การจัดการความรู้ที่เล่าผ่านประสบการณ์การจัดการศักยภาพตนเองแล้วออกไปสู่ระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับ cop องค์กร และสังคมจะทำให้เห็นภาพกระบวนการทำงานที่มีคุณค่าแก่เพื่อนร่วมวงการมากเลยค่ะ โจทย์นี้ตัวเองก็อยากตอบเหมือนกันค่ะ

ผู้เขียนเพิ่งกลับจากการเข้าร่วมเวทีภาคีจัดการความรู้ ครั้งที่ ๑ : คืนสู่เหย้า เพื่อนเก๋า KMI (วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓)  ณ ห้องชวนชม ๑ โรงแรมรามาการ์เด้น จัดโดย สคส.  ขอถือโอกาสนี้กราบขอบพระคุณ สคส. อีกครั้งที่เปิดโอกาสให้มือใหม่สมัครเล่นอย่างผู้เขียนเข้าไปร่วมเวที และได้ฟังวีรกรรมการทำงานของนัก KM จากหลากหลายสาขาอาชีพทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน  ซึ่งต้องขอบอกว่ามองเห็นเครื่องมือ องค์ความรู้ และบทบาทของนัก KM หลายมิติจริง ๆ

 

สิ่งหนึ่งที่ขอบอกว่าชื่นชมอย่างยิ่งคือ สองปีที่ผ่านมาของ สคส. ที่เงียบหายไปไม่ได้จัดเวทีภาคีจัดการความรู้ในลักษณะนี้นั้นก็คือความพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อจะยืนหยัดด้วยลำแข้ง แรงกาย แรงใจ แรงสมองของตนเองค่ะ  คำพูดเปิดงานไม่กี่คำของท่าน ดร.ประพนธ์   ทำให้ผู้เขียนพอจะมองเห็นว่าเป็นการทำงานด้วยความปรารถนาในงานวิชาชีพแบบมี passion พลังแรงกล้าของทีมงาน สคส. เองจริง ๆ

 

                             ขอนำเสนอภาพประทับใจมิรู้ลืมค่ะ

          

                                           ช่วงเริ่มเข้างาน

              

              

    

สามสาว  ท่าน ดร.ยุวนุช  ทินนะลักษณ์, คุณวิมล  โลมาจากกรมอนามัย และผู้เขียนเข้างานมาพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย

                                    เขียนกันว่าอย่างไรบ้างเอ่ย

             

        

                 

                   อาสาถ่ายรูปน้องมะปรางเปรี้ยวคนสวยกับท่านกูรูด้าน KM

 

              

           ขอถ่ายด้วยคนค่ะ ด้วยความเคารพพ่อครู แม่ครูที่นับถืออย่างยิ่งค่ะ

 

                              ช่วงแนะนำตัว เก๋าไหมคะ                     

           

 

                                        ช่วงเข้าวงลปรร

               มีของดีอยู่ตรงหน้าแต่จับต้องไม่ได้ (ข้าวตัง ทานแล้วอาจเลอะเทอะ)

         

                                วงที่ผู้เขียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ขอเทียบกับรายการข่าวสามมิติ ลปรรทั้งระดับปัจเจกบุคคล,   cop และองค์กร  ในอีกด้านหนึ่งก็มิติภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน  และในอีกด้านหนึ่ง ก็ลปรรแบบ KMมือเก่า (นำ KM มาใช้ในหน่วยงานนานพอสมควร)  มืออาชีพ (อยู่ในวงการ KM) และมือใหม่ (กำลังค้นหา how to go)  

 

 

บทบาทหน้าที่ของนัก KM ที่มาร่วมลปรร มีความหลากหลายด้วยเช่นกัน เป็นทั้งระดับผู้บริหาร - ครูอำนวย  ผู้ปฏิบัติในฐานะวิทยากร ที่ปรึกษา กระบวนกร  - ครูเอื้อ     แนวการลปรร ก็จะเป็นเชิงนโยบาย การปฏิบัติ และวิจัย/ประเมินผล  ซึ่งเป็นการเปิดหู เปิดตาที่ยอมรับว่าหาโอกาสได้ยากจริง ๆ  ที่จะได้เข้ามาร่วมวงแบบนี้

 

ความประทับใจของผู้เขียนคือการได้เรียนรู้รูปแบบและวิธีการทำงานที่สร้างความอบอุ่นได้เพียงไม่กี่นาทีให้แก่ผู้มาใหม่หรือผู้ที่เคยมาแต่ไม่ได้เห็นหน้ากันนานแล้วที่เข้ามาในงาน จากภาพบรรยากาศของการเข้างานจนมาถึงเข้าวงลปรร  บางท่านไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ก็ดีใจที่ได้มาเจอ คนทำงานหัวใจเดียวกัน 

 

การพูดคุยกันซึ่งอาจจะลงลึกไม่ได้มากนักด้วยข้อจำกัดของเวลา อย่างน้อยก็ทำให้รู้จักกันผ่านลักษณะงานที่ทำและทิศทางขององค์กรที่กำลังก้าวเดิน

 

ปรมาจารย์ KM ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ พาณิชเป็นผู้ให้คำแนะนำ และเป็นกำลังใจให้กับการทำงานของนัก KM มือใหม่ค่ะ...

