การนั่งเรือเที่ยวชมวัดในคลองบางกอกน้อยและคลองแม่น้ำอ้อมนี้ ถ้าหากจะเดินทางไปเที่ยวด้วยตนเอง จะนั่งเรือรับส่งคนโดยสารที่ท่าน้ำนนทบุรีก็ได้ เรือจะแล่นเข้าคลองบางกรวย ผ่านวัดชลอ แล้วเลยไปเข้าคลองบางคูเวียง ค่าเรือคนละ 5 บาท ถ้าจะเช่าเรือจากท่าน้ำนนทบุรีไปก็ได้ ค่าเช่าอย่างต่ำ 300 บาท

        ปัจจุบันนี้มีคนสนใจนั่งเรือท่องเที่ยวไปตามแม่น้ำลำคลองกันมากขึ้น เพราะมีวัดเก่าที่น่าชมน่าศึกษา รวมทั้งได้พบเห็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแบบไทยไทย เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกใหญ่ คลองมหาสวัสดิ์ และคลองบางกอกน้อย เป็นต้น ผู้เขียนเองได้มีโอกาสนั่งเรือไปเที่ยวชมวัดในคลองบางกอกน้อย คลองแม่น้ำอ้อม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงที่ผ่านจังหวัดนนทบุรี รวมทั้งที่เกาะเกร็ดและใกล้เกาะเกร็ดหลายครั้ง โดยเฉพาะคลองดังกล่าวถือว่าเป็นคลองประวัติศาสตร์ด้วย ผู้เขียนจึงนำมาเขียนเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นคู่มือให้ผู้อ่านและผู้สนใจที่ต้องการจะนั่งเรือไปเที่ยวชมวัดในคลองดังกล่าวได้อ่านกัน

        เริ่มจากนั่งเรือเข้าไปใน คลองบางกอกน้อย ก่อน คลองบางกอกน้อยเป็นคลองที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟบางกอกน้อย หรือตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อนั่งเรือเข้าไปในคลองนี้ถึงวัดสุวรรณคีรีหรือวัดดงมูลเหล็ก (วัดขี้เหล็ก) จะมีคลองแยกทางซ้ายมือเป็น คลองบางกอกใหญ่ไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาใต้วัดอรุณราชวราราม แต่ผู้เขียนจะไม่พาเข้าคลองบางกอกใหญ่ จะพานั่งเรือแล่นตรงไปเรื่อยๆ และเรือจะแล่นเข้าไปในคลองแม่น้ำอ้อม จังหวัดนนทบุรี จากนั้นจะไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ที่น่าสนใจน่าศึกษาคือคลองบางกอกน้อยและคลองแม่น้ำอ้อมนี้ถือว่าเป็น คลองประวัติศาสตร์เพราะเคยเป็น แม่น้ำเจ้าพระยา มาก่อน และจะพบสิ่งที่น่าสนใจ 2 ฟากคลองเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ วัด ซึ่งมีมากมายหลายวัด ล้วนเป็นวัดเก่าแก่คู่มากับสมัยก่อนที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยา และยังได้พบเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน 2 ฟากคลองที่เรียบง่ายแบบไทยไทยอีกด้วย

       ที่ว่า คลองบางกอกน้อย เดิมเป็นแม่น้ำเจ้าพระยามาก่อนนั้น เนื่องจากมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือกล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ. 2065 ในสมัยพระไชยราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยาได้โปรดเกล้าฯให้ขุด คลองลัดบางกอกจากปากคลองบางกอกน้อยไปถึงปากคลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบัน ต่อมาคลองลัดบางกอกช่วงนี้ได้กว้างมากขึ้น จนกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน (ซึ่งอยู่ตรงหน้าวัดอรุณราชวรารามและท่าเตียน) ส่วนคลองบางกอกน้อยแคบลงจนกลายเป็นคลองดังที่เห็นกันในปัจจุบันนี้

        สำหรับ คลองแม่น้ำอ้อม เป็นคลองที่เคยเป็นแม่น้ำเจ้าพระยามาก่อนเช่นกัน ปัจจุบันเป็นคลองที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกในตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี ไหลไปทางทิศตะวันตกผ่านตำบลบางศรีเมือง, บางกร่าง, บางรักน้อย อำเภอเมืองนนทบุรี เข้าเขตอำเภอบางใหญ่ที่ตำบลเสาธงหิน แล้วมีคลองบางใหญ่มาร่วม คลองคงไหลไปทางทิศตะวันตก แล้ววกลงทางใต้ ไปจดคลองบางกรวย (ช่วงนี้เรียกคลองบางกรวย) แล้วออกแม่น้ำเจ้าพระยาในท้องที่อำเภอบางกรวย ยาว 17.5 ก.ม. สำหรับคลองแม่น้ำอ้อมนี้ ในแผนที่ตัวเมืองกรุงเทพมหานคร (พิมพ์ครั้งที่ 4) ได้แบ่งช่วงของคลองแม่น้ำอ้อมนี้แตกต่างออกไป คือจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาจนถึงคลองบางรักใหญ่ เรียกว่า "คลองอ้อมนนท์" จากคลองบางรักใหญ่ถึงคลองบางใหญ่ เรียกว่า "คลองอ้อมน้อย" จากคลองบางใหญ่ถึงวัดชลอ เป็นส่วนหนึ่งของ "คลองบางกอกน้อย" จากนั้นไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาเป็น "คลองบางกรวย"

