การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองประเทศญี่ปุ่นสมัยเมจิ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองประเทศญี่ปุ่นสมัยเมจิ 

 

1.กระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่กับการเมือง

               วิวัฒนาการทางการเมืองของญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง กระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่ของญี่ปุ่นในแง่มุมต่างๆ คำว่า " กระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่ " ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า modernization นั้น เป็นแนวคิดที่นักสังคมศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างยอมรับและใช้กันมากขึ้นทุกขณะ โดยหมายถึงการเปลี่ยนแปลงรูปอย่างขนานใหญ่ ซึ่งเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกที่ยุโรปตะวันตกจนสิ้นสุดสมัยกลาง และแพร่ขยายไปสู่ประเทศต่างๆทั่วโลกในเวลาต่อมา " กระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่ " ยังเป็นแนวความคิดที่มีปัญหาและโต้เถียงกันมาก เช่นเดียวกับแนวความคิดอื่นๆในอดีตที่อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่มีความหมายกว้างขวาง ดังเช่น " ลัทธิฟิวดัล "  " สมัยรุ่งเรือง " ( The Enlightnment ) " การปฏิวัติอุตสาหกรรม " หรือ  " ลัทธิชาตินิยม  " เป็นต้น แนวความคิดเหล่านี้ยังต้องมีการแก้ไขให้รัดกุมยิ่งขึ้น

                กระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่ หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และวัฒนธรรมในระยะยาว ซึ่งสมาชิกในสังคมที่กำลังเปลี่ยนไปนั้นยอมรับว่ามีคุณประโยชน์หลีกเลี่ยงมิได้ หรือเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา เพราะฉะนั้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่ จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในแง่ต่างๆ

                กระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่ในฐานะเป็นแนวความคิดเชิงประวัติศาสตร์นั้น ประกอบขึ้นด้วยการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น การเปลี่ยนสภาพเศรษฐกิจของสังคมเกษตรกรรมไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม หรือการเปลี่ยนแนวความคิดแบบศาสนามาเป็นแบบทางโลก

                แทบทุกประเทศในโลกปัจจุบันซึ่งรวมถึงประเทศที่ปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ต่างมีการปกครองแบบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญ สิ่งดังกล่าวเป็นเพียงการยอมรับระเบียบประเพณีที่ถือเป็นเกียรติภูมิทางการเมือง-เศรษฐกิจ-วัฒนธรรมของตะวันตกเท่านั้น สังคมสมัยใหม่ไม่มีสังคมใดที่มีลักษณะทางการเมืองเหมือนกันทุกอย่าง กระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่โดยทั่วไปเริ่มต้นที่ อัตตาธิปไตย ( autocracy ) หรือ อภิชนาธิปไตย ( oligarchy ) แล้วก้าวไปเป็นสังคมมวลชน เป็นสังคมประชาธิปไตยหรือสังคมเผด็จการ แต่ไม่ว่าจะเป็นระบอบใด จุดเด่นของรัฐสมัยใหม่จะอยู่ที่การขยายหน้าที่และความต้องการของรัฐออกไปอย่างกว้างขวาง ในขณะเดียวกันหน้าที่พลเมืองก็จะออกมาในรูปของความจงรักภักดีแบบใหม่ คือ มีการเสียภาษี และการเกณฑ์ทหารป้องกันประเทศ

                กระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในขนาดของหน่วยการเมืองที่เหมาะสม ในสมัยก่อนประชาชนในอาณาจักรมีมากมายหลายเผ่าเกินกว่าที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่ได้ แต่นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา กระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่มีความสัมพันธ์กับลัทธิชาตินิยม สังคมในปัจจุบันและเทคโนโลยีในอนาคตมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป คนสมัยใหม่เข้าร่วมองค์การทางการเมืองหรือสนับสนุนกลุ่มการเมืองเพื่อจุดหมายเฉพาะและผลประโยชน์ทางวัตถุ แม้แต่ในกรณีของลัทธิจารีตนิยมก็ยังแปลความออกมาในลักษณะเครื่องใช้เครื่องมือและอัตถประโยชน์ วิญญาณชองการเมืองสมัยใหม่จึงเป็นแบบทางโลกและเน้นของจริงและเทคนิคที่ใช้กันมากคือ การต่อรอง

                สภาพการเมืองสมัยใหม่ มีลักษณะดังนี้

                1. องค์การปกครองมีการแบ่งแยกหน่วยงานให้เห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจนและมีหน้าที่ที่เป็นระบบและเฉพาะเจาะจง

                2. โครงสร้างทางการปกครองมีระดับของการบูรณาการสูง

                3. กระบวนการตัดสินใจทางการเมืองใช้หลักเหตุผลและเป็นแบบโลกธรรม

                4. การตัดสินใจทางการเมืองและการบริหาร ครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพสูง

                5. ประชาชนมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางประวัติศาสตร์ อาณาเขต และเอกลักษณ์ของความเป็นรัฐ

                6. ประชาชนมีความสนใจและเข้าเกี่ยวข้องกับระบบการเมืองอย่างกว้างขวาง แต่ไม่จำเป็นต้องเข้ามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

                7. การแบ่งสรรบทบาททางการเมืองเป็นไปตามความสามารถ ไม่ใช่แบ่งสรรกันโดยชาติกำเนิด

                8. เทคนิคทางด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความยุติธรรมเป็นแบบทางโลกและใช้ระบบกฎหมายสากล

 

2. สภาพทั่วไปของการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่ 

 

                โดยประวัติศาสตร์ทางการเมือง กระบวนการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่เริ่มขึ้นที่ยุโรปตะวันตกและยุโรปตอนกลางในศตวรรษที่ 15 และ 16 จากนั้นก็แพร่กระจายไปสู่ประเทศต่างๆ ในฐานะประเทศที่มีเทคโนโลยีที่สูงกว่าและเหนือกว่าทางด้านเศรษฐกิจ การทหารและแสนยานุภาพทางการเมือง และในฐานะที่เป็นประเทศที่มีความเป็นสมัยใหม่กว่า กล่าวโดยสรุป การแพร่กระจายของการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสมัยใหม่ดำเนินไปใน 3 รูปแบบ คือ

                1. โดยการอพยพไปตั้งถิ่นฐานในอาณานิคมของชาวยุโรป เช่น ในสหรัฐอเมริกาเหนือ ออสเตรีย แลนิวซีแลนด์

                2. โดยการก่อตั้งการปกครองอาณานิคมของชาวยุโรปในพื้นที่ต่างๆ เช่น แอฟริกาเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และลาตินอเมริกา

                3. โดยการข่มขู่ที่จะรุกรานหรือเข้าครอบครองประเทศของชาวยุโรป เช่น ในกรณีของรุสเซีย จีน ญี่ปุ่น ตุรกี อิหร่าน และไทย แต่ละประเทศเหล่านี้ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมและเอกลักษณ์ทางการเมืองของตน

                ในบรรดาประเทศเหล่านี้ แรงกระตุ้นประการแรกที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นสมัยใหม่มาขากจิตสำนึกของผู้ปกครองหรือชนชั้นนำของประเทศนั้นในอันที่จะธำรงรักษาอำนาจการปกครองและประเพณีเดิมของตนไว้และต่อต้านการรุกรานทางทหารของตะวันตก ในรุสเซียจิตสำนึกดังกล่าวเกิดขึ้นในตอนเริ่มต้นของศตวรรษที่ 18 ในญี่ปุ่นแผนป้องกันประเทศด้วยการเปลี่ยนประเทศให้เป็นสมัยใหม่ เริ่มขึ้นเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 กล่าวคือ เริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1868 ซึ่งเรียกว่าการฟื้นฟูเมจิ

 

สภาพทั่วไปของญี่ปุ่น 

 

1. การสร้างชาติของญี่ปุ่นในระยะแรกผลงานของสามวีรบุรุษ ( ค.ศ. 1560-1616 )* 

 

                ความสับสนอันเนื่องมาจากสงครามกลางเมืองในญี่ปุ่นในสมัยกลาง ระหว่างกลุ่มต่างๆเป็นเวลาช้านานนั้นยุติลงเพราะความสามารถของวีรบุรุษผู้มีชื่อเสียง 3 ท่าน คือ โนบูนางะ ฮิเดโยชิ และอิเอยาสุ นโยบายทั่วไปที่มีลักษณะแตกต่างกันของทั้ง 3 ท่านนี้สรุปได้จากคำชวัญที่ว่า

                โนบูนางะ - ถ้านกทั้งหลายไม่ยอมร้องเพลง ฉันจะฆ่ามันให้หมด

                ฮิเดโยชิ - ถ้านกทั้งหลายไม่ยอมร้องเพลง ฉันจะสอนให้มันร้องให้ได้

                อิเอยาสุ - ถ้านกทั้งหลายไม่ยอมร้องเพลง ฉันจะเฝ้ารอคอยให้มันร้องเอง

                สำหรับโนบูนางะและฮิเดโยชิ มีความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวและทะเยอทะยานอย่างสูง ทั้งสองมิได้เป็นเจ้าที่ดินหรือไดเมียวที่ยิ่งใหญ่แต่อย่างใด โนบูนางะนั้นถือกำเนิดในครอบครัวเจ้าที่ดินเล็กๆ ส่วนฮิเดโยชิ ซึ่งหาตัวจับยากในด้านการเมืองของญี่ปุ่นนั้น ถือกำเนิดจากครอบครัวชาวนาที่เป็นเพียงบุคคลธรรมดา และมีตำแหน่งตำกว่า ซามูไร เสียอีก ทายาททางการเมืองและการสงครามของทั้งสอง คือ อิเอยาสุ ผู้วางรากฐานความเป็นอยู่ให้แก่ญี่ปุ่นซึ่งดำเนินไปได้เกือบ 300 ปี

