เด็กชายขอบ

         "เด็กชายขอบ" ซึ่งมีลักษณะบุคลิกการเดินแบบส่ายอาด ๆ ชายเสื้อด้านหลังหลุดออกจากขอบกางเกง เสื้อและกางเกงตัวใหญ่มาก เล็บนิ้วก้อยยาว ผมยาวกว่าปกติ ชอบใส่รองเท้าแบบเหยียบส้นเท้าคือเอาส้นเท้าออกมานอกรองเท้าแต่นิ้วเท้าอยู่ในรองเท้าพูดจาแข็งกระด้างไม่ค่อยมีสัมาคาราวะ

             ในปีแรก (พ.ศ.2551) ที่จัดอบรมให้กับเด็กชายขอบ ผู้เขียนถือว่าประสบความ "ล้มเหลว" อย่างสิ้นเชิงเพราะระหว่างการจัดอบรม "เด็กชายขอบ" มีการยกพวกตีกันกับเด็กต่างโรงเรียน ต้องลำบากถึงตำรวจที่ต้องมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์  เด็กไม่สนใจเนื้อหาที่ใช้อบรม ไม่มีสมาธิและชอบเดินเข้า-ออก ตลอดเวลา ไม่ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม ทุกเหตุการณ์ผู้เขียนได้ัสังเกตพฤติกรรมและจดบันทึกปัญหาไ้ว้ตลอดเวลา พบว่าปัญหาและอุปสรรคนั้น ประกอบไปด้วย

           1. เนื้อหาจัดอบรมไม่สามารถดึงดูดเด็ก "ชายขอบ" ได้เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้ 100% คือเด็กที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ สมาธิสั้น แต่พลังกำลังในกายสูงมากเพราะอยู่ในช่วงวัยรุ่น

          2. มีพวกมากเกินไปเพราะกำหนดให้โรงเรียนนำนักเรียนมา 5 คน

          3. เนื้อหาการจัดอบรมเป็นเรื่องไกลตัวของเด็ก "ชายขอบ" ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับวิทยากร ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ประหม่าเวลาให้ออกไปพูดหน้าเวที เวลาพูดจะหลบสายตาและก้มหน้าต่ำ บุคคลิกแข็งกระด้าง

.............แต่สิ่งที่สัมผัสได้จากเด็กชายขอบก็คือ เวลาพวกเขาจะรับอะไรก็ตามจากผู้ใหญ่แม้แต่แม่ครัวที่มาตักอาหารกลางวันให้เขารับประทาน เขาจะยกมือไหว้ก่อนรับของทุกครั้ง ซึ่งสิ่งนี้คือสิ่งเดียวที่ทำให้ผู้เขียนมั่นใจทันทีว่า "เด็กชายขอบ"  เขารักดีและอยากได้ดี แต่ไม่มีพื้นที่ให้เขาได้ยืนและแสดงออกต่างหาก

              หากมองการทำงานของผู้เขียนในครั้งนั้นผ่านกระบวนการทำงานตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ Public Sector Management Quality Aword (PMQA) ผู้เขียนมีข้อบกพร่องในการทำงานปีแรกอยู่หลายเรื่อง ผู้เขียนจึงทำการ SWOT การทำงานของตนเองเพื่อหาจุดดี จุดเด่น จุดด้อย ของการจัดอบรมในครั้งนั้น และนำมาปรับกลยุทธ์การอบรมใหม่ คือ ค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเตรียมการณ์ในปีต่อไป ปรึกษากับตำรวจที่คลุกคลี่กับเด็กแว้น เด็กสก๊อย เพื่อหาข้อมูลเชิงลึก ปรึกษากับทหารเพื่อปรับกระบวนการจัดอบรมสร้างระเบียบวินัยให้กับเด็ก ๆ สร้างจิตสำนึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่นและการยอมรับผู้อื่น หาหนังสือจิตวิทยาเกี่ยวกับพฤติกรรมวัยรุ่น ความก้าวร้าว การแสดงออก เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการจัดกระบวนการอบรมให้เหมาะสมกับเด็ก หาหนังสือธรรมะมาค้นคว้าเพื่อหาช่องทางนำธรรมะมาสื่อแบบถูกใจ เหมาะกับวัยรุ่นและแทรกคำสอนธรรมะ เรียกว่าผู้เขียนทำการบ้านนับตั้งแต่การทำงานชิ้นแรกประสบความล้มเหลวเลยก็ว่าได้ นับรวม ๆ ผู้เขียนทำการบ้าน 1 ปี เห็นจะได้