       เหตุที่คลองบางกอกน้อยเชื่อมต่อกับคลองแม่น้ำอ้อมนั้น เนื่องจากในปี พ.ศ. 2081 สมัยพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา ได้โปรดเกล้าฯให้ขุด คลองลัดบางกรวย จากคลองแม่น้ำอ้อมมาจดคลองบางกอกน้อย จึงทำให้คลองทั้งสองเชื่อมต่อกันจนถึงปัจจุบันนี้

        ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบันตอนหน้าเมืองนนทบุรี เป็นคลองที่ขุดขึ้นใหม่เรียกกันว่า "คลองลัดเมืองนนท์” ซึ่งขุดในสมัยอยุธยา พ.ศ. 2179 สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองขึ้นตั้งแต่บ้านตลาดขวัญ ถึงปากคลองบางกรวย ยาวประมาณ 5 ก.ม. เมื่อกระแสน้ำไหลตัดตรงในคลองลัดเมืองนนท์นานเข้าจึงกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมแคบลงกลายเป็นคลอง เรียกกันว่า "คลองแม่น้าอ้อม" และ "คลองบางกรวย" ตามลำดับ

       การเดินทางนั่งเรือที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นการนั่งเรือเข้าคลองบางกอกน้อย ที่เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ใกล้สถานีรถไฟบางกอกน้อย ผ่านคลองลัดบางกรวยและเข้าคลองแม่น้ำอ้อมไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลไทรม้า อำเภอเมืองนนทบุรี

       เมื่อเรือแล่นเข้าคลองบางกอกน้อยครู่เดียวจะเห็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ทางขวามือ เป็นที่จัดแสดงหมู่เรือต่างๆที่ใช้ในราชพิธี เช่น เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือนารายณ์ทรงสุบรรณ เรืออนันตนาคราช เรืออเนกชาติภุชงค์ เป็นต้น ต่อไปจะเห็น วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร อยู่ทางซ้ายมือ วัดนี้สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมเรียกกันว่า “วัดทอง” ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีพระเจ้าตากสินมีพระราชดำรัสให้นำเชลยศึกพม่ามาจากค่ายบางนางแก้วไปประหารชีวิตที่วัดนี้ ในสมัยรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯให้รื้อและสถาปนาใหม่หมดทั้งพระอาราม และพระราชทานนามว่า วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร ที่วัดนี้มีโบราณวัตถุสถานที่น่าสนใจมาก คือพระอุโบสถซึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือครูทองอยู่และครูทองแป๊ะ จิตรกรเอกสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระประธานนามว่า “พระศาสดา” ฝีมือช่างสมัยสุโขทัย ถัดไปเป็น วัดศรีสุดารามวรวิหาร วัดนี้สันนิษฐานกันว่าคงสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเช่นกัน เดิมชื่อ วัดชีปะขาวหรือ วัดชีผ้าขาวหรือ วัดชีประขาวในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ (ซึ่งเป็นพระพี่นางเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ได้สถาปนาวัดนี้ขึ้นใหม่ ต่อมารัชกาลที่ 4 โปรดฯให้สร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่เนื่องจากน้ำได้เซาะตลิ่งจนถึงพระอุโบสถเดิม และพระราชทานนามใหม่ว่า วัดศรีสุดารามวรวิหาร ตามพระนามกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ ผู้ทรงสถาปนาวัด นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าวัดนี้เป็นสถานที่ศึกษาของสุนทรภู่กวีเอกเมื่อครั้งยังเยาว์วัย ทางวัดจึงสร้างอนุสาวรีย์ไว้ในบริเวณวัดด้วย เมื่อนั่งเรือผ่านหน้าวัดนี้จะเห็นรูปปั้นหลวงพ่อโตขนาดใหญ่และรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมด้วย

