สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ชาวชุมชนแห่งการเรียนรู้ทุกท่าน วันนี้ ข้าพเจ้ามีหัวข้อที่ยังถกเถียงกันเป็นประเด็น (แต่ใกล้มอดแล้ว) มาฝากให้เพื่อนๆ ได้ลองอ่านดูค่ะ เรื่องเกี่ยวกับ กรณีน้ำมหาบำบัดที่ถูกผลิตขึ้นและเป็นข่าวโด่งดังในประเทศไทย โดยผู้ผลิตได้อวดอ้างสรรพคุณของน้ำดังกล่าว ข้าพเจ้าจะพยายามใช้คำว่า “น้ำ” แทนคำว่า “ยา” เพราะมันไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นยาที่ดีและได้มาตรฐานได้เลย  โดยการกล่าวอ้างนั้น ได้กล่าวครอบคลุมโรคดังต่อไปนี้คือ 1.เบาหวาน 2.มะเร็ง 3.อัมพาต 4.วัณโรค 5.โรคเรื้อน 6.โรคหรืออาการโรคของสมอง หัวใจ ปอด ตับ ม้าม ไต

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เอง ทำใหผู้ผลิตได้ถูกดำเนินตามกฎหมายเพิ่มเติมอีก 4 ข้อหา ได้แก่ 1.โฆษณาขายยาทางวิทยุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุมัติข้อความ เสียง หรือภาพ ที่ใช้ในการโฆษณาจากผู้อนุญาต 2.โฆษณาขายยาที่แสดงสรรพคุณยาว่าสามารถบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค หรืออาการของโรค ที่รัฐมนตรีประกาศห้ามคือ โรคที่ได้อ้างไปข้างต้นค่ะ 3.ประกอบโรคศิลปโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต และ 4.ประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต

กรณีนี้ ทุกท่านทราบหรือไม่คะ ว่าน้ำหมักชีวภาพนั้น ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มันคือน้ำบริสุทธิไม่มีคลอริน 5 ลิตร  น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม  ผลไม้หรือกากอาหาร  3 กิโลกรัม ก็ยังเกิดคำถามที่ผู้คนทั่วไปสนใจว่า มันรักษาได้จริงๆ หรือ หากคิดว่า คุณเป็นผู้ผลิตนั้นคุณจะทำอย่างไร ลำดับแรก ก่อนการที่จะผลิตได้ ควรคิดว่า เรามีความรู้ และรู้ลึกซึ้งดีพอกับสิ่งที่เราจะผลิตแล้วหรือยัง การหมักดังกล่าวนั้น ถูกนำไปวิเคราะห์ในห้องแล็ป พบว่ามีการขึ้นของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ก็คือการปนเปื้อนนั่นเอง ข้าพเจ้าจะชี้ให้เห็นว่า วิธีการทำและสัดส่วน เสี่ยงต่อการปนเปื้อนอย่างไร

หากทุกท่านได้อ่านและดูการหมัก และภาพน้ำหมักดังกล่าว อาจจะคิดไม่ออกเลยว่า ผู้คน กล้ากินหรือดื่ม หรือนำไปหยอดตาได้อย่างไร กระบวนการหมักหากดูจากสูตรแล้ว น้ำตาลเพียง 1 กิโลกรัมหากเทียบกับน้ำบริสุทธิ์ถึง 5 ส่วน (5 ลิตร) ย่อมไม่เกิดสัดส่วนของการเป็นสารถนอมโดยธรรมชาติ    หรือเรียกทางภาษาการปรุงยา  ว่า self preservative หากทราบเหตุผลหลักเพียงข้อนี้ข้อเดียว ก็จะทราบทันทีว่าไม่มีทางไปต่อได้ หรือการกล่าวว่า น้ำหมักนี้ใช้ได้ผลโดยปราศจากเชื้อนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีสารถนอมโดยตัวมันเอง ผสมกับการหมักผลไม้แล้ว จะได้กรดผลไม้ ซึ่งแต่ละชนิดมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน ให้น้ำตาลที่แตกต่างกัน ฉะนั้น สูตรดังกล่าวที่ว่านี้ ไม่สามารควบคุมกระบวนการผลิตให้เป็นไปได้โดยมาตรฐานการผลิตหรือ GMP ได้เลย คิดว่า ในแต่ละถังของการผลิต มีสัดส่วนของเชื้อที่เกิดขึ้นแตกต่างกันด้วย

ธุรกิจสีขาวที่ดีพอ ควรจะต้องทำแล้วสบายใจทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นธุรกิจที่ไม่แสวงกำไร หรือเม็ดเงินก่อนการมองไปที่สังคมส่วนใหญ่ หากธุรกิจที่เกิดขึ้นนี้ยังมีการนำไปจำหน่ายด้วยราคาที่แพงหากคิดกับต้นทุนที่แทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรมาก นี้คือกรณีศึกษาที่เห็นได้เด่นชัดว่า ไม่ใช่ธุรกิจสีขาวจริงๆ หรอก แต่มันเป็นการฉวยโอกาส ฉวยเอาโอกาสของ “ขาขึ้นของธุรกิจ”  ต่างหาก ที่ทำให้ผู้ผลิตหาเงินได้ง่ายด้วยวิธีที่ตนเองยังไม่มีความรู้อย่างแจ่งแจ้ง แต่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น และเป็นข่าวดังทำให้เกิดผลกระทบต่อตัวเองในที่สุด

ธุรกิจสีขาว ควรต้องมองกว้างๆ ไม่ให้ธุรกิจนั้นส่งผลกระทบโดยรวมต่อสิ่งแวดล้อม   มองการณ์ไกล และไม่ขัดต่อศีลธรรมค่ะ

ข้าพเจ้าคิดว่า ธุรกิจที่ดีงามพอ คือ ธุรกิจสีขาว คือ การ win win ทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้จำหน่ายและผู้บริโภค และส่งผลให้สิ่งแวดล้อมรอบตัวคือ สังคม และสิ่งแวดล้อม win ด้วยเช่นกันค่ะ

Designed By Wachi. Bowornki.