การศึกษาสถานการณ์และข้อคิดเห็นจากผู้ให้บริการทางการแพทย์ต่อการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีโดยผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในระบบบริการสาธารณสุขหลังการดำเนินการโครงการโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพในคลินิกผู้ติดเชื้อเอชไอ
ศักดิ์ชัย ไชยมหาพฤกษ์
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก
บทนำ
การให้บริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพทางเพศในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในคลินิกเป็นมาตรการหนึ่งเพื่อลดการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยและส่งเสริมการเปิดเผยผลเลือดต่อคู่นอน สำนักโรคเอดส์ กรมควบคุมโรคจึงได้จัดอบรมการให้บริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพทางเพศในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในคลินิกให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศในเดือนกันยายนและตุลาคม 2551 ได้มีการสำรวจข้อมูลสถานการณ์ก่อนดำเนินโครงการ (เดือน สิงหาคม ถึง ตุลาคม 2551) จากผู้ให้บริการ ร้อยละ 97 เห็นด้วยว่าตนเองมีหน้าที่ให้คำแนะนำในการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี พบว่าการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การไม่เปิดเผยผลเลือดต่อคู่นอนยังเป็นปัญหาในมุมมองของผู้ให้บริการ โดยมีผู้เห็นด้วยว่าควรมีกฎหมายให้ผู้ติดเชื้อต้องเปิดเผยผลการติดเชื้อให้แก่คู่นอนใดๆ (63%) หรือคู่นอนประจำ (70%) เห็นด้วยที่เจ้าหน้าที่ควรมีสิทธ์คุ้มครองตามกฎหมายในการเปิดเผยผลเลือดต่อคู่นอนของผู้ติดเชื้อ(47%) มีผู้ให้บริการจำนวนหนึ่งประมาณร้อยละ 7 ที่เคยเปิดเผยผลเลือดต่อตัวคู่นอนของผู้ติดเชื้อโดยเหตุผลคือเพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจข้อมูลสถานการณ์เพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และ การปฏิบัติ ด้านการส่งเสริมสุขภาพทางเพศเพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีโดยผู้ติดเชื้อเอชไอวี (PwP) จากผู้ให้บริการรักษา หลังการดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพทางเพศในผู้ติดเชื้อเอชไอวี
วิธีการศึกษา
การศึกษาแบบสำรวจภาคตัดขวาง(cross-sectional study) สำรวจข้อมูลในเดือนสิงหาคม ถึง ตุลาคม2552 โดยจัดส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์โดยตรงไปยังผู้เข้าร่วมประชุมอบรมโครงการส่งเสริมสุขภาพทางเพศในคลินิกเอชไอวีซึ่งจัดโดยสำนักโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั้ง 12 แห่ง
ผลการศึกษา
ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนทั้งสิ้น 320 คนจากจำนวนทั้งสิ้น 600 ฉบับ ที่ได้ส่งไป คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 54 เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนร้อยละ 75 เป็นพยาบาลวิชาชีพร้อยละ 77
ร้อยละ 47 มีความเห็นว่าบริการ PwP ยังน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ปัญหาอุปสรรคต่อการให้บริการ PwP เรียงตามลำดับคือ ขาดการสนับสนุนด้านนโยบายจากภายนอกสถาบัน ไม่มีเวลาเพียงพอ ขาดกำลังคนในการปฏิบัติงาน ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ร่วมงานหรือทีมงาน งาน PwP ไม่ใช่งานที่มีความสำคัญหรือไม่ใช่นโยบายของสถาบัน ขาดการอบรมการให้บริการ PwP และคิดว่าประเด็นเรื่องการขาดเจ้าหน้าที่ควรได้รับการแก้ไขมากที่สุด และควรมีนโยบายแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้บริหารสูงสุดก่อนแล้วจึงนำนโยบายสู่การปฏิบัติ