       ถัดจากวัดศรีสุดารามจะเห็นวัดนายโรง อยู่ทางขวามือ ส่วนซ้ายมือเป็นวัดภาวนาภิรตาราม และจะเห็นบ้านเรือนไทยทั้งทรงปั้นหยาและทรงมนิลาหลายหลังอยู่ทั้งสองฝั่งคลอง ผ่านโรงพยาบาลเจ้าพระยา ที่น่าสนใจคือโรงพยาบาลนี้มีเรือด่วนสำหรับรับส่งคนไข้จอดอยู่หน้าโรงพยาบาลด้วย ต่อไปเป็นวัดสุวรรณคีรีหรือวัดดงมูลเหล็ก (วัดขี้เหล็ก) จากนั้นเรือแล่นลอดใต้สะพานถนนบรมราชราชชนนี แล้วผ่านวัดไก่เตี้ย ซึ่งมีหอไตรเก่าอยู่กลางสระน้ำ ลอดใต้สะพานทางรถไฟสายใต้ ผ่านวัดน้อยใน วัดที่ผ่านมาทั้งหมดนี้อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครทั้งสิ้น และตรงข้ามฟากวัดน้อยในหรือฝั่งขวามือเป็นเขตอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ในช่วงนี้จะพบว่าความแตกต่างที่ชัดเจนอยู่อย่างหนึ่งคือฝั่งซ้ายมือเป็นเขตของกรุงเทพมหานคร มีการสร้างเขื่อนกันตลิ่งพัง ส่วนฝั่งขวามือยังเป็นสภาพเดิม จากนั้นเรือแล่นผ่าน วัดพิกุลทอง อยู่ทางฝั่งขวามือซึ่งเป็นวัดแรกของจังหวัดนนทบุรีที่เรือแล่นผ่าน วัดนี้ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลวัดชลอ อำเภอบางกรวย เป็นวัดที่อยู่ใต้สุดของจังหวัดนนทบุรี สร้างเมื่อราว พ.ศ. 2350 ไม่ทราบประวัติและนามผู้สร้าง โบราณวัตถุสถานของวัดคือพระอุโบสถซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2499 เข้าใจว่าสร้างแทนหลังเก่าที่ถูกรื้อไปก็ได้ ที่น่าสนใจก็คือพระอุโบสถตั้งอยู่กลางสระน้ำ และมีหอไตรอีกหลังหนึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆพระอุโบสถ และอยู่กลางสระน้ำเช่นกัน สำหรับหอสวดมนต์และศาลาการเปรียญสร้างเมื่อ พ.ศ. 2481 และมีศาลาริมน้ำ 2 หลัง อยู่ริมคลองบางกอกน้อยหลังหนึ่ง อีกหลังหนึ่งอยู่ริมคลองเล็กๆข้างวัด

        เมื่อเรือแล่นต่อไปจะเห็น วัดเกดประยงค์เล็กตั้งตรงจิตร ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อยฟากตะวันตก เหนือวัดพิกุลทอง และอยู่ในท้องที่ตำบลวัดชลอ อำเภอบางกรวย วัดนี้สร้างเมื่อราว พ.ศ. 2379 ในที่ดินของนางเกด จึงขนานนามว่า “วัดเกด” ต่อมา พ.ศ. 2479 นายประยงค์ นางเล็ก ตั้งตรงจิตร ได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้เป็นอันมาก จึงเปลี่ยนนามวัดมาเป็น “วัดเกดประยงค์เล็กตั้งตรงจิตร” โบราณวัตถุสถานของวัดส่วนใหญ่สร้างขึ้นใหม่ เช่น พระอุโบสถ พระวิหาร หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ ศาลาท่าน้ำ หอระฆัง เขาถวายพระเพลิงจำลองจากวัดพระแท่นดงรัง กาญจนบุรี เขาพระฉายจำลองจากพระพุทธฉาย สระบุรี ภายในพระอุโบสถมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 45 นิ้ว

       เมื่อเรือแล่นต่อไปพบว่าช่วง 2 ฝั่งคลองนี้มีบรรยากาศเป็นชนบทจริงๆ ไม่พบเห็นตึกสูงเลย มีแต่บ้านเรือนไม้ทรงไทย มีบ้านเรือนทรงไทยสร้างด้วยไม้สักกลุ่มหนึ่งมีหลายหลังบริเวณกว้างขวางมากทราบว่าเป็นบ้านของมหาเศรษฐีคนหนึ่ง

        จากนั้นเรือจะแล่นผ่าน วัดชลอ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย และริมคลองบางกรวย คือทางทิศตะวันตกติดกับคลองบางกอกน้อย ทิศเหนือติดกับคลองบางกรวย (คือวัดตั้งอยู่ตรงคลองบางกรวยแยกจากคลองบางกอกน้อยพอดี) ส่วนทางทิศตะวันออกติดกับถนนบางกรวย-ไทรน้อย และอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอบางกรวยด้วย วัดนี้สร้างราว พ.ศ. 2300 ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ทางวัดสันนิษฐานว่าคงสร้างมาก่อนนี้ อาจเป็นสมัยพระเจ้าจักรพรรดิ์ก็ได้ โบราณวัตถุสถานที่น่าศึกษาน่าชมคือ พระอุโบสถลักษณะทรงไทย รูปเรือสำเภาโบราณ ตัวพระอุโบสถตั้งอยู่ในเรือ หน้าบันปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้าและสาวก มีพระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนต้น หน้าตักกว้าง 3 ศอก 9 นิ้ว และมีพระพุทธรูปปางต่างๆจำนวนหลายองค์อยู่ในพระวิหาร

