ความเป็นเด็ก
บันทึกนักอ่าน(๒๐) ปลุกความเป็นเด็กในตัวคุณเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์
....โบดแลร์ นักเขียนชาวฝรั่งเศส เปรียบเทียบความอัจฉริยะว่า คือความสามารถในการนำความเป็นเด็กกลับมาทุกเมื่อตามที่ใจปรารถนา
สิ่งที่เขาหมายความถึงก็คือ ถ้าหากคุณสามารถย้อนกลับไปหาสิ่งที่น่าอัศจรรย์ในวัยเด็กได้ คุณก็จะได้รับรู้ความเป็นอัจฉริยะในตัวคุณ
เขาพูดถูกครับ เพราะความเป็นเด็กในตัวคุณต่างหากที่มีความคิดสร้างสรรค์...ไม่ใช่ความเป็นผู้ใหญ่
ความเป็นผู้ใหญ่ในตัวคุณจะรอบคอบสุดชีวิต และมองซ้ายมองขวาก่อนจะข้ามถนน แต่ความเป็นเด็กในตัวคุณ จะวิ่งเล่นกลางถนนด้วยเท้าเปล่า
...ผู้ใหญ่จะคิดมากและมีแผลเป็นในอดีตมากเกินไป อีกทั้งยังถูกจองจำด้วยความรู้ท่วมหัว ข้อจำกัด กฏเกณฑ์ ข้อสรุปและอคติมากมาย
หรือสรุปง่าย ๆ ได้ว่า ผู้ใหญ่คือคนโง่ คนโง่ที่ถูกใส่กุญแจมือ
เด็กจะมีความบริสุทธิ์และเป็นอิสระ ไม่รู้ว่าสิ่งใดที่ตัวเองทำไม่ได้หรือไม่ควรทำ เด็กมองโลกอย่างที่เห็น ไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่ถูกสอนให้เชื่อว่าโลกเป็นอย่างที่ควรจะเป็น
“ศาสตร์ทางด้านฟิสิกส์ก็ไม่ต่างกัน” แกรี ซูคาฟ เขียนไว้ในหนังสือ The Dancing Wu Li Master ว่า “คนที่ได้สัมผัสถึงความน่าตื่นเต้นของกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์อยู่บ่อยครั้ง คือคนที่สามารถปลดปล่อยโซ่ตรวนของสิ่งที่รู้และท่องไปในดินแดนที่ไม่เคยมีใครย่างกรายมาก่อน..ซึ่งอยู่เบื้องหลังกำแพงของสิ่งที่รู้อย่างชัดแจ้งแล้ว คนประเภทนี้จะมีจุดเด่นสองอย่าง อย่างแรก คือความสามารถแบบเดียวกับเด็กที่สามารถมองโลกอย่างที่เห็น ไม่ใช่อย่างที่เคยรู้มา”
ซูคาฟ ยังกล่าวอีกด้วยว่า “ความเป็นเด็กในตัวเรามีความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ในมุมมองที่เรียบง่ายอยู่เสมอ”
“ถ้าหากคุณอยากมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น” ฌอง เพียเจท์ นักจิตวิทยาชื่อดังเขียนเอาไว้ว่า “จงรักษาความเป็นเด็กเอาไว้ เราทุกคนเคยเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ในวัยเด็ก ซึ่งเกือบทั้งหมดถูกทำลายลงเมื่อเข้าสู่สังคมของผู้ใหญ่”
เช่นเดียวกับ วิล ดูรานท์ “...เด็กรู้ความจริงเกี่ยวกับจักรวาลมากพอ ๆ กับตอนที่ไอน์สไตน์คิดสูตรขั้นสุดท้ายได้สำเร็จ”
คำกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับคำพูดของไอน์สไตน์ “บางครั้งผมก็ถามตัวเองว่า มันเป็นไปได้อย่างไรที่ผมกลายเป็นคนคิดทฤษฎีสัมพันธภาพขึ้นมา ผมคิดว่าเหตุผลก็คือ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ใหญ่ไม่เคยนึกถึงเวลาและระยะทางเลย พวกเขานึกถึงสิ่งเหล่านี้ตอนที่ยังเป็นเด็กเท่านั้น แต่เนื่องจากผมเป็นคนหัวช้า ผมจึงเริ่มสงสัยเรื่องเวลาและระยะทางเมื่อผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”
