GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

อีกโฉมหน้าหนึ่งของศาสนาในยุคบริโภคนิยม

“ ร่างกายของเราประกอบด้วยพลังงานและข้อมูล มิใช่วัตถุทึบตัน คุณจึงสามารถเปลี่ยนโลกของคุณได้ รวมทั้งร่างกายของคุณ โดยเพียงแต่เปลี่ยนการรับรู้โลก”

อีกโฉมหน้าหนึ่งของศาสนาในยุคบริโภคนิยม
พระไพศาล วิสาโล

บทความจาก http://www.semsikkha.org

    ผมได้เข้าไปอ่านบทความ ในเวบ http://www.semsikkha.org เห็นว่า ควรนำมาเผยแพร่เพื่อให้พิจารณาและเรียนรู้
 
            เดี๋ยวนี้ใครที่อยากมีสุขภาพดีหรือหายป่วยไวๆ เห็นจะต้องนับถือศาสนาเสียแล้ว ไม่ใช่แค่นับถือเฉยๆ เท่านั้น หากต้องนับถือจริงจังด้วย การวิจัยของสถาบันการแพทย์หลายแห่งในสหรัฐอเมริกาชี้ว่าคนที่นับถือศาสนามีข้อได้เปรียบทางด้านสุขภาพมากกว่าคนไม่มีศาสนา เช่น มีความดันเลือดต่ำกว่า หรือตายเพราะโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่า ที่น่าสนใจคือข้อมูลของศูนย์การแพทย์ดาธมัธ-ฮิตซ์ค๊อกซึ่งระบุว่าผู้ป่วยโรคหัวใจที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลยนั้นมีโอกาสตายเพราะการผ่าตัดมากเป็น ๓ เท่าของคนที่มีศรัทธาในศาสนานอกจากนั้นสถาบันผู้สูงอายุก็ยันยันเช่นกันว่า คนที่ไหว้พระสวดมนต์บ่อยๆ จะมีสุขภาพดีกว่า ซึมเศร้าน้อยกว่า
โรงพยาบาลหลายแห่งในอเมริกาจึงเริ่มให้ความสำคัญกับศาสนา เช่น จัดห้องสวดมนต์ในโรงพยาบาล หรือสนับสนุนผู้ป่วยที่ต้องการฝึกสมาธิ แม้ปัจจุบันหมอจำนวนไม่น้อยจะยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ผู้บริหารหน่วยงานบริการสุขภาพ (ที่เรียกว่า HMO ) กว่าร้อยละ ๙๐ เชื่อว่าการสวดมนต์ การทำสมาธิ หรือการปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนานั้น สามารถหนุนช่วยให้การรักษาของหมอได้ผลดีขึ้นหรือทำให้หายเร็วขึ้น หมอและผู้บริหารเป็นอันมากอาจไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่จำนวนมากก็ยอมรับว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเป็นเรื่องของจิตใจด้วย คนที่มีศรัทธามั่นในพระเจ้า หรือมีศาสนาเป็นที่พึ่งย่อมเกิดกำลังใจได้ง่ายกว่าคนที่ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวจิตใจเลย
          สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ผู้บริหารหน่วยงานบริการสุขภาพต่างกุลีกุจอจัดหาห้องสวดมนต์ทำสมาธิแก่ผู้ป่วยก็เพราะประหยัดค่าใช้จ่าย อะไรที่ทำให้ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลน้อยลง ใช้ยาน้อยลง เขาสนับสนุนทั้งนั้นเพราะรายได้ค่าประกันภัยจากผู้ป่วยนั้นคงที่ พูดง่ายๆ คือเหตุผลทางเศรษฐกิจทำให้เขายอมรับอานิสงค์ของศาสนาได้ง่าย ซึ่งผิดกับเมื่อ ๓๐ – ๔๐ ปีก่อน โรงพยาบาลหรือสถาบันการแพทย์ทั้งหลาย (ยกเว้นที่ขึ้นกับลัทธินิกายศาสนา) ต่างดูแคลนศาสนาเพราะเห็นเป็นแค่ไสยศาสตร์ ที่จะต้องถูกวิทยาศาสตร์ขจัดออกไปไม่ช้าก็เร็ว
