ทบทวนเรื่องการกลับบ้านพ่อแม่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
วันหยุดที่ผ่านมา หนูหยุดตนเอง เพื่อทดสอบใจ และการเป็นไปต่าง ๆ เพราะ ตลอดช่วงสามเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่หลวงพี่บวช หนูก็เดินทางกลับบ้านทุก ๆ เสาร์-อาทิตย์ ที่ไม่ได้ติดงานอะไร เพื่อไปวัดตอนเช้า และอาศัยร่มเงาแห่งภูเขาอันสงบเป็นสถานที่ปฏิบัติภาวนาในค่ำคืนวันเสาร์ แล้ววันอาทิตย์เย็น ๆ ก็ต้องเตรียมตัวกลับ ถึงนนทบุรีประมาณตีสี่ ตีห้าของเช้าวันจันทร์ แล้วสาย ๆ ก็ไปทำงาน หนูใช้ชีวิตแบบนี้มาต่อเนื่อง แม้แรก ๆ จะงอแง ไม่ค่อยจะเข้าร่องเข้ารอย แต่พอผ่านไปนาน ๆ ก็เกิดเป็นกิจวัตรที่คุ้นเคย เป็นความแปลกหู แปลกตาของคนที่พบเห็น
ทำไมหนะเหรอค่ะ เพราะเมื่อก่อน หนูทำงานอยู่ขอนแก่นห้าปี แต่กลับบ้านที่กาฬสินธ์ เดือนละครั้งหรือ สองเดือนครั้งได้ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นก็เอารถกะบะมาใช้ ขับรถจากขอนแก่นไปกาฬสินธุ์เพียงสองถึงสามชั่วโมง ครานี้พอหนูต้องย้ายตนเองมาเรียนรู้งานที่นนทบุรี ตลอดเจ็ดเดือนแรกที่หนูมาอยู่ก็ไม่ค่อยได้กลับกาฬสินธุ์เท่าไหร่ค่ะ รวมก็ประมาณสี่ห้าครั้งได้มั้ง แต่ก็ดูเหมือนเป็นปกติของหนูไปแล้ว ณ เวลานั้น แต่หลังจากหลวงพี่ท่านบวช ครูแนะนำหนูว่า
ตั้งใจ อดทน และใส่ใจนะ...
เสาร์-อาทิตย์นี้ไปภาวนาเคียงข้างพี่ชายนะ...
เป็นการให้กำลังใจกันและกัน
ตอนแรกก็รู้สึก แปลกใจ และมีเสียงถามมาเบา ๆ ว่า “จะไหวเหรอ เหนื่อยนะ แล้วจะมีตังค์พอเหรอ” แต่หนูก็ได้ลองทำแล้วก็ดูไปเรื่อย ๆ ยิ่งได้ไปวัด ไปภาวนา เพียงได้เห็นพี่ชายเสียสละตนเองอยู่ในเพศของสมณะ จากเดิมใจหนูคิดว่าการกลับบ้านไปภาวนาเป็นการไปให้กำลังใจหลวงพี่ แต่ทราบไหมค่ะ หนูประจักษ์ลงในใจว่า ท่านเป็นผู้ให้กำลังใจหนูทุกครั้ง หนูจิตใจเข้มแข็งขึ้น มีกำลังกลับมาเผชิญกับวังวนแห่งกิเลสในตนเองมากขึ้น ความเหนื่อยล้าในกายจากการเดินทางแค่พักก็หายเป็นปลิดทิ้ง ขณะที่หนูรู้สึกได้ถึงใจที่มั่นคงมากขึ้น สำหรับคำถามแรกที่ว่า “จะไหวเหรอเหนื่อยนะ” หนูได้คำตอบว่า “ไหว”
