้ทำก็ทำไป”

ใจหนูอยากสวดมนต์ แต่เราก็คุยกันเรื่อย ๆ แม้ใจหนูจะคิด แต่ก็ก็รู้สึกได้ว่าใจหนูสบาย ๆ ไม่ได้แสดงอาการหงุดหงิด หรืออึดอัดอะไรออกไปค่ะ พี่เขาก็สบาย ๆ แล้วพอพี่เขาเล่าให้ฟังว่าลูกชายอยากจะบวช คงบวชวัดแถว ๆ บ้านหนูรู้สึกดีมากเคยค่ะครู อนุโมทนาบุญด้วย ว่าง ๆ หนูจึงเปิดรายการเจาะใจที่เขาสัมภาษณ์อาจารย์วรภัทร์ให้พี่เขาดู ฟังไปก็เบิกบาน ก็ขำ ๆ แบบมีสาระค่ะ พอดึก ๆ พี่เขาก็หลับไป หนูจึงค่อย ๆ ปิดเสียงแล้วก็มานั่งถอดบทเรียนเขียนจดหมายย้อนหลังถึงครู พอได้รับการตอบความคิดเห็น ว่าวิถีที่ทำอยู่นั่นดีแล้วให้ทำต่อไป หนูน้ำตาร่วงเลยค่ะ แล้วรู้สึกขอบพระคุณมาก ๆ เหมือนได้รับกำลังใจที่เป็นพลังเเห่งความเมตตาอันยิ่งใหญ่ หนูอ่านทวนจดหมายฉบับนั้นซ้ำอีกหลายรอบ เพื่อให้เรียนรู้ว่า วิถีนี้แหละ คือการ "ภาวนา" พอง่วงจัด ๆ จึงนั่งลงสวดมนต์แล้วก็เข้านอน

 

ศีล

ข้อ ๑ วันนี้หนูใช้ร่างกายตนเองหนักอยู่ค่ะครู แต่ตอนที่เพลีย ๆ ก็ได้ลมหายใจเป็นที่อิง หนูหงุดหงิดน้อยลง ใจเบาขึ้นแม้จะไม่ได้ชอบการอยู่กับคนอื่น แต่ก็รู้สึกได้ว่าหนูอยู่กับผู้อื่นได้อย่างใจเบาขึ้น

ข้อ ๒ หนูทำลายของรักใครไหม ไม่นะคะครู ศีลข้อนี้ทำให้หนูนึกขึ้นมาอีกอย่างว่า วัน ๆ หนึ่งหนูควรจะฝึกให้ตนเองได้ทำทาน ให้ทำเป็นกิจวัตรเพื่อสั่งสมบารมีข้อนี้ให้มีให้เกิดขึ้น

ข้อ ๓ หนูดูจะคลุกอยู่กับงานและตนเองตลอดวัน เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสได้คิดเรื่องนี้ค่ะ

ข้อ ๔ หนูทำกิจวัตรที่ตั้งใจกับตนเองได้ไม่ครบถ้วน แต่ก็พยายามซื่อตรงกับตนเองและทำให้ดีที่สุดค่ะ

ข้อ ๕ หนูไม่ดื่มเหล้า วันนี้ลมหายใจเป็นที่พึ่งของใจที่เหนื่อยล้าของหนูเลยค่ะครู หนูไม่ได้อยู่กับลมหายใจได้ทุกขณะ แต่ว่าพอเหนื่อยล้าหนูจะวกมาอยู่ที่ลมหายใจ แล้วหนูก็รู้สึกได้ว่า ดีจังเลยขอบพระคุณนะคะครูที่ช่วยให้หนูมีที่ชาร์ทพลังในตนเอง