ความสำคัญของการทำงานร่วมกัน

บทความนี้ไม่ได้มีไว้โจมตีรัฐบาลหรือบุคคลอื่นใด เป็นเพียงแต่ความ น้อยใจ และไม่เข้าใจในระบบงานขององค์กรที่ข้าพเจ้าสังกัดอยู่เพียงเท่านั้น   

   หากกติกาหรือกฏระเบียบขององค์กรมีไว้ปฏิบัติและลงโทษแด่ พนักงานผู้น้อย หรือ เลือกที่จะใช้เพื่อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดกับคนกลุ่มหนึ่งแต่เลือกที่จะมองข้ามหรือละเลยกับคนกลุ่มหนึ่งนั้นแล้ว ความน่าเชื่อถือ หรือความศรัทธาต่อองค์กรนั้นจะเกิดขึ้นเสียมิได้เลย

ในยุคสมัยปัจจุบัน มีผู้คนมากมายปะปนกันอยู่ ทั้งคนรุ่นเก่าที่ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น จนกระทั้ง คนรุ่นใหม่ที่ใช้ Internet เป็นตังแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน แน่นอนว่าในองค์กรของผมก็เช่นกัน เรามีคนมากมาย หลากหลาย ผมเป็นคนรุ่นใหม่ที่ผันตัวกลับเข้ามาทำงานอยู่ที่ องค์กรสาธารณสุขขนาดกลางของรัฐบาล แห่งหนึงในจังหวัดเพชรบูรณ์ จากเดิมที่เคยทำงานอยู่ที่ กรุงเทพฯ บริษัทต่างชาติ ด้วยความคุ้นเคยกับ วัฒนธรรมการทำงานในรูปแบบของชาวต่างชาติต่างภาษา ทำให้ผมมีมุมมองที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับองค์กรใหม่ที่ผมมาสังกัดอยู่นี้ รวมทั้งทัศนคติ และมาตรฐานการทำงาน และการคัดเลือกคนทำงานของคนที่นี้ทำให้ผมอึ้งไปเลยทีเดียว 

      เจ้าหน้าที่หลายท่านใช้ Excel ไม่เป็นทั้งๆที่เป็นโปรแกรมที่เรียกได้ว่าจำเป็นมากกับงานที่เขาทำอยู่ โดยเขามองว่า Excel ทำให้งานของเขาช้าลง เพราะเขาไม่ถนัด

      เจ้าหน้าที่บางท่านบอกว่าการ Copy รูปจากกล้องดิจิตอล แล้ววางใน Folder บนหน้าจอ นั้นยากเกินกว่าเขาจะทำได้

      การ ขอ Username รหัสผ่าน ของแพทย์ เจ้าหน้าที่ต้องนำไปให้แพทย์เซ็นทั้งๆที่คนอื่นๆก็ต้องเข้ามาเซ็นที่ office และกติการก็ระบุไว้ชัดเจน 

      การตรวจรักษามีการนัดผิดพลาด หรือ มีข้อมูลสำคัญบางอย่างไม่ได้ลงรายละเอียดในโปรแกรม พยาบาลกลับเป็นฝ่ายโทรมาหาไอทีเพื่อขอ username password หมอเพื่อให้จะเข้าไปแก้ให้แทนที่จะให้แพทย์เป็นคนแก้ไขปรับปรุงเพื่อว่าครั้งหน้าจะได้ไม่ผิด แพทย์นั้นหากเราไปบอกกล่าวเขาสักนิด เขาก็ยินดีที่จะเปลี่ยน และเข้าใจ แต่พยาบาลกลับคิดว่า แพทย์ไม่มีเวลา แพทย์ไม่ว่าง แพทย์คนไข้เยอะ เสียเวลาแพทย์ และยินดีแก้ให้ ผมอยากถามเขาว่า หากปล่อยให้ผิดอย่างงั้นต่อไปเรื่อยๆโดยที่ไม่มีการบอกแพทย์ให้ทราบเลย เขาก็จะทำผิดไปอย่างนั้นเรื่อยๆ แทนที่พยาบาลจะทำอย่างอื่นๆก็ต้องคอยมาตรวจให้ว่าถูกหรือเปล่า ผิดหรือเปล่า อยู่ตลอดเวลา