       เรือแล่นผ่านวัดโตนด ซึ่งอยู่ในท้องที่ตำบลวัดชลอ วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2326 ในสมัยกรุงธนบุรี เสร็จเรียบร้อยในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โบราณวัตถุสถานที่สำคัญคือพระอุโบสถสร้างเมื่อ พ.ศ. 2457 ลักษณะทรงจีน หน้าบันมีลวดลายกนก ประดับด้วยถ้วยชามเบญจรงค์ กุฎีสงฆ์ส่วนมากเป็นอาคารไม้ทรงไทย

       จากวัดโตนดจะเห็น วัดโพธิ์บางโอ ซึ่งอยู่ในท้องที่ตำบลวัดชลอเช่นกัน สร้างราว พ.ศ. 2310 โดยมีพระยาศากลบริลักษณ์ เป็นผู้รับมอบจากพระสนมเอกในรัชกาลที่ 2 มาจัดสร้างขึ้น เดิมชาวบ้านบริเวณที่ตั้งวัดมีอาชีพเป็นช่างสานโอน้ำแบบโบราณขายเป็นส่วนมาก จึงตั้งชื่อว่า “วัดโพธิ์บางโอ” สิ่งที่น่าศึกษาน่าชมของวัดนี้ คือจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ เรื่องเกี่ยวกับปริศนาธรรม ซึ่งเขียนในสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 สำหรับหน้าบันพระอุโบสถก็มีลวดลายแกะสลักไม้สวยงามมาก ภายในพระอุโบสถมีพระประธานเป็นศิลาแลงฉาบปูน ปางมารวิชัย สมัยอู่ทอง

       วัดที่มีคนมักแวะชมกันมากคือ วัดบางอ้อยช้าง ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อยฝั่งตะวันออก และอยู่ในท้องที่ตำบลบางสีทอง อำเภอบางกรวย วัดนี้สร้างราว พ.ศ. 2304 ในสมัยอยุธยาตอนปลาย เข้าใจว่าชาวบ้านบางอ้อยช้างช่วยกันสร้างวัดนี้ขึ้น แล้วตั้งชื่อวัดตามชื่อหมู่บ้าน บางอ้อยช้าง เพราะแต่เดิมบริเวณหมู่บ้านนี้มีต้นไม้ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ต้นอ้อยช้าง" มากมาย สำหรับต้นอ้อยช้างมีลักษณะเป็นไม้ยืนต้น มีใบคล้ายใบโพธิ์กลายๆ มีกิ่งเป็นชั้นๆ เป็นไม้เนื้ออ่อนคล้ายต้นงิ้ว มีรสหวาน เจือรสฝาด ช้างชอบกิน จึงเรียกว่า “อ้อยช้าง” หมู่บ้านนี้จึงมีนามว่า "บ้านบางอ้อยช้าง" และตั้งเป็นชื่อวัดด้วย โบราณวัตถุสถานสำคัญของวัดบางอ้อยช้างคือ พระพุทธบาทจำลองซึ่งประดิษฐานอยู่ในมณฑป และในพระอุโบสถที่สร้างใหม่ (พระอุโบสถหลังเก่าถูกรื้อไปแล้วสร้างขึ้นใหม่) มีพระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิสมัยอู่ทอง หน้าตักกว้าง 1.75 เมตร และมีพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร 2 องค์ ปางห้ามญาติ 2 องค์ ปางสมาธิ 1 องค์ ปางมารวิชัย 2 องค์ พระอัครสาวก 2 องค์ ที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ที่ทางวัดได้รวบรวมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านไว้มากพอสมควร เช่น ธรรมาสน์เก่าสมัยอยุธยา ตู้พระธรรม ผ้าพิมพ์ลายและผ้าทอลายอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี ชุดถ้วยชา กาน้ำชา กังใส กระทะเหล็กขนาดใหญ่ ชงโลงวิดน้ำ และเรือบด เป็นต้น