 

1.     โอดะ โนบูนางะ 

ผู้นำในการรวมชาติญี่ปุ่นคนแรก กำเนิดในครอบครัวที่เป็นผู้ดูแลที่ดินให้แก่ขุนนางผู้เป็นเจ้าของที่ดินต่างๆ แห่งแคว้นโอวาริ ครอบครัวโอดะค่อยๆสร้างชื่อเสียงและไม่ช้าก็สามารถซื้อตำแหน่ง เกียรติยศมาได้จากองค์จักรพรรดิผู้ยากจน เขาได้ปราบปรามผู้ต่อต้านอำนาจของเขาจนเกิดสงครามท้องถิ่นขึ้น โนบูนางะเข้าต่อสู้แบบเผชิญหน้าด้วยอย่างไม่ครั่นคร้ามและลูกน้องของโนบูนางะคนหนึ่งก็สามารถตัดศีรษะอิมางาวะได้ ซึ่งทำให้เขามีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น เพราะถือเป็นจุดผันแปรของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

จนมาถึงตอนนี้ โนบูนางะยังคงเป็นไดเมียวเล็กๆแต่ได้เปรียบคนอื่นคือ ชาวโอวาริเป็นนักต่อสู้ที่ดี มีอาวุธที่ดี ทำให้โนบูนางะสามารถวางแผนที่จะสร้างกองทัพที่เข้มแข็งและทันสมัยขึ้น สำหรับญี่ปุ่นถือว่า ดาบซามูไร เป็นของศักดิ์สิทธ์และเป็นที่เกรงกลัวของผู้ที่เป็นปรปักษ์ของนักดาบนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในระยะที่สองหลังจากการรับอาวุธปืนจากยุโรปมาใช้ ทำให้มีการเปลี่ยนวิธีการรบเป็นรุนแรงขึ้น โนบูนางะเองก็เห็นว่าอาวุธปืนเหมาะสมกับพรรคพวกที่กล้าหาญ ในระยะแรกของโนบูนางะจึงทุ่มเทให้กับการประดิษฐ์ปรับปรุงปืนคาบศิลาและเอาชัยชนะเหนืออิมางาวะได้ใน ค.ศ. 1560

จนใน ค.ศ. 1567 จักรพรรดิได้ข่าวความยิ่งใหญ่ของโนบูนางะ จึงได้ขอให้ช่วยพระองค์กู้ดินแดนจากขุนนางนักรบทั้งหลาย แม้แต่โชกุนอาชิการะ โยชิอากิ ก็ขอความช่วยเหลือจากเขาด้วย ทำให้โนบูนางะคิดว่าตนได้รับการแต่งตั้งเป็นทางการให้ปกครองญี่ปุ่น จึงได้สั่งทำตราประจำตัวขึ้น โดยมีข้อความว่า “ ปกครองจักรวรรดิด้วยพละกำลัง ” เหล่าไดเมียวตกใจจึงพากันต่อต้าน แต่โนบูนางะก็ปราบปรามอย่างดุเดือด ในค.ศ. 1567 เขาก็ได้เดินทัพเข้าเกียวโต

แม้ว่าจะครองเกียวโตได้ โนบูนางะก็มิได้แสวงหาลาภยศใดๆ เขาเริ่มรวมประเทศที่แตกออกเข้าด้วยกัน

2.     โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ

เป็นทายาทของโนบูนางะ เป็นแม่ทัพที่สำคัญของโนบูนางะทำการต่อสู้กับไดเมียวในฮอนชูภาคตะวันตกมาอย่างโชกโชน ก่อนจะเป็นใหญ่ในญี่ปุ่น ฮิเดโยชิเริ่มสร้างศูนย์กลางอำนาจของตนอย่างชาญฉลาด โดยออกกฎหมายที่เคร่งครัด สร้างประเทศแบบฟิวดัล มุ่งกำจัดการขึ้นสู่อำนาจของชนชั้นสามัญ

 ฮิเดโยชิเกิดในครอบครัวชนชั้นสามัญ แต่เขาไม่เคยเห็นใจพวกเดียวกัน งานแรกที่ทำคือ การสำรวจผืนดินที่ใช้ผลิตพืชผลทั้งหมด นอกจากนี้ยังเร่งให้รวบรวมอาวุธทุกชนิดจากชาวนาโดยอ้างว่าจะนำโลหะไปหล่อพุทธรูป นโยบายนี้รู้จักในนามของ “ การล่าดาบ ” ( Sword Hunt )

เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางสังคมเขาได้ส่งเสริมให้ไดเมียวทั้งหมดออกกฎหมายประกาศทั่วไปในลักษณะที่จะควบคุมสมาชิกทุกคนไว้ นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนให้เสรีภาพต่อเมืองน้อยใหญ่ทั้งหลาย การบริหารแผ่นดินของฮิเดโยชิอยู่ในรูปรวมญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียว มีการวัดสำรวจที่ดินและทำการรังวัดให้เป็นสัดส่วน ซึ่งสะดวกต่อการเก็บภาษี กาตั้งระบบฟิวดัลของเขาคือ การให้เมืองบริวารทำพิธีสาบานตนว่าจะจงรักภักดีต่อเขา มีการทำเหรียญเงินออกกฎหมายปกครองเป็นอย่างเดียวกันทั้งเมืองหลวงและในเขตท้องถิ่น

สนับสนุนให้เมืองโอซากะและเมืองใหญ่ของไดเมียวทั้งหลายเป็นศูนย์กลางทางการค้า และนอกจากนี้ยังอุปถัมภ์ศิลปะแบบโมโมยามะอีกด้วย นับได้ว่าฮิเดโยชิเป็นผู้หนึ่งที่เสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ญี่ปุ่น ความมุ่งมั่นที่จะสร้างชาติเห็นได้จากการที่เขาแต่งตั้งตัวเองให้ดำรงตำแหน่งไทโก  ( Taiko หรือ great palace ) และใช้นามสกุล โทโยโตมิ หรือ “ ผู้จัดหาความสมบูรณ์พูลสุข ” ( abundant provider )

3.     โทกูงาวะ อิเอยาสุ

 เป็นคนในตระกูลมินาโมโตะ สืบเชื้อสายมาจากมินาโมโตะ โยชิอิเอะ ผู้เป็นปู่ทวดของโยริโตโมะ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งรัฐบาลทหารคามากูระ ในศตวรรษที่ 12 เขาจึงมีสิทธิที่จะดำรงตำแหน่งโชกุน

จักรพรรดิทรงแต่งตั้งอิเอยาสุให้ดำรงตำแหน่งโชกุนใน ค.ศ. 1603 เขามีนโยบายอยู่ว่า ผลประโยชน์ของญี่ปุ่นก็คือผลประโยชน์ของตน กล่าวกันว่า อิเอยาสุจงใจเลียนแบบอุปนิสัยของโยริโตโมะมาบางประการ วางรากฐานปกครองประเทสอย่างเข้มงวด และเด่นในด้านการปลูกฝังคุณสมบัติด้านความอุตสาหะอดทนอย่างยอดเยี่ยมให้แก่ลูกหลานของเขาสืบต่อมา

อิเอยาสุได้สถาปนานครเอโดะให้เป็นที่มั่นที่แข็งแรงและได้กลายเป็นนครหลวงใหม่ของโชกุนเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ นครนี้คือ นครโตเกียวในสมัยเมจินั่นเอง อิเอยาสุเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง มรการสร้างวิหารที่นิกโกเพื่อเป็นเกียรติให้แก่เขา

ปีแรกที่เขามีอำนาจปกครองบ้านเมือง อิเอยาสุรู้จักผ่อนปรนให้แก่ศาสนาคริสต์แม้จะไม่แสดงการสนับสนุนชอบพอเลย เพราะกลัวว่าถ้าทำการปราบปรามพวกเยซูอิทอย่างเด็ดขาดก็จะเป็นการขัดขวางมิให้พวกคริสต์เข้ามาติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่นอีกต่อไป

โชกุนอิเอยาสุค่อยๆตัดสินใจอย่างช้าๆชั่งน้ำหนักดูระหว่างการคุกคามของชนกลุ่มน้อยคริสต์และผลประโยชน์ที่ญี่ปุ่นจะได้รับจากการค้าและการติดต่อกับมิชชันนารี เขามีเหตุผลของความเชื่อใหม่ว่าพวกโปรแตสแตนท์ ดัทช์ และอังกฤษจะยังคงค้าขายกับญี่ปุ่นต่อไปแม้ว่าพวกมิชันนารีคาทอลิก จะถูกเนรเทศไปแล้วก็ตาม

ใน ค.ศ. 1613 นั้นเองทำให้อิเอยาสุตัดสินใจที่จะไล่ชาวคริสต์ในญี่ปุ่นทุกคนออกไป และชาวคริสต์ญี่ปุ่นเองจะต้องถูกบังคับให้เข้าสังกัดนิกายพุทธ อิเอยาสุพอใจกับการกระทำของตนมาก เพราะเห็นว่าการทำลายกลุ่มชาวคริสต์นี้มิได้ทำให้การค้าของญี่ปุ่นซบเซาไปเลย

อิเอยาสุถึงแก่กรรมใน ค.ศ. 1616 ทายาทที่มีอิทธิพลของเขาคือ ฮิเดทาดะ ซึ่งมีนโยบายแข็งกร้าวกว่าบิดาในการต่อต้านชาวคริสต์ มีการจับตัวชาวคริสต์โดยสังหารด้วยการตัดศีรษะอยู่เสมอ         ฮิเดทาดะลาออกจากตำแหน่งใน ค.ศ. 1623 และอิเอมิทสึ ผู้เป็นบุตรชายก็ได้ดำรงตำแหน่งโชกุนต่อไป