          คณะทำงานของเขตพื้นที่การศึกษา ได้มีข้อสรุปและวางแผนการจัดอบรมใหม่ให้แตกต่างจากการจัดอบรมในครั้งแรก โดยมีข้อสรุปและปรับกลยุทธ์ในการอบรมใหม่ดังนี้

         1. เปลี่ยนวิทยากรจากผู้บริหารสถานศึกษาที่เก่งวิชาการ มาเป็นชุดฝึกของ ตชด.24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ จำนวน 18 นาย โดยกำหนดให้ครูนำนักเรียนมาโรงเรียนละ 3 คน รวมแล้วราว ๆ 80 คน ต่อหนึ่งรุ่นจัดทั้งหมด 3 รุ่น โดยเปลี่ยนจุดอบรมตามโรงเรียนประจำอำเภอเป็นหอประชุมของเขตจุดเดียว

         2. จัดตำรวจมาสาธิตวิธีการตรวจปัสสาวะเด็ก  โดยขอความร่วมมือจากตำรวจในท้องที่ 7 นาย และให้ความรู้เรื่องโทษของยาเสพติด ประเภทต่าง ๆ การปกป้องตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือถูกชักชวน

         3. พระยังเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนจาก หลวงตาแก่ ๆ  เป็น เณรวัยรุ่นที่เทศน์ด้วยศัพท์วัยรุ่นแบบโดนใจ อันนี่กว่าผู้เขียนจะพบพระเอกที่จะมารับบทบาทนี้ หาชะเหนื่อยเอาการ ต้องเรียกว่างานนี้ เจอเพชรในตมเชียวล่ะ

     ..........วันแรกตอนเช้า ๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาอบรม ผู้เขียนพาพวกเขาเก็บขยะรอบ ๆ ห้องประชุม เขาก็ช่วยผู้เขียนเก็บน่ะแต่เป็นแบบลักษณะ เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ไม่รีบร้อน ประมาณว่าประหยัดพลังงาน ถึงเวลาอบรมผู้เขียนให้ ตชด.เป็นผู้ดำเนินการฝึกอบรม โดยเน้นกระบวนการฝึกแบบทหารเกณฑ์หรือฝึก รด.มาใช้กับเด็ก มีการสันทนาการร้องรำทำเพลงเป็นระยะ ๆ ...ฉิ่ง กลอง ฉาบ ครบเครื่องแถมหางเครื่องอีกด้วย (ก็ชุดฝึกจาก ตชด.24 กับครูน้องนี่แหล่ะเป็นหางเครื่อง.....ช่วยกันทำมาหากิน)  โดยทุกกิจกรรมเด็กต้องมีส่วนร่วมและมุ่งเน้นว่าให้สามารถหาเพื่อนใหม่ต่างโรงเรียนได้ไม่น้อยกว่า 10 คน โดยผู้เขียนให้เขาไปหาข้อมูลเพื่อนต่างโรงเรียนและจดบันทึกมาส่งผู้เขียน มีเด็กเข้าอบรมทั้งหมดประมาณ 80 คน ตาม Plan ที่กำหนดไว้

    

................วันที่สอง ตชด.24 ชุดเดิมเป็นพระเอกอีก แจมด้วยตำรวจมาพูดเรื่องกฎหมายโทษของยาเสพติด สาธิตวิธีการตรวจปัสสาวะให้เ็็ด็กดู (ถึงขั้นตอนนี้ผู้เขียนเชิญคุณครูที่ควบคุมนักเรียนมาเข้าห้องประชุมอีกห้องหนึ่ง โดยมีตำรวจระดับรองผู้กำกับมาบรรยายให้ความรู้กับคุณครูถึงวิธีการสังเกตพฤติกรรมของเด็กและสถานการณ์ยาเสพติดที่กำลังระบาด) วันนี้มีเด็กมาประมาณเกือบ 200 คน ผู้เขียนเิริ่ม     งง ๆ ทำไมมาเยอะกันจัง สอบถามคุณครูได้ความว่า