    พยาบาลที่นี่มองแพทย์เป็นอะไรไปแล้ว ในสายตามผม แพทย์เองก็เป็นเพียงบุคลากรคนหนึ่งในโรงพยาบาล และยิ่งกว่านั้นเขายังคงเป็นมนุษย์ สามารถผิดพลาดได้และแก้ไขปรับปรุงตัวเองได้

    ผมลองสอบถามเรื่องไปกลับได้คำตอบว่าหากเราไปจู้จี้หรือไปเคร่งครัดกับแพทย์มากแพทย์พวกนี้จะย้ายหนี้ ซึ่งเราไม่ต้องการอย่างนั้นเราจึงต้องดูแลเขาในระดับความสำคัญที่เป็นอันดับต้นๆ โดยเชื่อว่าแพทย์จะอยู่กับเรานานๆ แต่ผมนั้นคิดเห็นต่างกัน องค์กรที่ผมสังกัดอยู่ ไม่ได้มีทางเข้าเป็นทางลูกลัง หรือต้องเดินเท้าเข้าไป ไม่มีถนนตัดผ่าน ห่างไกลความเจริญสักหน่อย ตอนนี้แพทย์ก็จบใหม่เยอะแยะ และมหาลัยที่เปิดสอนแพทย์ก็มีมากขึ้นทุกวัน ทำไมเรายังยึดติดกับความคิดเมื่อสมัย 10 หรือ 20 ปีก่อน ซึ่งโลกในปัจจุบันเปลี่ยนไปมากแล้ว

    ตอนนี้แพทย์ที่อารมณ์เสียง่ายก็จะลงเอากับพยาบาลหน้าห้องตรวจ และถ้าวันไหนคอมพิวเตอร์ที่เขาใช้งานอยู่มันเกิดเสีย หรือขัดข้องขึ้นมาก ก็จะโทรตามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด โมโห พอรับสายเขาก็จะบ่น บ่น บ่น แล้วก็บ่น จากนั้นจะวางสายไปเลยโดยที่ไม่ฟังเสียงคำถามของเราที่สอบถามเพิ่มเติมกลับไป ไม่แม้จะบอกว่าแค่นี้นะ ไม่แม้แต่จะถามว่าสะดวกที่จะลงมาทันทีไหมหรือจะให้ใครลงไปดูให้ ไม่แม้แต่จะทำตามคำแนะนำเบื้องต้นในการแก้ปัญหา

    ทางผมกลับเป็นจุดล่างสุดของห่วงโซ่อาหารที่ใครไม่พอใจอะไรก็จะมาใส่กับเราก่อน เพราะทุกๆอย่างมันใช้ คอมพิวเตอร์หมดอยู่แล้วนี้ เป็นงั้นไป พูดกับพวกผมดีๆก็ได้ ผมไม่ได้จะไม่ช่วย แต่ของเวลาหน่อยบางทีผมอาจกำลังยุ่ง หรือมีปัญหาที่ด่วนกว่าของคุณก็ได้ หรือหากคุณฟังคำแนะนำหรือให้ข้อมูลมากกว่านี้เราจะแก้ปัญหาให้คุณเร็วขึ้นด้วยซ้ำ

    หากเราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้น้อยไปใช้เสียงแบบที่เขาใช้กับเรา เราจะโดนเขาเล่นงานแบบไม่ได้ผุดได้เกิด ด้วยกฏกติกาที่เขาอ้างสารพัดเพื่อจะเล่นงานเรา แต่เขากลับทำกับเราได้โดยเราไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ และหากเรายื่นหนังสือร้องเรียนไป หากไปโดนกับผู้ใต้บารมีของใครเข้า เรื่องก็จะเงียบแบบว่ารู้กัน สุดท้ายแล้ว คนพวกนั้นก็ยังทำงานต่อไปเหมือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และพฤติกรรมของเขาก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร....

     แล้วกฏจะมีไว้ทำอะไร องค์กรจะพัฒนาได้อย่างไร แล้วองค์กรของรัฐเมื่อไหร่จะพัฒนาได้ทัดเทียมเอกชนเสียที..............