 

  

                            ๓ วง ๓ สไตล์ ไร้กระบวนท่า

                               

                                            

           หาก "รู้" ครบมิติ จะนำไปสู่การขับเคลื่อนพัฒนาอย่างยั่งยืน           

                          

                     ถ่ายรูปหมู่  เราหมั้นกันเป็นภาคีแล้วค่ะ

                              จากนี้ไป เราคงไม่โดดเดี่ยว

 

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ ที่ สคส.จะรวบรวมกูรูด้าน KM และนัก KM ในองค์กรไว้ในคราวเดียวกันและแลกเปลี่ยนบน Theme เดียวกัน  เป็นความมหัศจรรย์แห่งความหลากหลายที่ท้าทายผู้มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์...ขอกระซิบบอกว่า ผู้เขียนเตรียมเคียวมาเก็บเกี่ยวความรู้โดยแท้ แม้ว่าจะเก็บไม่ครบทุกเมล็ดพันธุ์  แต่ก็ทราบแล้วว่าจะหาเมล็ดพันธุ์พิเศษจากแหล่งไหนบ้างค่ะ

 

ในความเป็นจริงแล้ว  แต่ละท่านมีภูมิหลังที่ยาวนานมาก ซึ่งผู้เขียนเองก็ยอมรับว่าหากไม่ทราบเบื้องหลังเบื้องลึกก็ยากที่จะเข้าใจเพียงไม่กี่คำที่ท่านทั้งหลายสื่อออกมา นั่นเป็นเพราะผู้เขียนมือใหม่หัดขับจริง ๆ คำบางคำของท่านผ่านการลงมือปฏิบัติกันมาพอสมควรแล้ว เราจึงได้เพียงแค่รู้...อาจจะยังไม่ถึงขั้นเห็น...จึงฟังและรวบรวมประเด็นไว้ในใจก่อน วันหน้าอาจจะตกผลึกผ่านการมองเห็นด้วยตนเองหรือนำไปปฏิบัติจริงค่ะ

 

การเข้าใจภูมิหลัง ภูมิปัญญาและภูมิทัศน์ของท่านนัก KM จะทำให้ผู้เขียนรู้แบบคมชัดลึกกว่านี้  ในที่นี้ จึงไม่อาจยกเคล็ดลับดี ๆ ของแต่ละท่านออกมา show และ share ได้ถนัดนัก เนื่องจากผู้เขียนเองอาจเก็บประเด็นมาไม่หมดจด

 

ขอสรุปเลยแล้วกันค่ะว่าพวกเรามีความหวังร่วมกันแล้วนะคะ 

-  หวังว่าจะมีเวทีลปรรกันอีกโดยผลัดกันเป็นเจ้าภาพ 

-  หวังว่าจะมีมหกรรมการจัดการความรู้ครั้งใหญ่ 

-  หวังว่าจะมีการเยี่ยมบ้านองค์กรต่าง ๆ  ...เปิดหน้าบ้าน...

-  หวังว่าจะมี cop ย่อย ๆ ตามความสนใจในกลุ่มเล็ก ๆ ไปก่อน 

-  หวังให้มีการทำ scoop เด็ดโดนใจรวบรวมวิธีการทำกิจกรรมดี ๆ ต่าง ๆ เอา  

    ไว้ให้เรียนรู้กัน

-  หวังให้นัก KM รุ่นเก๋าทำบันทึกจุดเริ่มต้นจนถึงกว่าจะเป็นวันนี้ของตนและ

    องค์กรเอาไว้เพื่อให้นัก KM รุ่นใหม่ได้ศึกษาและหาวิธีการที่เหมาะสมกับ

    องค์กรตนเองค่ะ

-  หวังว่าจะมีการร่วมมือกันทำงานเพื่อชาติ ได้แก่ การค้นหาเอกลักษณ์

    วัฒนธรรมไทยของเรา

 

          ผู้เขียนเองก็ฝันค่ะ ฝันที่จะมีชมรมคนรักความรู้หรือวิธีการเรียนรู้                

       ลปรรกระบวนการดี ๆ ที่ไม่ต้องลงเนื้อหา เพราะต่างองค์กร ก็ต่างบริบท

           ที่สำคัญเนื้อหาความรู้ของบางองค์กรอาจจะต้องห้ามเผยแพร่ค่ะ

 

สุดท้าย ขอฝากความเห็นไว้นะคะ

๑ การจัดการความรู้ที่เล่าผ่านประสบการณ์การจัดการศักยภาพตนเองแล้วออกไปสู่ระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับ cop องค์กร และสังคมจะทำให้เห็นภาพกระบวนการทำงานที่มีคุณค่าแก่เพื่อนร่วมวงการมากเลยค่ะ โจทย์นี้ตัวเองก็อยากตอบเหมือนกันค่ะ  ตอบยากจังเลยภายใต้เวลาจำกัดสำหรับการพบกันครั้งแรกหรือการพบกันน้อยครั้ง  (ดังนั้น ต้องจัดเวทีแบบนี้บ่อย ๆ ค่ะ)

๒ หากเราตอบข้อหนึ่งได้ เราจะผูกพันทางใจกันอย่างมากเลยทีเดียว เพราะเรามองเห็นคุณค่าเชิงปัจเจกบุคคล ผ่านภาพสะท้อนการจัดการองค์กรที่ประสบความสำเร็จ หรือการจัดการหาแผนที่เพื่อคลำหาทิศทางของท่าน...ซึ่งไม่ว่ากระบวนการหรือผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เวทีนี้มีภาคี KM เป็นพี่เลี้ยงคอยให้กำลังใจและก้าวเดินไปด้วยกันเสมอ  ผู้เขียนเชื่อมั่นเช่นนั้นค่ะ         

 

        ขอแสดงความซาบซึ้งในไมตรีจิตที่ สคส. จัดเวทีครั้งนี้สำหรับนัก KM

                                      มือใหม่ มือเก๋าทุกท่านค่ะ