        จากนั้นจะผ่าน วัดแก้วฟ้า ซึ่งสร้างราว พ.ศ. 2095 ในสมัยอยุธยา นับว่าเป็นวัดเก่าแก่มากพอสมควร มีพระอุโบสถเก่าสร้างราว พ.ศ. 2114 ลักษณะของพระอุโบสถมีฐานแอ่นโค้ง ที่มุมกำแพงแก้วทั้งสี่มุมมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง เสมารอบพระอุโบสถเป็นเสมาหินทรายแดง ด้านหลังพระอุโบสถมีเจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบองค์ใหญ่อีกองค์หนึ่ง และมีกุฎีสงฆ์เก่าอีกหลายหลัง ทราบว่าทางวัดมีสมุดข่อยเรื่องทศชาติชาดกและเวสสันดรชาดก สมัยรัชกาลที่ 2 ด้วย

         ผ่าน วัดบางกร่าง วัดนี้สร้างราว พ.ศ. 2400 ไม่ทราบประวัติและนามผู้สร้าง ชื่อวัดคงตั้งชื่อตามชื่อคลองบางกร่าง โบราณวัตถุสถานของวัดคือพระอุโบสถซึ่งสร้างขึ้นใหม่แทนหลังเก่า เมื่อปี พ.ศ. 2493 และได้บูรณะอาคารอื่นๆของวัดด้วย

        ถัดไปเป็น วัดไทยเจริญ เป็นวัดที่สร้างราว พ.ศ. 2226 ในสมัยอยุธยา เดิมมีนามว่า "วัดบางจีน" โดยมีชาวจีนมาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณนี้แล้วได้สร้างวัดขึ้น ต่อมา พ.ศ. 2483 เปลี่ยนนามใหม่ว่า "วัดไทยเจริญ" จนถึงปัจจุบันนี้ มีพระประธานในพระอุโบสถสร้างด้วยศิลาแลง หน้าตักกว้าง 2 ศอก 2 นิ้ว สูง 3 ศอก และมีพระพุทธรูปทรงเครื่องศิลาแลงอีก 1 องค์ พร้อมด้วยพระสาวก

        อีกวัดหนึ่งคือ วัดบางไกรนอก ซึ่งสร้างราว พ.ศ. 2417 เป็นวัดที่พระยาศรีสุราชภักดี (วัน บุนนาค) เป็นผู้สร้าง มีนามว่า วัดศรีสุราชบำรุงแต่นามนี้ชาวบ้านไม่นิยมเรียกกัน แต่นิยมเรียกว่า วัดบางไกรนอกตามชื่อหมู่บ้าน เนื่องจากมี วัดบางไกรในอีกวัดหนึ่งอยู่ริมคลองบ้านบางไกรทองซึ่งเป็นคลองที่แยกจากคลองบางกอกน้อย วัดบางไกรในสร้างก่อนวัดบางไกรนอก คือสร้างราว พ.ศ. 2310 โดยญาติของนายไกรทอง (ตามตำนานเรื่องไกรทอง) และให้นามว่า วัดนายไกร ต่อมาเปลี่ยนเป็น “วัดบางไกรใน” ส่วนวัดบางไกรนอกคงเรียกชื่อภายหลังวัดบางไกรในก็ได้

        ต่อไปเป็น วัดอุทยาน ซึ่งสร้างราว พ.ศ. 2200 ในสมัยอยุธยา เข้าใจกันว่าเดิมบริเวณที่ตั้งวัดนี้เป็นที่สวนของกษัตริย์สมัยพระเจ้าอู่ทองที่เสด็จหนีโรคร้ายมา จึงมีนามปรากฏอยู่หลายวัด เช่น วัดปราสาท วัดปรางค์หลวง วัดบ้านค่าย (วัดแคใน) เป็นต้น วัดอุทยานจึงน่าจะเป็นสถานที่อันเป็นอุทยานในสมัยนั้น เมื่อโรคร้ายระงับกษัตริย์เสด็จกลับไปแล้ว จึงได้สร้างวัดขึ้นโดยใช้นามว่า วัดอุทยานโบราณวัตถุสถานของวัดได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมาเช่น พระอุโบสถ หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ และกุฏิสงฆ์ เป็นต้น

         จากนั้นจะผ่าน วัดยุคันธราวาส วัดนี้สร้างเมื่อราว พ.ศ. 2410 โดยสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสสเทวา) และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างวัดราชประดิษฐ์ขึ้น วัสดุสัมภาระที่เหลือจากการก่อสร้าง จึงนำมาสร้างวัดยุคันธราวาสอีกวัดหนึ่ง

         ต่อไปจะผ่าน วัดโบสถ์บน วัดนี้สร้างราว พ.ศ. 2300 ในสมัยอยุธยา ไม่ทราบประวัติและนามผู้สร้าง โบราณวัตถุสถานของวัดคือพระอุโบสถเก่าลักษณะของฐานเป็นรูปเรือสำเภา พระประธานในพระอุโบสถมีนามว่า “พระพุทธชินราช” และมีมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองด้วย

