สมศรีแสนดีใจ มีชายหนุ่มมาหลงใหลในเวลาเดียวกันถึง 3 คน เธอยังไม่อยากเรียนรู้อุปนิสัยคนใดคนหนึ่งเพื่อเป็นคู่ชีวิตอย่างจริงจัง เพราะยังสนุกกับการสับรางไม่ให้รถไฟชนกัน เธอว่าเธอสนุก เธอมีความสุข แต่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆหรือ เพราะมีสิ่งนั้น จึงมีสิ่งนี้ อยากชวนดูสักที ว่าอาจมีอะไรได้บ้าง เพราะสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นเธอ คือรูปขันธ์ เป็นที่ประทับใจชายหนุ่มทั้งสาม พวกเค้าจึงแสดงความสนใจ เพราะการได้รับการชื่นชม การห้อมล้อมเอาใจใส่จากเพศตรงข้ามถึงสามคนในเวลาเดียวกัน สมศรีจึงปลื้มปิติ เธอคิดว่าอารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่ดี ปิตินั้น เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงมนุษย์ เป็นคำกลางๆ มีเหตุให้มาและผลที่ไป ได้ทั้งในทางดีและร้าย เพราะพอใจ หลงใหลในปิติ จึงมีความพยายามเพื่อให้ได้เสพเวทนานั้นอีก เช่น เจตนา (สัญเจตนา) คิด ตกแต่งกิริยา (กายสัญเจตนา) วาจา (วจีสัญเจตนา) ให้น่าต้องใจ เพื่อจะได้รับความชื่นชมต่อๆไป แม้ว่าบางครั้งจะกังวลใจกับการสับหลีกรางรถไฟก็ตาม หรือหยิบยกเรื่องราวของชายหนุ่ม หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชายหนุ่มที่ผ่านมา (สัญญา) มาตริตรึก (วิตักกะ) แล้วผันพิสดาร (ปปัญจะ) จนฟุ้งซ่านวุ่นวาย แต่สมศรีกลับเห็นว่าอารมณ์นั้นเป็นความสุข เป็นสิ่งที่ดี เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี จึงยึดอารมณ์นั้นเป็นของตน เพราะยึดอารมณ์นั้นเป็นของตน จึงเกิดมีตัวตนผู้เป็นเจ้าของอารมณ์ขึ้นมา จึงยึดมั่นในตัวตน (อัตตวาทุปาทาน) ว่ามีตน จึงได้เสพอารมณ์นั้น ว่ามีรูปขันธ์ หรือร่างกาย จึงได้รับความพอใจ ร่างกายอันกระดูกสร้างขึ้นประดุจเมือง มีเนื้อและเลือดเป็นเครื่องฉาบทา เป็นที่รวมอยู่แห่งชรา มรณะ ความถือตัว และความลบหลู่ จึงบำรุงเลี้ยงรูปขันธ์อยู่ให้ดูงดงาม น่าใฝ่ฝันถึงอยู่เสมอ เธอจึงแสวงหาทั้งคอร์สบำรุงหน้า คอร์สรักษาหุ่น เสาะหาเครื่องแต่งกายตามแฟชั่น ไปถึงสรรหาเครื่องหอม (อนริยปริเยสนา) เธอจึงทุกข์ใจ (ทุกขทุกขตา) หากพบการเปลี่ยนแปลงไปของรูปขันธ์ ที่แปรผันไปตามกาลเวลา (สังขารทุกขตา) เพราะมีตัวตน จึงอดยกตนเปรียบกับผู้อื่นไม่ได้ (มานะ) เช่น เปรียบกับหญิงสาวผู้อื่น ว่าตนดีกว่า เสมอกัน หรือด้อยกว่า จนเกิดโทสะ อิจฉา ริษยา หดหู่ และอาจนำไปสู่การกระทำต่างๆอันเบียดเบียนตนและผู้อื่น หากวันหนึ่งชายหนุ่มทั้งสามรู้ถึงความไม่จริงใจของเธอและเดินจาก เธอจะพบความทุกข์ยากอีกอย่าง คือทุกข์อันเกิดจากสิ่งที่ยึดมั่น (อุปาทาน) ว่าเป็นสุขนั้นผันแปร (วิปริณามทุกขตา) เพราะยึดว่ามีตัวตน มีสังขารที่อุปาทานยึดครอง (อุปาทินนกสังขาร) หากบังเอิญสมศรีเสียชีวิตลงขณะนั้น มัจจุราชย่อมตามตัวเจอ เธอจะไปเกิดใหม่ที่ใด ก็แล้วแต่จิตดวงสุดท้ายขณะละรูปขันธ์ (จุติจิต) ส่งพลังกรรมไปให้จิตดวงใหม่ (ปฏิสนธิจิต) เธอจึงหมุนวนอยู่ในวงเวียนแห่งทุกข์ คือกิเลส ชักนำให้สู่วงเวียน (กิเลสวัฏฏ์ - อวิชชา ตัณหา