สมัยของอิเอมิทสึนั้น เป็นการทำลายล้างชาวคริสต์อย่างบ้าคลั่ง จนมีผู้ฆ่าตัวตายเพื่อศาสนาหรือยอมตายเพื่อศาสนาเป็นจำนวนมาก

ตั้งแต่ ค.ศ. 1633 โชกุนก็ออกกฤษฎีกาหลายฉบับตามกันมา รวมเรียกว่า กฤษฎีกาขับไล่คนต่างชาติ ( Exclusion Acts ) มุ่งที่จะตัดความสัมพันธ์การติดต่อระหว่างญี่ปุ่นกับโลกภายนอก ชาวญี่ปุ่นถูกห้ามไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศ ชาวยุโรปทั้งหมดถูกขับออกนอกประเทศ เหลือเพียงพ่อค้าดัทช์ไม่กี่คน นับว่าในช่วงเวลาที่ยาวนานถึง 264 ปี ( 1603-1867 ) ตระกูลโทกูงาวะเป็นผู้ที่ได้สร้างประเทศญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นและเข้มแข็งด้วยความเสียสละและด้วยความอุตสาหะอดทนของบรรดาโชกุนเชื้อสายของอิเอยาสุ สร้างความเจริญในด้านต่างๆให้แก้ญี่ปุ่น กล่าวได้ว่าญี่ปุ่นที่ตะวันตกเข้ามาติดต่อทำความรู้จักด้วยก็เป็นญี่ปุ่นในสมัยนี้นั่นเอง

 

2. สภาพทั่วไปของญี่ปุ่น

การจะศึกษาประวัติความเป็นมาของประเทศญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจนนั้น ควรที่จะศึกษาถึงสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนลักษณะเด่นของประชากร ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตของการพัฒนาประเทศ และยังเป็นเครื่องชี้แนวทางที่เหมาะสมของประเทศอีกด้วย

 

สภาพภูมิศาสตร์

                ญี่ปุ่นจะเป็นเพียงหมู่เกาะที่กระจัดกระจายอยู่ตามชายฝั่งตะวันออกของทวีปเอเชีย ญี่ปุ่นอาจดูเหมือนว่ามีขนาดเล็กมากในเรื่องของพื้นที่แต่ถ้าพิจารณาจากกำลังการผลิต หรือผลิตผลรวมของชาติ     ( Gross National Product,G.N.P ) ญี่ปุ่นจะกลายเป็นประเทศที่จัดอยู่ในลำดับสามของโลกรองจากประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต หรือเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย

 

                ที่ตั้งและขนาด

 

                ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางฝั่งทะเลด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย มีความยาวเป็นแนวโค้ง 2,360 ไมล์ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 145,865 ตารางไมล์ ญี่ปุ่นมีขนาดเล็กกว่าสหรัฐอเมริกา 25 เท่า และใหญ่กว่าสหราชอาณาจักรเท่าครึ่ง ประเทศญี่ปุ่นประกอบด้วยเกาะใหญ่ 4 เกาะ คือ เกาะฮอนชู ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด มีขนาดพื้นที่ 87,805 ตารางไมล์ , เกาะฮอกไกโด มีขนาดพื้นที่ประมาณ 30,144 ตารางไมล์ , เกาะคิวชู มีพื้นที่ประมาณ 7,049 ตารางไมล์ นอกจากนี้ยังมีเกาะน้อยรวมทั้งสิ้นประมาณ 3,900 เกาะ ในบรรดาเกาะต่างๆเหล่านี้ ที่น่าสนใจคือ เกาะสึชิมะ อยู่ระหว่างคาบสมุทรเกาหลีและประเทศญี่ปุ่น เกาะอะมามิ อยู่ทางเหนือของเกาะริวกิวและเกาะซาโด อยู่ในบริเวณทะเลในตอนกลางของเกาะฮอนชู เกาะเหล่านี้สหรัฐอเมริกาได้คืนให้แก่ญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1968

                ในบรรดาหมู่เกาะเหล่านี้ เกาะฮอนชูจะเป็นเกาะที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง คือ โตเกียวและเมืองสำคัญอื่นๆอีกหลายเมืองแล้ว ยังมีที่ราบและแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญ เกาะฮอนชูแบ่งออกเป็น 4 เขต คือ เขตโตโฮกุ เขตชูบุ เขตกานเซอิ และเขตชูโกกุ

                ลักษณะภูมิประเทศ

 