        วัดที่น่าสนใจอีกวัดหนึ่งคือ วัดปรางค์หลวง ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลบางม่วง อำเภอบางใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยของพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) แห่งกรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ. 1904 โดยสร้างพระปรางค์ขึ้นไว้พร้อมสร้างวัด จึงได้นามว่า "วัดพระปรางค์" โบราณสถานเก่าแก่ของวัดนี้ที่ควรศึกษาควรชมอย่างยิ่งคือพระปรางค์ ซึ่งสร้างสมัยอยุธยาตอนต้น ราว พ.ศ. 1904 นับว่าเก่าแก่ที่สุดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีลวดลายปูนปั้นประดับคือลายเฟื่องอุบะที่ตอนบนของเรือนธาตุของพระปรางค์ ซึ่งทำได้ประณีตงดงามมาก  และภายในพระอุโบสถมีพระประธาน นามว่า "หลวงพ่ออู่ทอง" ซึ่งเป็นที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ บริเวณวัดเคยพบใบเสมาหินชนวนขนาดใหญ่สูงราว 150 ซ.ม. และเครื่องปั้นดินเผาสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นด้วย

         ถัดไปเป็น วัดอัมพวัน วัดนี้มีถนนเข้าถึงวัดได้ด้วย คือมีถนนแยกจากถนนวงแหวนรอบนอก ตลิ่งชัน-บางบัวทอง เป็นแยกถัดจากแยกเข้าตัวอำเภอบางใหญ่ วัดอัมพวันสร้างในสมัยพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากได้มีการอพยพไพร่พลหนีโรคระบาด มาพักบริเวณตำบลบางม่วงนี้ และมีผู้ใจบุญได้สร้างวัดขึ้น มีชื่อว่า "วัดบางม่วง" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดอัมพวัน" สำหรับคำว่า "อัมพวัน" แปลว่า "สวนมะม่วง" ทางวัดได้ทำเป็นผลมะม่วงทาสีเขียวไว้บนหัวเสาประตูเข้าวัดด้วย โบราณวัตถุสถานของวัดนี้ที่น่าศึกษาน่าชมคือพระปรางค์เก่าแก่ซึ่งสร้างในสมัยอยุธยา พระพุทธบาทจำลองอยู่ในมณฑป พระพุทธรูปสมัยเชียงแสนในวิหาร หอไตรตั้งอยู่กลางสระน้ำ พระอุโบสถหลังใหม่สร้างแทนหลังเก่าที่ถูกรื้อไปแล้ว ศาลาการเปรียญ หอฉัน และหอสวดมนต์ สำหรับหอไตรเป็นอาคารไม้สักทรงไทย หลังคามุงกระเบื้องดินเผา หลังคาซ้อน 2 ชั้น เป็นหอไตรที่เก่าแก่มาก ปัจจุบันเป็นห้องสมุดของวัด ในหอไตรมีใบลาน สมุดข่อย และคัมภีร์ต่างๆด้วย ที่น่าสนใจคือพระภิกษุในวัดนี้ยังใช้เรือสำปั้นออกบิณฑบาตในตอนเช้าเป็นประจำด้วย

       จากนั้นเป็น วัดพิกุลเงิน วัดนี้คงสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ราว พ.ศ. 2374 ต่อมา พ.ศ. 2421 ชาวจีนคนหนึ่งชื่อ ฮะ ซึ่งเป็นต้นตระกูลโฑณวนิกได้ล่องเรือผ่านมาเห็นสภาพของวัดเกิดความศรัทธา จึงบริจาคทรัพย์ส่วนตัวสร้างพระอุโบสถขึ้น ถัดจากวัดนี้จะเห็นตลาดเก่าของอำเภอบางใหญ่ทางขวามือ

       ถัดไปจะเห็น คลองบางใหญ่ทางซ้ายมือ และจากคลองบางใหญ่นี้เป็นต้นไปเป็น คลองแม่น้ำอ้อมซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “คลองอ้อมน้อย” (ดังกล่าวแล้วในตอนต้น) เรือแล่นผ่าน วัดราษฎร์ประคองธรรม ตำบลเสาธงหินทางซ้ายมือ

        ต่อไปเป็นวัดที่คนชอบแวะชมคือ วัดเสาธงหิน ซึ่งอยู่ในท้องที่ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ยังมีพระวิหารเก่าเหลืออยู่ เสาภายในทำด้วยไม้ ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์องค์ใหญ่ ชาวบ้านเรียกกันว่า "หลวงพ่อโต" หรือ หลวงพ่อใหญ่ กล่าวกันว่าวัดนี้เดิมชื่อ "วัดสัก" เมื่อครั้งที่พระเจ้าตากสินมหาราชรวบรวมผู้คนยกทัพผ่านมา และได้ตั้งทัพที่วัดสักนี้ มีการยกเสาธงประจำทัพปักบนกองทราย แล้วเอาก้อนหินใหญ่ๆทับไว้ วัดสักจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วัดเสาธงหิน" ตั้งแต่นั้นมา