อุปาทาน) จึงมีการกระทำให้วุ่นวาย (กรรมวัฏฏ์ สังขาร และ กรรมภพ) และวนเวียนรับผลจากการกระทำนั้นๆ และสร้างกรรมให้วนเวียนรับผลต่อไป (วิปากวัฏฏ์ อุปปัติภพ ชาติ ชรา มรณะ) ปิติ สุข เวทนาที่น่าหลงใหลที่สุด นำไปสู่ได้ทั้งทางหลุดและทางลวง คุณเห็นด้วยมั๊ยคะ ว่าปิตินี้ ร้ายกาจจริงๆ จากจุดเริ่มที่หล่อเลี้ยงจิตให้ชุ่มชื้นแค่ไม่กี่นาที หากไม่รู้เท่าทัน ผลที่ตามมานั้นมากมาย จนร้อยเข้ากันได้เป็นพวงใหญ่ เอ แล้วคุณจะว่าดิฉันฟุ้งซ่านมั๊ยนี่ ที่ยู่ดีๆก็เอาเรื่องของสมศรีมาแจงเสียวุ่น ^_^ และหากท่านผู้รู้เห็นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ขอโปรดเมตตาแก้ไขด้วยนะคะ คำศัพท์ ขันธ์ กองรูป ร่างกายพร้อมด้วยพฤติกรรมและคุณสมบัติต่างๆ (หน้า 33) อุปาทินนนกสังขาร สังขารที่กรรมยึดครองหรือเกาะกุม (หน้า 28) ธรรมที่ชื่อว่า อุปาทินนะ เพราะกรรมประกอบด้วยตัณหาเป็นต้น ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์ยึดถือเอาแล้ว คือถือเอาโดยความเป็นผล ที่ชื่อ อุปาทานิยะ เพราะเป็นประโยชน์เกื้อแก่อุปาทานทั้งหลาย โดยเข้าถึงความเป็นอารมณ์แล้ว สัมพันธ์กับอุปาทาน .... (หน้า 28) ขอสรุปว่า สัตว์และมนุษย์ที่ยังเป็นปุถุชนนั้น มองเห็นอะไรแล้วต้องยึดทั้งสิ้น น้อยกรณีเหลือเกินที่ไม่ยึด ถ้าไม่ยึดว่าเป็นของเรา ก็ต้องยึดว่าไม่ใช่ของเรา เป็นของคนอื่น เพราะฉะนั้น ทุกอย่างสำหรับมนุษย์ และสัตว์ แล้ว เรียกได้ว่าเป็นอุปาทินนนกสังขารทั้งสิ้น (คำคัดลอกตามข้อเขียนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หน้า 31) รองศาสตราจารย์ จำนง คันธิก พุทธปรัชญาในพระสุตตันตปิฏก สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ วังบูรพา กรุงเทพ พ.ศ.2552 ............................................................................. สัญเจตนา ความจงใจ ความแสวงหาอารมณ์ เจตนาที่แต่งกรรม ความคิดอ่าน มี 3 คือ กายสัญเจตนา วจีสัญเจตนา และมโนสัญเจตนา อุปาทาน ความยึดมั่น ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส มี 4 คือ 1 กามมุปาทาน ความถือมั่นในกาม 2 ทิฏฐุปาทาน ความถือมั่นในทิฏฐิ 3 สีลัพพตุปาทาน ความถือมั่นในศีลและพรต 4 อัตตวาทุปาทาน ความถือมั่นในวาทะว่าตน อนริยปริเยสนา การแสวงหาที่ไม่เป็นอริยะ คือแสวงหาสิ่งที่ยังตกอยู่ในชาติ ชรา มรณะ หรือสิ่งที่ระคนอยู่ด้วยทุกข์ กล่าวคือ แสวงหาสิ่งอันทำให้ติดอยู่ในโลก สำหรับชาวบ้าน ท่านว่าหมายถึงการแสวงหาทางมิจฉาชีพ (ข้อ 1 ใน ปริเยสนา 2) มานะ ความถือตัว ความสำคัญตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ไตรวัฏฏ์ วัฏฏะ 3วงวน 3 หรือวงจร 3 ส่วนของปฏิจจสมุปบาทซึ่งหมุนเวียนสืบทอดต่อๆกันไป ทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิด หรือวงจรแห่งทุกข์ ได้แก่ กิเลส กรรม และวิบาก (เรียกเต็มว่า 1 กิเลสวัฏฏ์ ประกอบด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน 2 กรรมวัฏฏ์ ประกอบด้วย สังขาร ภพ 3 วิปากวัฏฏ์ ประกอบด้วย วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสอปายาส )...... พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์ โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ กรุงเทพ พิมพ์ครั้งที่ 11 พ.