ครานี้เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พี่สาวส่งคำถามมากระตุกใจให้ทบทวนว่า “ไม่เก็บเงินไว้ใช้หนี้เหรอ” เป็นคำถามที่ทำให้หนูรู้สึกตัวว่า หนูละเลยการประเมินตนเองทั้ง ๆที่เคยมีคำถามนี้เกิดขึ้นในใจมาก่อน เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา จึงเป็นช่วงเวลาหยุดตนเอง เพื่อสำรวจใจ มันหนักหนามาเลยสำหรับหนู เพราะใจหนูดิ้นรน ไม่พึงพอใจกับการที่ต้องอยู่ในหอพัก ไม่ยอมทำอะไรทั้งสิ้น เหมือนเป็นการงอแง ของเด็กดื้อที่โดนขัดใจ เห็นไหมค่ะ สุดท้ายหนูก็โดนหลอกกิเลส ทั้ง ๆที่ครูท่านเมตตาโทรศัพย์มาเตือนสติ “ให้อยู่กับปัจจุบัน” หนูก็แสดงอาการ “สำออย” ไม่มีสติ คุยกับท่าน เป็นชั่วโมงกว่าจะพอพยุงตนเองได้
หนูลองนั่งทบทวนรายจ่ายที่จะต้องจ่ายไปต่อการเดินทางหนึ่งรอบประมาณหนึ่งพันสองร้อยบาท ถ้าหนูเดินทางกลับสี่อาทิตย์ก็สี่พันแปดร้อย ในความเป็นจริงที่ผ่านมาหนูกลับบ้านถัวเฉลี่ยเดือนละสองครั้ง คือจ่ายประมาณเดือนละสองพันสี่ร้อยบาท อืมถ้าคิดถ้วนก็ประมาณ สามพัน อืมจะว่าก็ไม่เกินกำลัง แม้หนี้สินที่รับผิดชอบก็ยังมีอยู่ แต่การเปิดโอกาสให้ตนเองในการปฏิบัติภาวนา ซึ่งการกลับบ้านไม่ใช่เพียงการปฏิบัติภาวนาอย่างเดียวเท่านั้นค่ะ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พ่อและแม่ ดูมีความสุขมากยิ่งขึ้น ที่ได้เห็นหน้าหนูในการกลับบ้านทุก ๆ ครั้ง สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นภายในใจที่ท่านส่งมา จากเดิมที่แม่ ไม่ไปปฏิบัติภาวนา ช่วงนี้ท่านก็เริ่มจะร่วมเดินทางไปปฏิบัติภาวนาที่วัดด้วย ญาติ ๆ หรือ แม้กระทั่งพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในตลาดก็ลุกขึ้นมาทำบุญใส่บาตร บางทีก็ร่วมไปวัดกับพ่อด้วย หรือบางรายก็ไปวัดอื่น ๆ ที่มีพระกรรมฐานมาภาวนาตามภูเขา เป็นความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างมหัศจรรย์ จากเดิมที่มีเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่ปฏิบัติภาวนา แต่ตอนนี้ดูเหมือนกับมีการขยายวงกันมากขึ้น ซึ่งคำพูดหนึ่งที่พ่อท่านเอ่ยแล้วหนูรู้สึกชื่นใจมากคือ “พระลูกชายที่บวชท่านตั้งใจปฏิบัติ จริง ๆ จัง ๆ เป็นตาได้บุญแยะอยู่ แล้วพระหนุ่ม ๆ รุ่นเดียวกัน ก็เร่งปฏิบัติมุ่งเอามรรคผลนิพพานกันจริง ๆ ถ้าพระรุ่นนี้สำเร็จ ก็คงจะช่วยคนให้ร่มเย็นได้อีกเยอะ” คำพูดของพ่อ บ่งบอกถึงศรัทธาของท่านที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น
ขอให้เดินทางปลอดภัยนะคะ
อนุโมด้วยค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ พี่แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช เห็นความคิดเห็นของพี่แก้วแล้ว คิดถึงขอนแก่นจังเลยค่ะ (^_^)