        จากนั้นจะผ่าน วัดศรีราษฏร์ ซึ่งสร้างราว พ.ศ. 2350 เดิมชื่อ วัดเทลาดเพราะตั้งอยู่ริมคลอง ต่อมาชาวบ้านช่วยกันย้ายมาตั้งอยู่ ณ ที่ปัจจุบันซึ่งเป็นที่ดอน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดศรีราษฎร์โบราณวัตถุสถานของวัดคือพระอุโบสถที่สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2360 ต่อมาบูรณะใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2500 ภายในพระอุโบสถมีพระประธานเรียกกันว่า “หลวงพ่อหิน” เข้าใจว่าภายในเป็นหิน นอกจากนี้มีพระวิหาร ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ ศาลาท่าน้ำ หอระฆัง และกุฎีสงฆ์ เป็นต้น

        ต่อไปจะผ่าน วัดมะเดื่อ วัดนี้สร้างราว พ.ศ. 2325 โบราณวัตถุสถานของวัดคือพระอุโบสถซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2514 ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ และกุฏิสงฆ์ 5 หลัง มีหลังหนึ่งเป็นทรงไทยสร้างด้วยไม้สัก นอกนั้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก

       จากวัดมะเดื่อเรือแล่นผ่านปากคลองบางรักใหญ่ทางซ้ายมือ ช่วงนี้คลองแม่น้ำอ้อมมีอีกชื่อหนึ่งว่า คลองอ้อมนนท์ไปจนถึงแม่น้ำเจ้าพระยา เรือแล่นต่อไปผ่าน วัดประชารังสรรค์ อยู่ในท้องที่ตำบลบางกร่าง อำเภอเมืองนนทบุรี สร้างราว พ.ศ. 2404 เดิมชื่อ วัดหญ้าไทร ต่อมาชาวบ้านช่วยกันบูรณะแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น วัดประชารังสรรค์ โบราณวัตถุสถานของวัดคือพระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ซึ่งมีพระประธานชื่อ หลวงพ่อหิน น่าจะเป็นพระพุทธรูปหินทรายแดง ทราบว่าพระอุโบสถหลังเก่าที่ถูกรื้อไปแล้วมีจิตรกรรมฝาผนังด้วย

        เรือแล่นผ่านสวนเกษตร สวนทุเรียนประวัติศาสตร์ และศูนย์ถ่ายทอด -เทคโนโลยีการเกษตรซึ่งอยู่ในตำบลบางรักน้อยทางซ้ายมือ เป็นสวนที่น่าแวะชมอย่างยิ่ง

        ผ่าน วัดขวัญเมือง วัดนี้สร้างราว พ.ศ. 2300 เดิมชื่อ วัดบางข่า ต่อมาคณะสงฆ์เปลี่ยนเป็น วัดขวัญเมือง โบราณวัตถุสถานของวัดมี พระอุโบสถ พระวิหาร หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง และพระพุทธรูปหินศิลาแลงสมัยอู่ทองซึ่งเคยเป็นพระประธานในพระอุโบสถ และยังมีพระพุทธรูปหินศิลาแลงในพระวิหารอีก 5 องค์อีกด้วย แล้วผ่าน วัดบางระโหง ซึ่งตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลบางกร่าง อำเภอเมืองนนทบุรี วัดนี้สร้างราว พ.ศ. 2406 โดยมีคนจีนชื่อ หงส์เป็นผู้สร้างขึ้น ประกอบกับคนไทยนิยมเรียกหมู่บ้านที่อยู่อาศัยใกล้แม่น้ำลำคลองว่า บางจึงให้นามวัดว่า วัดบางหงษ์ต่อมาแผลงเป็น บางเรือหงษ์และ บางระโหง ในที่สุด โบราณวัตถุสถานของวัดคือพระอุโบสถที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 มีจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 4 เรื่องพุทธประวัติ และเทพชุมนุม ซึ่งชำรุดมากพอสมควร

        จากนั้นจะผ่าน วัดโตนด เป็นวัดสุดท้ายในคลองแม่น้ำอ้อม วัดนี้ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลบางกร่าง อำเภอเมืองนนทบุรี สร้างราว พ.ศ. 2404 บริเวณที่ตั้งวัดแต่เดิมอาจมีต้นโตนด (ต้นตาล) เป็นจำนวนมากก็ได้จึงตั้งชื่อวัดว่า วัดโตนดโบราณวัตถุสถานของวัดมีพระอุโบสถสร้างเมื่อ พ.ศ. 2475 หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ และกุฎีสงฆ์ทรงโบราณและทรงปั้นหยารวม 9 หลังด้วยกัน