ศ. 2546 ............................................................................ พจน์ที่แบ่ง ทุกขตา เป็น 3 อย่าง พร้อมด้วยคำอธิบายในอรรถกถาดังนี้ 1 ทุกขทุกขตา ทุกข์ที่เป็นความรุ้สึกทุกข์ คือความทุกข์กาย ทุกข์ใจ อย่างที่เข้าใจกันโดยสามัญ ตรงตามชื่อ ตรงตามสภาพ ที่เรียกกันว่า ทุกขเวทนา (ความทุกข์อย่างปกติ ที่เกิดขึ้น เมื่อประสบอนิฏฐารมณ์ หรือสิ่งกระทบบีบคั้น) 2 วิปรณามทุกขตา ทุกข์เนื่องด้วยความผันแปร หรือทกข์ที่เนื่องในความผันแปรของสุข คือความสุขที่กลายเป็นความทุกข์ หรือทำให้เกิดทุกข์ เพราะความแปรปรวนกลับกลายของมันเอง (ภาวะที่ตามปกติ ก็สบายดีอยู่ ไม่รุ้สึกทุกข์แต่อย่างใดเลย แต่ครั้นได้เสวยความสุขบางอย่าง พอสุขนั้นจางลงหรือหายไป ภาวะเดิมที่เคยรู้สึกสบายเป็นปกตินั้น กลับกลายเป็นทุกข์ไปเสมือนเป็นทุกข์แฝง ซึ่งจะแสดงตัวออกมาในทันทีที่ความสุขนั้นจืดจางหรืเลือนรางไป ยิ่งสุขมากขึ้นเท่าใด ก็กลับกลายเป็นทุกข์ที่รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น เสมือนว่าทุกข์ที่แฝงขยายตัวตามขึ้นไป ถ้าความสุขนั้นไม่เกิดขึ้น ทุกข์เพราะสุขนั้นก็ไม่มี แม้เมื่อยังเสวยความสุขอยู่ พอนึกว่าสุขนั้นอาจจะต้องสิ้นสุดไป ก็ทุกข์ด้วยหวาดกังวล ใจหาย ไหวหวั่น 3 สังขารทุกขตา ทุกข์ตามสภาพสังขาร คือสภาวะของตัวสังขารเอง หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดจากเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ 5 (รวมถึง มรรค ผล ซึ่งเป็นโลกุตตรธรรม) เป็นทุกข์ คือ เป็นสภาพที่ถูกบีบคั้นด้วยปัจจัยที่ขัดแย้ง มีการเกิดขึ้น และการสลายดับไป ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง อยู่ในกระแสแห่งเหตุปัจจัย จึงเป็นสภาพซึ่งพร้อมที่จะก่อให้เกิดทุกข์ (ความรู้สึกทุกข์ หรือทุกขเวทนา) แก่ผู้ไม่รู้เท่าทันต่อสภาพและกระแสของมัน แล้วเข้าไปฝืนกระแสอย่างทื่อๆด้วยความอยากความยึด (ตัณหาอุปาทาน) อย่างโง่ๆ (อวิชชา) ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องและปฏิบัติต่อมันด้วยปัญญา (หน้า 90 91) ....บุคคลเสวยอารมณ์ใด ย่อมหมายรุ้ในอารมณ์นั้น (สัญญา) หมายรู้อารมณ์ใด ย่อมตริตรึกอารมณ์นั้น (วิตักกะ) ตริตรึกอารมณ์ใด ย่อมผันพิสดารซึ่งอารมณ์นั้น (ปปัญจะ) บุคคลผันพิสดารซึ่งอารมณ์ใด เพราะการผันพิสดารนั้นเป็นเหตุ ปปัญจสัญญา แง่ต่างๆ (สัญญาที่ซับซ้อนหลากหลาย) ย่อมผุดพลุ่งสุมรุมเขา ในเรื่องรูปทั้งหลาย ที่พึงรู้ได้ด้วยตา ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน (หน้า 36 37) พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรม (ฉบับเดิม) กองทุนอริยมรรค กรุงเทพ
งามวิจิตร บรรจง ประณีต มากๆค่ะพี่ณัฐ
... ก้านไหว ไกวโอน อ่อนช้อย ละม้อยหา
เกี่ยวกระหวัด รัดรึง เกลียวสายสัมพันธ์
เสมือนขยาย สายใยแห่ง ความรัก มากมาย ...