ผู้ใหญ่มักจะทำในสิ่งที่ตัวเองหรือคนอื่นเคยทำมาก่อน
แต่สำหรับเด็ก ๆ มันไม่มีครั้งก่อนหน้า ทุก ๆ ครั้ง คือครั้งแรกสำหรับพวกเขา เพราะฉะนั้น เมื่อพวกเขาออกค้นหาไอเดียใหม่ ๆ พวกเขาจึงออกไปในดินแดนที่ยังไม่มีใครเคยเข้าไปถึง ดินแดนที่ปราศจากกฏเกณฑ์ ดินแดนที่ปราศจากพรมแดน รั้ว กำแพง หรือขอบเขต ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหวังและโอกาส
...เด็ก ๆ ไม่เคยมีความคิดที่ปิดกั้น เพราะพวกเขาไม่เคยรู้เรื่องในอดีต พวกเขารู้แต่เพียงเรื่องในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น เมื่อต้องหาทางแก้ปัญหา พวกเขาจึงมองเห็นสิ่งแปลกใหม่ทุกครั้งไป
พวกเขาฝืนกฎ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่ามีกฎอยู่ พวกเขาทำเรื่องแปลก ๆ ที่ทำให้พ่อแม่ปวดหัว ไม่ว่าจะเป็นลุกขึ้นยืนบนเรือพายแล้วเขย่าเรือไปมา ตะโกนเสียงดังในโบสถ์ จุดไม้ขีดไฟเล่น หรือทุบเปียโนด้วยกำปั้น
พวกเขามักจะมองเห็นความเกี่ยวพันของสิ่งต่าง ๆ ที่ดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกันได้เลย พวกเขาระบายสีต้นไม้เป็นสีส้ม ต้นหญ้าเป็นสีม่วง แล้วก็วาดรถดับเพลิงห้อยลงมาจากก้อนเมฆ
พวกเขาศึกษาสิ่งของธรรมดา ๆ ด้วยความตั้งอกตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นใบหญ้า ช้อน ใบหน้า และรู้สึกสงสัยในสิ่งที่พวกเราส่วนใหญ่แทบไม่เคยให้ความสนใจเลย
พวกเขาชอบถาม ถาม แล้วก็ถาม
“เด็กเกิดมาเพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์” คาร์ล เชแกน กล่าว “ อย่างแรกเลยก็คือ พวกเขาถามคำถามทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้ง ทำไมพระจันทร์ถึงกลม? ทำไมท้องฟ้าจึงเป็นสีฟ้า? ทำไมเราต้องมีนิ้วเท้าด้วย? วันเกิดของโลกคือวันที่เท่าไหร่? แต่พอเข้าเรียนชั้นมัธยม พวกเขาก็แทบไม่เคยถามคำถามแบบนั้นอีกเลย”
“เด็ก ๆ เข้าโรงเรียนด้วยเครื่องหมายคำถามมากมาย แต่กลับจบออกไปด้วยเครื่องหมายมหัพภาค(.)“ นีล โพสท์แมน ก็เห็นตรงกัน
ลองทำตัวเป็นเครื่องหมายคำถามอีกสักครั้งสิครับ
เวลามองเห็นอะไรก็ตาม ลองถามตัวเองว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น ถ้าหากคุณไม่ได้คำตอบที่ฟังดูสมเหตุสมผล มันอาจเป็นโอกาสในการพัฒนาต่อไปได้...
จาก หนังสือคู่มือกระตุ้นความคิดให้ผลิตไอเดีย How To Get Ideas โดย JACK FOSTER
สวัสดีครับครู กานต์ ที่กล่าวมายังไม่ได้อ่านสักเล่มครับ
ขอบคุณที่นำความรู้ในวรรณกรรมมาให้อ่านครับ
ขอบคุณ ท่านผู้เฒ่าครับ ที่แวะมาอ่าน
แต่ขออภัยนะ ครับ
วอญ่า หมายถึงอะไรหรือครับ