       .......ผมนั่งดูครูน้องจัดอบรมแล้วสนุก เด็กได้ความรู้ วันนี้ผมเลยขนเด็กมาเพิ่มอีก ไงผมก็ขออนุญาตน่ะครับครูน้อง คงไม่ว่ากันน่ะครับที่ผมจะเอาเด็กมาเกินโควต้า

         อ้าววววววววววววว แล้วมาบอกครูน้องอะไรตอนนี้ ครูน้องจะไปว่าอาจารย์ได้ไงนี่ ไหน ๆ ก็มาแล้ว ห่วงแต่เ็ด็กจะกินข้าวเที่ยงไม่อิ่มน่ะซิ.....งานนี้ต้องรบกวนแม่ครัวทำอาหารเพิ่มอีกเท่าตัว เพราะครูน้องกลัวลูก ๆๆ กินข้าวไม่อิ่ม กองทัพต้องเดินด้วยท้อง  วันนี้เด็ก ๆ เขากุลีกุจอช่วยเราเก็บขยะตอนเช้า

...............วันนี่สามเด็กมาแต่เช้า แถมพากับเก็บขยะโดยครูน้องไม่ต้องบอก แต่ละคนแต่งกายสะอาดสะอ้านเรียบร้อย เด็กเก็บขยะไปคุยกันไป ทั้งยังกวาดห้องประชุมไว้รอโดยที่ครูน้องไม่ต้องออกคำสั่งเลย  วันนี้คิวเณรน้อยเจ้าปัญญาเป็นวิทยากร แหมเทศน์ได้มันสะใจวัยโจ๋จริง ๆ เพราะสังเกตจากเสียงเฮที่ตอบรับเป็นระยะจากท่านผู้ชมด้านล่างเวที (ดีหน่อยน่ะที่มีแค่เสียงเฮกับเสียงปรบมือเท่านั้น ไม่ยักกะมีเสียงกระทืบเท้าแถมมาเหมือนตอนครูน้องบรรยายเลย เออ! ลูก ๆ ของเราก็รู้จักกาละเทศะเหมือนกัน)

             และสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ผู้เขียนไม่เคยพบในการจัดอบรมเลยนั่นคือ นักเรียนไม่ขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำสักคนตลอดระยะเวลาอบรม 3 วัน เพราะถ้าขอไปห้องน้ำกลับเข้ามา ครูฝึกจะเรียกออกไปด้านหน้าเวทีและมีกิจกรรมให้แสดงออกทันที ประมาณว่าเป็นที่ตลกขบขันกับเืพื่อน ๆ ผู้ที่เข้ามาอบรมร่วมกัน งานนี้เด็ก ๆ กลัวได้ออกไปหน้าเวทีเลยไม่มีใครขออนุญาตไปห้องน้ำสักคน  (แหมน่าจะนำมาใช้กับจุดอบรมอื่นบ้านเน๊อะ....อิอิ)

             ยอดเด็กนิ่งที่ 247 คน  วันนี้เด็กมาแปลกกล้าเข้ามาคุยกับครูน้อง เรียกครูน้องครับผม อย่างโน้นอย่างนี้ เวลาครูน้องยกถืออะไรมาเขาจะพากันวิ่งมาช่วยครูถือทันที โดยไม่ต้องเรียก อีกทั้งพฤติกรรมเด็กส่วนใหญ่เปลี่ยนไปเยอะมาก.........

      

                              

.........จากวันแรกที่เขามาอบรม จะมองนักเรียนต่างโรงเรียนแบบขวาง ๆ มองหน้าแถมสำรวจแบบหัวจดเท้า แต่พอเข้าวันที่สองเด็กคุยกับเพื่อนต่างโรงเรียนบ้างแต่ส่วนใหญ่ยังจับกลุ่มกับเพื่อนในโรงเรียนมากกว่า พอวันที่สามเด็กคุยกับไปทั่วหมด จนแยกไม่ออกว่าใครอยู่โรงเรียนไหน เพราะเขาเล่นไปนั่งใกล้เพื่อนใหม่ที่คุยถูกคอกัน........ครูน้องปลื้มพวกหนูมาก ๆ เลยนะลูก และที่สำคัญเขาจะยกมือไหว้ ครูน้องและครูฝึก ตชด.24 ทุกคนเลยน่ะ  ใครบอกว่า "เด็กชายขอบ" น่าเบื่อ?  ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจธรรมชาติของเขาและเด็กไม่มีเวทีเพื่อแสดงออกต่างหาก