          การนั่งเรือเที่ยวชมวัดในคลองบางกอกน้อยและคลองแม่น้ำอ้อมนี้ ถ้าหากจะเริ่มต้นจากท่าน้ำนนทบุรีตามที่จังหวัดนนทบุรีจัดรายการ วันเดียวเที่ยวเมืองนนท์ ก็ได้ ซึ่งจะเลือกเดินทางได้เป็นสองเส้นทาง คือ สายที่ 1 จากท่าน้ำนนทบุรี เรือจะล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านวัดเขมาภิรตาราม วัดค้างคาว เข้าเขตกรุงเทพมหานคร แล้วเข้าคลองบางกอกน้อย คลองแม่น้ำอ้อม แวะชมสถานที่และวัดต่างๆ เช่น พิพิธภัณฑ์เรือราชพิธี วัดสุวรรณาราม วัดศรีสุดาราม วัดชลอ วัดบางอ้อยช้าง วัดเสาธงหิน เป็นต้น เมื่อออกแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วเรือจะแล่นไปทางทิศเหนือ ผ่านวัดไทรม้าใต้ วัดไทรม้าเหนือ วัดเชิงเลน ไปแวะวัดแสงสิริธรรม จากนั้นไปแวะเกาะเกร็ด ลงเรือที่วัดไผ่ล้อม เข้าคลองบางบัวทองหรือคลองบ้านขนมหวาน จากนั้นเรือจะล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาทางเดิม จะผ่านวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร เรือจะกลับมาส่งที่ท่าน้ำนนทบุรีโดยสวัสดิภาพ ส่วนสายที่ 2 จากท่าน้ำนนทบุรี เรือจะแล่นขึ้นเหนือ แวะ ว้ดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร อุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก แล้วเข้าคลองแม่น้ำอ้อม ศึกษาชีวิตชุมชนสองฝั่งคลอง ชมสวนเกษตร สวนทุเรียนประวัติศาสตร์ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร แล้วเรือแล่นออกตามเส้นทางเดิม ออกแม่น้ำเจ้าพระยา ไปชมวัดแสงสิริธรรม แล้วไปเกาะเกร็ด ลงเรือที่วัดไผ่ล้อม เข้าคลองบางบัวทองหรือคลองบ้านขนมหวาน จากนั้นเรือจะกลับมาส่งที่ท่าน้ำนนทบุรีโดยสวัสดิภาพเช่นกัน ค่าใช้จ่ายทั้งสองสายนี้คนละ 200 บาท

        สำหรับรายการ “วันเดียวเที่ยวเมืองนนท์” นี้ จะติดต่อขอทราบรายละเอียดได้ที่ ศูนย์แนะนำข่าวสารการท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์ จังหวัดนนทบุรี โทร. 0-2580-0751, 0-2589-7615, 0-2580-0705

       ถ้าหากจะเดินทางไปเที่ยวด้วยตนเอง จะนั่งเรือรับส่งคนโดยสารที่ท่าน้ำนนทบุรีก็ได้ เรือจะแล่นเข้าคลองบางกรวย ผ่านวัดชลอ แล้วเลยไปเข้าคลองบางคูเวียง ค่าเรือคนละ 5 บาท ถ้าจะเช่าเรือจากท่าน้ำนนทบุรีไปก็ได้ ค่าเช่าอย่างต่ำ 300 บาท

       บริษัททัวร์ในกรุงเทพมหานครเป็นผู้จัดนำเที่ยวก็มี โดยลงเรือที่ท่าช้าง หรือ ท่าเรือวังหน้า (ข้างสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งกรุงเทพฯ) เรือจะแล่นเข้าคลองบางกอกน้อยเช่นกัน จากนั้นรายการเดินทางจะเหมือนกับรายการ “วันเดียวเที่ยวเมืองนนท์” และเรือจะมาส่งที่เดิมคือที่ท่าช้างหรือท่าเรือวังหน้า ค่าบริการคนละ 200 บาท หรือจะติดต่อเช่าเรือที่ท่าช้างก็ได้ จะให้เรือแล่นเข้าคลองบางกอกน้อย ตามเส้นทางของรายการ “วันเดียวเที่ยวเมืองนนท์”ก็ได้ ถ้าไปแวะหลายวัดหรือไปใกล้ไกลราคาเช่าเรือจะมากขึ้นแล้วแต่จะตกลงกัน จะติดต่อสอบถามรายละเอียดทางโทรศัพท์ที่หมายเลข 0-2225-6179, 0-2221-2297

 

 

 ที่มา

http://all-4-thai.com/Travel/kohkred.html (เที่ยวเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี)