บันทึกนี้ตอนแรกกะจะเขียนเป็นอนุทิน แต่เขียนไปเขียนมา เอ๊ะ!! ชักจะยาว แหะๆ คงต้องเป็นบันทึกแล้วค่ะ
          เมื่อวาน (15 ก.พ. 53) มีพระรูปหนึ่งซึ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็ง case นี้มี spine met แล้ว แต่ยังไม่มี cord compress ขาเริ่มอ่อนแรง 2 ข้าง แต่พอพยุงเดินได้ refer มารับรังสีรักษา กรณีแบบนี้จำเป็นต้อง admit ค่ะ แต่ดูท่าทางหลวงพี่ท่านไม่ค่อยต้องการ admit เท่าไหร่ แต่แพทย์ผู้ให้การรักษาแนะนำว่าจำเป็นต้อง admit เนื่องด้วยพยาธิสภาพของโรคที่เป็นประกอบกับการรักษาด้วยรังสีและ complication จากรังสี หนึ่งมีโอกาสได้พูดคุยให้คำปรึกษากับผู้ป่วยรายนี้ จึงได้ทราบว่า หลวงพี่เป็นชาวเขมร ที่มาบวชอยู่ที่จ.อุดร นานเกือบสิบปีแล้วค่ะ พูดไทยชัดมากจนไม่รู้เลยว่าเป็นคนต่างด้าว เมื่อเจ็บป่วยจึงไม่มีสิทธิบัตรใดๆในการรักษาตัวค่ะ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด นี่เป็นสาเหตุนึงที่ทำให้ผู้ป่วยรายนี้ไม่ต้องการ admit เพราะถ้ามาฉายแสงไปกลับ จะไม่ต้องเสียค่าเตียง ค่าบริการที่คิดเหมาจ่ายรายวัน ฯลฯ ทำให้กลับมานึกย้อนดูว่า ที่เรา (พยาบาล) ได้ให้ข้อมูลกับผู้ป่วย ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดกับเค้าแล้วนั้น บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดกลับไม่ใช่สำหรับผู้ป่วยนั้นๆค่ะ
มาดูทฤษฎีที่ได้เรียนไปหมาดๆค่ะ อิอิ ในวิชา Chronic 2 ที่ผ่านมา ในชั่วโมงของ รศ.ดร.บำเพ็ญจิต แสงชาติ เรื่อง Partnership Model ซึ่งมีหลายรูปแบบดังนี้
รูปแบบของ Partnership Model
1. Paternalistic เสมือนพ่อแม่ปกครองลูก ลูกต้องปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่พ่อแม่ตั้งไว้
2. Partnership ผู้ป่วยมีส่วนร่วม เพิ่มความเป็นอิสระ คำนึงถึงสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการและสนใจ
3. Technical เหมือนวิศวกรกับผู้ให้บริการโดยเสนอ options ให้ผู้ใช้บริการเลือก                
4. Friendship อาจถูกจำกัดความคิดหรือเป้าหมาย เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่าง Paternalistic และ Partnership ทำบางสิ่งบางอย่างให้ โดยอาจไม่รู้ว่าต้องการรึเปล่า
5. Negotiation การเจรจาต่อรอง ความเห็นพ้องตกลงร่วมกัน
          และเมื่อมาวิเคราะห์กับสถานการณ์นี้แล้ว คิดว่าน่าจะเข้ากับรูปแบบไหนที่สุดคะ ^^
          จากสถานการณ์ดังกล่าวหนึ่งคิดว่าเข้ากันได้กับ Paternalistic เป็นการมีส่วนร่วมแบบพ่อสอนลูก ซึ่งอธิบายได้ดังนี้คือ สิ่งที่แพทย์และพยาบาลแนะนำผู้ป่วยทั้งหมดเป็นสิ่งที่แพทย์และพยาบาลคิดว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุด และเป็นประโยชน์กับตัวผู้ป่วยที่สุด ที่แนะนำผู้ป่วยไป แต่ไม่ได้สนใจถึงความต้องการของผู้ป่วย ว่าต้องการแบบนี้หรือไม่ ผู้ป่วยจะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งไม่แปลกเลยค่ะที่โดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์และพยาบาลจะให้การดูแลผู้ป่วยในรูปแบบนี้ ทุกๆรูปแบบนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อจำกัดต่างๆ เพียงเรามาปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ ก็จะสามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวมโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางได้ค่ะ ^^
          สถานการณ์ของผู้ป่วยรายนี้เราแก้ไขโดย ในช่วงการฉายรังสีสัปดาห์แรกๆที่จำเป็นต้อง admit ได้มีการพูดคุยกับญาติและผู้ป่วย อธิบายให้ทราบถึงเหตุผลว่าทำไมจึงจำเป็นต้อง admit และอธิบายถึงผลดี และผลเสียที่จะเกิดขึ้นในกรณี admit และ ไม่ admit อธิบายเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู่ การรักษา การปฏิบัติตัว ซึ่งข้อมูลที่อธิบายผู้ป่วยและญาตินั้นเป็นข้อมูลที่ผู้ป่วยและญาติสอบถามและต้องการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ (เป็นหัวข้อที่เราเก็บข้อมูลจากผู้ป่วยในปีที่ผ่านมาและนำมา set เป็นโปรแกรมการให้ข้อมูล) ในกรณีที่ผู้ป่วยและญาติต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากนี้ หาข้อมูลเพิ่มเติมให้กับผู้ป่วยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายคร่าวๆ โดยปรึกษาสังคมสงเคราะห์ของศูนย์มะเร็งอุดรฯ ให้เวลาผู้ป่วยและญาตได้ปรึกษากันเอง และตัดสินใจค่ะ
ผลการตัดสินใจของผู้ป่วยรายนี้คือ ผู้ป่วยขอ admit ตามที่แพทย์และพยาบาลแนะนำ เนื่องจากเห็นข้อดีของการ admit ในช่วงที่ต้องฉายรังสีบริเวณกระดูกสันหลังและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความพิการจากการกดทับเส้นประสาทเพิ่มเติม และเพื่อสังเกตตัวเองว่าจะมีผลข้างเคียงจากการฉายรังสีมากน้อยแค่ไหนก่อน ผู้ป่วยและญาติรายนี้บอกว่าคิดว่าพอจะสามารถรับไหวกับค่าบริการต่างๆ และค่าฉายรังสีได้ในช่วงแรกๆ แต่ขอต่อรองในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการฉาย เมื่ออาการทุเลาแล้ว ถ้ายังแข็งแรงดี ไม่มีอาการแทรกซ้อนจากรังสี จะขอมาฉายรังสีแบบไปกลับเพื่อลดค่าใช้จ่าย ค่ะ
สรุป case
ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาในสิ่งที่ทีมแพทย์และพยาบาลคิดว่าดีที่สุดเหมาะสมที่สุด โดยที่ผู้ป่วยและญาติมีส่วนร่วมในการเลือก
อนุทินอะไรจะยาวปานนี้หนอ แหะๆๆ ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาให้กำลังใจนะคะ ^^