ขอบคุณค่ะ
เข้าใจแล้วค่ะ ดอกอัญชันมาเป็นภาพประกอบปฏิจจสมุปบาทได้อย่างไร ขอบคุณค่ะ
(แล้วคุณสมศรี รู้ตัวหรือยังคะ ว่าถูกนำมายกตัวอย่างประกอบคำอธิบาย^_^)
แวะมาเยี่ยมครับ
สวัสดีครับพี่ณัฐรดา
พี่คงสบายดีนะครับ
แวะมาเยี่ยมพร้อมทั้งเรียนรู้ข้อคิดจากพี่เช่นเดิมครับ
สวัสดีครับ
ปลงขึ้นตั้งเยอะครับ แฮ่ๆ
สาธุ
สวัสดีค่ะ
แวะมาชมภาพสวยๆลายเส้นคม พริ้วไหว
ได้อรรถรสศิลป์-ธรรม เต็มสี่ห้องหัวใจค่ะ
ครูกระเเต
อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่ตุ๊กตา
ดาวห่างหายไปจากบ้าน G2K เสียหลายวัน...กลับเข้ามาก็ได้รับความรู้ดีๆ และภาพสวยๆ จากบันทึกพี่ตุ๊กตา ^v^
เช้านี้ ดอกบัวที่หน้าบ้านสีม่วงกับสีขาวบานสะพรั่ง เห็นแล้วอยากวาด
แต่คงต้องใช้พลังใจในการริเริ่มอีกสักระยะค่ะ เพราะวาดออกมาไม่รู้ว่าจะเป็นตัวอะไร 555
มาอ่านธรรมของท่านในวันนี้
คุณสมศรีผู้ปิติกิเลสหลาย
หลงรูปขันธ์อันไม่เที่ยงเสี่ยงวุ่นวาย
อุปาทานมั่นหมายสังขารนั้นจีรัง
ความมานะยึดมั่นฉันเลอเลิศ
พาเตลิดอำพรางตั้งความหวัง
เบบี้เฟสหลงไหลในภวังค์
จึงพลาดพลั้งหลงกิเลสเหตุทุกข์ใจ
ซาบซึ้งจังขอรับ จิตคู่กายให้เป็นหนึ่งเพื่อความสมดุลในชีวิต
สวัสดีครับ ได้ความรู้และสบายตามาก
ภาพสวย เนื้อหาดี น่าอ่านๆ ค่ะ
ขอบคุณเรื่องเล่าดี ๆ ประเทืองสติปัญญาค่ะ
(^___^)
ภาพวาดดอกอัญชัน งดงามมาก ๆ ค่ะ
http://gotoknow.org/blog/nongnarts/340154
อ่านแล้วปลงค่ะ..ขอบคุณเรื่องราวดีๆน่ะค่ะ
ยิ่งค้นหา...
บางครา ยิ่งเหมือนสับสน
หากแต่ใจ อดทน
ย่อมหลุดพ้น-ค้นเจอ
...
ขอบคุณครับ
ข้อเขียนและภาพตรึงสายตาให้อ่าน
...
คิดตาม เข้าใจระดับหนึ่ง
ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ
*ชอบดอกอัญชันมากเป็นพิเศษ
เนื่องเพราะเป็นต้นไม้แรกที่เฝ้าปลูกประคบประหงมหนึ่ง
สอง-เมื่อได้ปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์ของครูกวีท่านหนึ่ง
ท่านให้เขียนความเรียง
เดินคิดถึงเรื่องที่จะเขียน เห็นดอกอัญชันและเถา...
ได้ "เถาอัญชัน" มาหนึ่งบทข้อเขียน
เป็นที่มาของ...การคิดที่จะเขียนมาเรื่อย ๆ ค่ะ)
สวัสดีครับ แวะมาอ่านเรื่องราวดีๆ นะครับ