ในด้านแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ PwP การถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและเห็นด้วยว่าบุคลากรทางการแพทย์มีบทบาทหน้าที่ในการให้ข้อมูลดังกล่าว (ร้อยละ 97 ) และมีความเป็นไปได้ในการให้ข้อมูลสม่ำเสมอกับผู้ป่วยครั้งละ 3-5 นาที (ร้อยละ 83 บอกเป็นไปได้)
การให้บริการ PwP กับผู้ติดเชื้อที่มารับบริการในคลินิกที่ผู้ให้บริการระบุว่าเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือการพูดคุยกับผู้ติดเชื้อเรื่องการป้องกันการถ่ายทอดและรับเชื้อเอชไอวี (ผู้ให้บริการร้อยละ 83 ระบุว่าเพิ่มขึ้น) การให้คำแนะนำส่งเสริมผู้ติดเชื้อในการพาคู่มารับการตรวจเลือดเอชไอวี (ร้อยละ 85) การให้คำแนะนำส่งเสริมผู้ติดเชื้อเอชไอวีในการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ (ร้อยละ 89) บริการที่ผู้ให้บริการระบุว่าลดลงคือ การให้คำแนะนำส่งเสริมผู้ติดเชื้อในการงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ (ร้อยละ 10 ระบุว่าลดลง) บริการที่มีเท่าเดิมมากที่สุดคือการแจกสารหล่อลื่น (ร้อยละ 73 ระบุว่าเท่าเดิม)
สื่อที่ได้ใช้มากที่สุดคือภาพพลิกการให้ข้อมูลเพื่อส่งเสริมการป้องกันในผู้ติดเชื้อเอชไอวี (ใช้บ่อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 34) และแผ่นข้อมูลสั้น ๆ เกี่ยวกับการป้องกันเพื่อส่งเสริมสุขภาพผู้ติดเชื้อเอชไอวี (ใช้บ่อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 32)
ในด้านข้อเสนอแนะอื่น ๆ ควรเพิ่มจำนวนเอกสารสื่อที่ให้ ส่งเสริมและปลูกฝังการมีส่วนร่วมของผู้ติดเชื้อที่มีพฤติกรรมดูแลตนเองดี เป็นแบบอย่างให้แก่ผู้ป่วยอื่น ๆ มีการนิเทศ มีการจัดอบรมเพิ่มเติม มีการรณรงค์และเผยแพร่โครงการผ่านสื่อสารมวลชน มีการตรวจเลือดคู่โดย
สมัครใจ ในด้านข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเปิดเผยผลการติดเชื้อส่วนหนึ่งมีความเห็นว่าควรมีกฎหมายให้ผู้ติดเชื้อต้องเปิดเผยผลการติดเชื้อในกรณีที่มีความเสี่ยงที่อาจมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย เช่น สามี ภรรยา แฟน (เห็นด้วยร้อยละ 78) ควรมีกฎหมายให้ผู้ติดเชื้อต้องเปิดเผยผลการติดเชื้อแก่คู่นอนที่มีหรืออาจมีเพศสัมพันธ์ด้วย (ร้อยละ 67) เห็นด้วยที่เจ้าหน้าที่ควรมีสิทธ์คุ้มครองตามกฎหมายในการเปิดเผยผลเลือดต่อคู่นอนของผู้ติดเชื้อ(ร้อยละ 56)
อภิปรายผล
จากผลการศึกษาบุคลากรทางการแพทย์มองเห็นความจำเป็นของ PwP การสนับสนุนให้มีการกำหนดเป็นนโยบายในระดับผู้บริหารเพื่อผลักดันการดำเนินงานจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันโดยสนับสนุนด้านงบประมาณ เครื่องมือ เทคโนโลยี่ต่างๆ ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญคือ จำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอ บุคลากรส่วนหนึ่งยังคงมีความเห็นว่าอาจมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเช่น กฎหมายที่จะให้ผู้ติดเชื้อเปิดเผยผลเลือดต่อคู่นอนประจำ รวมทั้งผู้ให้บริการอาจต้องได้รับความคุ้มครองสิทธิ์ในการเปิดเผยผลเลือดต่อบุคคลที่สาม การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในวงกว้างทั้งให้กับผู้ติดเชื้อและประชาชนให้ได้ทราบถึงโครงการและความเสี่ยง เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี เกิดความตระหนักถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีเช่น ในการมีคู่นอนประจำ ซึ่งอาจไม่เปิดเผยผลการติดเชื้อเอชไอวีให้ทราบ