                ประเทศญี่ปุ่นมีพื้นที่เป็นที่สูงและภูเขาถึงร้อยละ 71 ของพื้นที่ทั้งหมด เทือกเขาในญี่ปุ่นจะทอดตัวยาวตามความยาวของหมู่เกาะ  พื้นที่ระหว่างหุบเขาจะใช้เป็นที่เพาะปลูกและที่อยู่อาศัย ในเทือกเขาเหล่านี้มีภูเขาไฟฟุจิ ( Fuji ) ซึ่งสูงประมาณ 12,388 ฟุต ความสวยงามของภูเขาไฟฟุจิลูกนี้ได้ปรากฏอยู่ในงานศิลปะและวรรณกรรมของญี่ปุ่นตลอดมา 

                จากสภาพภูมิประเทศที่ประกอบด้วยภูเขามากมาย ทำให้เอื้ออำนวยต่อระบบการปกครองที่มีการกระจายอำนาจออกจากส่วนกลางในสมัยโบราณ หรือการปกครองระบบฟิวดัล ทั้งๆที่ธรรมชาติได้แบ่งประเทศออกเป็นหลายส่วน แต่ชาวญี่ปุ่นก็ยังมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความสามัคคีกัน ทั้งนี้เนื่องจากแนวความเชื่อที่ว่าพวกเขามีเชื้อสายเดียวกันโดยสืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้าอะมาเทราสุ       ( Amaterasu  หรือ Sun Goddess ) เป็นเชื้อสายที่บริสุทธิ์และมีความดีครบถ้วนโดยกำเนิด แม้ว่าในอดีตระบบฟิวดัลได้นำมาใช้ปกครองญี่ปุ่นเป็นเวลานานก็ตาม แต่ความรู้สึกดังกล่าวนี้ยังคงเป็นอุดมการณ์ของชาวญี่ปุ่นตลอดมา

               

                ลักษณะภูมิอากาศ

 

                ญี่ปุ่นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม อากาศโดยทั่วไปของญี่ปุ่นมีความอบอุ่น แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันไปบ้างในบางพื้นที่ ฤดูกาลในประเทศญี่ปุ่นมี 4 ฤดู คือ

                ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน - กันยายน

                ฤดูใบไม้ร่วง ตั้งแต่เดือนกันยายน - ธันวาคม

                ฤดูหนาว  ตั้งแต่เดือนธันวาคม - มีนาคม

                ฤดูใบไม้ผลิ  ตั้งแต่เดือนมีนาคม – มิถุนายน

   ภาษา

 นักภาษาศาสตร์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าภาษาญี่ปุ่นไม่ได้จัดอยู่ในตระกูลใดทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานแสดงให้เห็นร่องรอยว่าภาษาญี่ปุ่นจะจัดอยู่ในตระกูลของมาลาโยโพลินิเชียนก็ตาม ในด้านภาษาเขียนญี่ปุ่นได้นำรูปแบบภาษาเขียนมาจากจีนตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 5 และออกเสียงได้ทั้งจีนและญี่ปุ่น นอกจากนั้นญี่ปุ่นยังได้ประดิษฐ์สัญลักษณ์ที่ใช้แทนเสียงซึ่งเรียกว่า คะนะ เพื่อให้แตกต่างจากภาษาจีน รัฐบาลญี่ปุ่นเองได้พยายามที่จะปรับปรุงความยุ่งเหยิงของภาษาเขียนโดยจำกัดการใช้ตัวอักษรจีนให้น้อยลงและยังได้มีการจัดพิมพ์รายการของตัวอักษรที่จะใช้ในภาษาราชการไว้ 1,850 คำ

                ศาสนา

 เสรีภาพในการนับถือศาสนาของญี่ปุ่นได้รับการประกันโดนรัฐธรรมนูญแห่งประเทศญี่ปุ่น ค.ศ. 1947 มาตรา 20 ซึ่งระบุไว้ว่า " บุคคลทุกคนได้รับการรับรองในเสรีภาพแห่งการเชื่อถือศาสนา องค์กรทางศาสนา จะไม่ได้รับเอกสิทธิ์ใดๆจากรัฐ และใช้อำนาจในทางการเมืองอย่างใดๆมิได้ ผู้ใดจะถูกบังคับให้ร่วมกิจกรรม การฉลองพิธีกรรมหรือการปฏิบัติทางศาสนาใดๆ มิได้ ให้รัฐและองค์การของรัฐงดเว้นจากการให้การศึกษาในทางศาสนาหรือกิจกรรมอื่นใดทางสาสนา " ศาสนาที่สำคัญในญี่ปุ่น คือ

                1. ศาสนาชินโต เป็นศาสนาดั้งเดิมของญี่ปุ่น มีรากฐานมาจากความเชื่อในการนับถือเทพเจ้าของชาวญี่ปุ่นโบราณ ในช่วงหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ศาสนาชินโตได้แบ่งแยกออกเป็นนิกายต่างๆ

                2. ศาสนาพุทธ ที่แพร่หลายเข้ามาในญี่ปุ่น คือ นิกายมหายาน ในระยะแรกศาสนาพุทธเน้นการสร้างสันติภาพของประเทศ โดยการประพฤติตามคำสอนของศาสนา และได้แบ่งแยกออกเป็นคณะต่างๆตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 จนถึงสมันเมจิ

                3. ศาสนาคริสต์ ได้เข้ามาในประเทศญี่ปุ่นประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และถูกห้ามไม่ให้เข้ามาในประเทศในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 สมัยโทกูงาวะ ทำให้ศาสนาคริสต์เกือบสูญหายจากญี่ปุ่น แต่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาเผยแร่ได้อีกครั้งในสมัยเมจิ

 การปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นสมัยเมจิ

 

1.การฟื้นฟูอำนาจ ค.ศ.1868-1873

 

                รัฐประหารในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1868 นั้น นับเป็นการโค่นล้มสถาบันโชกุนโทกูงาวะ และสถาปนารัฐบาลกลางแห่งองค์จักรพรรดิเมจิ และเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งประวัติศาสตร์การเมืองตามระบอบรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น

                นักประวัติศาสตร์บางท่านเรียกสมัยฟื้นฟูนี้ว่า การปฏิวัติสมันเมจิ ดังเช่น ยอร์ช เอม.เบคเมนม์ ( George M.Beckmann ) ได้กล่าวถึงไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “ The Making of the Meiji Constitution ”  แต่เมื่อพิจารณาดูขบวนการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดแล้วจะเห็นว่าเปลี่ยนแปลงเป็นบางส่วน ส่วนใหญ่ยังมีพื้นฐานจากการปกครองเดิมทั้งการเมือง เศรษฐกิจและการศึกษา และวัฒนธรรม ทั้งยังเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ จึงควรเรียกว่าการปฏิรูปมากกว่าจะเป็นการปฏิวัติ

                สมัยเมจิ เป็นสมัยของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในลักษณะที่กระตุ้นให้พื้นฐานที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ปลายสมัยโทกูงาวะให้พัฒนาในรูปที่ทำให้ญี่ปุ่นได้พัฒนาเป็นประเทศทันสมัยขึ้น เช่น

                (1) ชนชั้นปกครอง แม้จะเลิกระบบศักดินา แต่ข้าราชสูงต่ำส่วนใหญ่ในรัฐบาลใหม่มาจากชนชั้นขุนนางและนักรบเดิม

                (2) แนวความคิด สังคมสมันเมจิยังมีลักษณะเป็นสังคมในลัทธิขงจื๊อ เพราะเน้นความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ โดยเปลี่ยนจากเดิมที่จงรักภักดีต่อเจ้านายของตน

                (3) สังคมพาณิชย์นิยม ปลายสมัยโทกูงาวะมีลักษณะของทุนนิยมเด่นชัด พวกซามูไรกลายเป็นลูกหนี้พ่อค้า พ่อค้าทำการค้าแบบผูกขาดจนรวยและสามารถซื้อตำแหน่งเข้าไปเป็นสมาชิกในครอบครัวซามูไรได้

                แรงกระตุ้นที่ต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศยังมีมาจากการพัฒนาระบบทุนนิยมที่ทำให้ระบบศักดินาเสื่อม และการกลัวประเทศจักรวรรดินิยมตะวันตกจะเข้าครอบงำญี่ปุ่น บรรดาผู้อนุรักษ์นิยมต้องการปฏิรูปประเทศเช่นกันแต่ต้องการให้อยู่ในลักษณะการเสริมสร้างระบบศักดินาให้มีพลังเข้มแข็ง ด้วยการตั้งสมาพันธรัฐหลวมๆระหว่างฮั่นต่างๆ กลุ่มผู้นำหัวใหม่ที่ก้าวหน้าทั้งหลายกลับเห็นความจำเป็นที่จะเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองอย่างฉับพลันตอบสนองการพัฒนาของฮั่นใหญ่ๆที่เน้นการทหารและเศรษฐกิจที่เข้มแข็งมั่นคง ด้วยเหตุนี้พวกหัวก้าวหน้าจึงทำลายสถาบันโชกุนแล้วสร้างรัฐบาลกลางที่เข้มแข็งและมีอำนาจเด็ดขาดขององค์จักรพรรดิเข้าแทนที่

               

2. คณะรัฐบาลใหม่สมัยเมจิ

 

                แม้สถาบันโชกุนจะหมด ตั้งแต่การเปิดประเทศญี่ปุ่นโดยนายพลจัตวา แมทธิว เปอร์รี่ แห่งสหรัฐอเมริกา ทำให้ญี่ปุ่นตระหนักว่าการจะรักษาเอกราชและอธิปไตยของประเทศด้วยการขับไล่คนต่างชาติออกไปนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ญี่ปุ่นเองยังจำเป็นต้องแสวงหา เรียนรู้ ส่งเสริมความทันสมัยทั้งการทหารและเศรษฐกิจให้ทัดเทียมกับชาติตะวันตก จึงเริ่มด้วยการสถาปนารัฐบาลกลางที่เข้มแข็งและทันสมัย ด้วยเหตุนี้คณะรัฐประหารจึงประกาศแผนการ “ ฟื้นฟูพระราชอำนาจสมัยเมจิ” ( Meiji Restoration )

                การฟื้นฟูพระราชอำนาจ เริ่มเมื่อ 3 มกราคม ค.ศ. 1868 เน้นองค์จักรพรรดิเป็นที่รวมอำนาจรัฐ แต่มิได้หมายความว่าจะเป็นผู้ปกครองประเทศเองโดยตรง จึงกำหนดนโยบายบริหารประเทศเป็นคณะบุคคลที่รู้จักกันในนาม กลุ่มคณาธิปไตย กิจกรรมที่เร่งทำคือ

                2.1 คณะปฏิรูปได้เริ่มวางแผนของรัฐบาลใหม่ ประกาศใช้วันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1868 เรียกชื่อว่า สัตยาธิษฐาน ( Charter Oath ) ซึ่งมีอยู่ 5 ประการ คือ

                (1) จะตั้งสภาบริหารราชการขึ้นทั่วประเทศ ใช้หลักประชาธิปไตยปรึกษาหารือปัญหาต่างๆ

                (2) ทุกคนเป็นพลเมืองของรัฐเท่าเทียมกัน สามัคคีกัน ร่วมมือกันในการพัฒนาประเทศ

                (3) พลเมืองทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเมือง ประกอบอาชีพและแสดงความคิดเห็น

                (4) ต้องเลิกประเพณีเดิมที่ล้าสมัย ปละดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมตามกฎของสวรรค์และพิภพ

                (5) จะต้องแสวงหาความรู้และวิทยาการต่างๆทั่วโลกเพื่อสถาปนาจักรพรรดิญี่ปุ่นให้เข้มแข็ง มั่นคง

                2.2 หลังการประกาศนโยบายบริหารประเทศ หรือ สัตยาธิษฐาน แล้ว ฟูกูโอกะ โคเต และ โซเอจิมะ ทาเนโอมิ แห่งฮั่นโทสะ ก็ได้รับคำสั่งให้เป็นผู้ปรับปรุงโครงสร้างการปกครองของรัฐ ในที่สุดรัฐบาลก็ใช้รัฐธรรมนูญเซไตโช ( Seitaisho ) ในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ.1868

                รัฐธรรมนูญเซไตโช นับเป็นการปรับปรุงหรือการปฏิรูปปกครองให้มีรัฐบาลกลางที่แข็งแกร่ง มีอำนาจเด็ดขาด จึงกำหนดให้ฮั่นทั้งหลายอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลโดยตรง เท่ากับต้องทำลายระบบฮั่นที่มีอยู่โดยสิ้นเชิง จึงมีการกำหนดงานบังคับของฮั่นเดิมให้ประชาชนมีความสัมพันธ์กันได้ทั่วไปโดยไม่มีชนชั้นวรรณะ แต่ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.  1867 รัฐบาลกลางประกาศเลิกระบบฮั่นโดยเด็ดขาด พลเมืองทุกคนเป็นพลเมืองของรัฐและต้องจงรักภักดีต่อรัฐแทนการจงรักภักดีเฉพาะฮั่นของตน นับว่ารัฐบาลกลางประสบความสำเร็จในการสร้างรัฐบาลกลางให้เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจปกครองแผ่นดินทั้งหมดเพียงผู้เดียวเพื่อจะได้พัฒนาประเทศให้ทันสมัย

                2.3 สำหรับโครงสร้างของรัฐบาลนั้น ในค.ศ. 1869 เมื่อสงครามกลางเมืองยุติลงโดยสิ้นเชิงแล้ว รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีสภา 2 สภา คือ

                                สภาสูง ( Jokyoku ) ทำหน้าที่วางนโยบายและดำเนินการบริหารไปพร้อมๆกัน สมาชิกประกอบด้วยข้าราชสำนักและซามูไรชั้นนำ ตลอดจนไดเมียวต่างๆที่มีตำแหน่งเพียงในนาม ผู้มีอำนาจบริหารอย่างแท้จริงก็คือกลุ่มซามูไรผู้นำขบวนการโค่นล้มอำนาจสถาบันโชกุนนั่นเอง ประธานอยู่ในตำแหน่งซันโจ ( Sanjo )

                                สภาต่ำ ( kokyoku ) ทำหน้าที่เป็นเหมือนสมัชชา หรือสภาผู้แทนจากฮั่นเล็กๆทั้งหลาย แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น เพราะตั้งขึ้นเพื่อสนองความต้องการของฮั่นเล็กๆที่เกรงว่ากลุ่มซัทส