            ก่อนกลับบ้านวันนี้ ครูน้องลองไม่บอกว่าให้ช่วยเก็บขยะ ปรากฏว่าเขาพากันเก็บเองโดยอัตโนมัติ แถมคุณครูที่พาเด็กมายังช่วยเด็กเก็บขยะอีกด้วย ช่างเป็นภาพที่สวยงามเหลือเกิน และสิ่งที่สัมผัสได้จากเด็กทุกคนที่มาเข้าอบรมตลอด 3 วันคือ พวกเขาจะพากันหัวเราะสนุกสนาน กระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรม กล้าแสดงออก ซึ่งแตกต่างจากที่ผู้เขียนจัดอบรมในปีแรกโดยสิ้นเชิง

      .... เด็กบางคนเดินมาหาครูน้องแล้วพูดว่า "ครูน้องครับ ปีหน้าถ้าจัดอบรมอีก ครูให้พวกผมมาอบรมอีกน่ะ มันดี ผมชอบมาก"

          ผู้เขียนเลยถามกลับไปว่า "ถ้าครูเอาไปนอนที่ค่าย ตชด.24 เสนีย์รณยุทธล่ะ จะไปนอนไหมสักอาทิตย์นึง เอาแบบฝึกเข้มเหมือนทหารเลย"

          เขาตอบพร้อมกันว่า........"ไปคร้าบบบบ"

             เด็กที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่สับสนระหว่างการก้าวย่างผ่านช่วงวัยเด็กเข้าสู่วัยผู้ใหญ่.... เรานั่งมองเห็นการก้าวเืดินของเขาที่จะหลงทางสู่โึคลนตม คณะทำงานของเขตพื้นที่การศึกษา มีเจตนาที่จะเหนี่ยวรั้งดึงเขาออกจากโคลนตมและชี้ทางเดินให้ถูกทาง เด็กต้องสามารถสร้างกระบวนการคิดที่แยกแยะสิ่งดีหรือชั่วได้ด้วยตนเอง เพื่อเป็นวัดซีนป้องกันชีวิตตัวเองไม่ให้หลงไปกับอบายมุข..... ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ต้องช่วยเขาค้นหาศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเขาให้พบ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพของเขา เพื่อนำไปเป็น "ต้นทุนชีวิต"  ที่มีคุุณค่า ต่อไป  

            ผู้เขียนได้ค้นพบองค์ความรู้ Knowledge Management (KM) จากประสบการณ์ในการทำงานในครั้งนี้ นั่นก็คือ หากเราทำงานประสบความล้มเหลวอย่าเสียเวลานึกโทษตัวเองให้ SWOT การทำงานของตนทันที ว่ามีข้อผิดพลาด ข้อดีอย่างไร และวางแผนการทำงานตามกระบวนการ PMQA อีกครั้ง  ทำให้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กชายขอบให้ยอมรับผู้อื่น มีทัศนคติในการมองโลกในแง่บวก นักเรียนมีมุมมองกว้างไกลขึ้น เด็กได้ผ่อนคลายอารมณ์ มีความเชื่อมั่นตัวเอง กล้าแสดงออกและกระตือรือร้นที่อยากจะมีส่วนร่วมในกิจกรรม มีจิตอาสาช่วยเหลือครู ยอดรับกติกาในการอยู่ร่วมกัน

             ขอบใจลูก ๆ "เด็กชายขอบ" ของครูน้องทุกคนน่ะครับ ที่ทำให้ครูน้องได้มีโอกาสสัมผัสกับโลกอีกด้านหนึ่งที่ครูไม่เคยคลุกคลีมาก่อน สอนให้ครูมีมุมมองที่เปลี่ยนไป พวกหนูทำให้ครูมีกำลังใจที่จะทำงานเสียสละเพื่อประเทศชาติและเด็กผู้ด้อยโอกาสอีกทั้งยังสอนให้ครูรู้ว่า "อุปสรรคมีไว้แก้ไข และพัฒนาต่อยอด" เสมอ

                         จากใจ

             ครูน้อง ผู้หลงรักเด็กชายขอบ

                 25 กุมภาพันธ์ 2553