           แต่ก่อนเชื่อกันว่าศาสนาเป็นเรื่องโลกหน้า เห็นผลกรรมก็ต่อเมื่อชาติหน้าหรือหลังตายแล้ว แต่ตอนนี้ศาสนากลายเป็นสิ่งที่ให้ผลชัดเจนในชาตินี้เลย และผลที่เกิดขึ้นก็เป็นผลทางโลกเสียด้วย เช่น ทำให้สุขภาพดีหายป่วยหายไข้ นับว่าสอดคล้องกับความต้องการของคนในยุคปัจจุบันที่ต้องการความสำเร็จทางโลกเหนืออื่นใด ชาติหน้าจะเป็นอย่างไรเก็บไว้ก่อน ขอให้ชาตินี้มีสุขภาพดี ร่ำรวยเงินทอง มียศฐาบรรดาศักดิ์และภาพลักษณ์ดีก็แล้วกัน คงเพราะเหตุนี้กระมังศาสนาจึงกลับเป็นที่นิยมใหม่ในประเทศร่ำรวนเทคโนโลยีอย่างสหรัฐอเมริกา
ใครที่ไม่ค่อยศรัทธาการแพทย์ว่าจะแก้โรคร้ายเช่นมะเร็งได้ พออ้าแขนรับศาสนาแล้วมีความอุ่นใจมากขึ้น แต่ “ ศาสนา” ที่ว่าไม่ได้หมายถึงศาสนาในรูปแบบที่มีนักบวชหรือสถาบันรองรับเท่านั้น ศาสนาอีกแบบหนึ่งซึ่งกำลังเป็นที่นิยมก็คือศาสนาที่ไม่มีรูปแบบ ไม่มีพระเจ้า แต่ยอมรับเรื่องจิตวิญญาณหรือพลังลี้ลับของจักรวาลเรียกรวมๆ ว่า spirituality สำหรับคนเป็นอันมาก พระเจ้านั้นตายแล้ว แต่จิตวิญญาณนั้นมีอยู่จริง และสามารถเข้าถึงได้ คนหัวใหม่จำนวนไม่น้อย พอพูดถึงศาสนาอาจจะส่ายหัว แต่พอพูดถึง spirituality แล้วกลับสนใจ จะว่าไปแล้วในหมู่คนดังหรือแวดวงไฮโซในสหรัฐ spirituality กำลังเป็นที่นิยมกันมาก ใครที่แสดงตัวสนใจเรื่องนี้ ภาพลักษณ์จะดูดีขึ้นเพราะแสดงว่า เป็นคนที่ไม่ได้สนใจแต่เรื่องเงินทองชื่อเสียงแต่สนใจเรื่องที่ลึกซึ้งในทางจิตใจด้วย ในสังคมที่ผู้คนต่างสับสนในในความหมายของชีวิต สมาธิภาวนาหรือการแสวงหาความสงบลึกซึ้งในทางจิตใจอาจทำให้ตัวเองมีสถานะสูงเด่นขึ้น เพราะนั่นเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่า ตนค้นพบความหมายของชีวิตแล้ว ดาราอเมริกันหลายคนประกาศตัวโดยไม่อายใครว่าใฝ่ในความสงบทางจิตวิญญาณ ไม่ว่าริชาร์ด เกียร์ ทิน่า เทอร์เนอร์ หรือเดมี่ มัวร์ ลงคนดังสนใจเรื่อง spirituality spirituality ก็ขายได้ขายดีเท่านั้นเอง อย่างน้อยก็ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น spirituality ช่วยเสริมภาพลักษณ์อย่างไรก็ดูได้จากเทป-ซีดี-หนังสือเสริมบุคลิกภาพของคนดัง เช่น มาดอนน่า หรือสตีเฟน สปีลเบิร์ก ซึ่งไม่ได้เน้นเรื่องการบริหารทรวดทรง การสร้างบุคลิก และการปรับทัศนคติอย่างคู่มือฮาวทูทั่วๆ ไปเท่านั้น หากยังพูดถึงเรื่องของจิตใจ ความหมายชีวิต และอะไรต่ออะไรที่เขาเรียกรวมๆ ว่า spirituality ศาสนาหรือ spirituality ที่ขายได้ย่อมเป็นที่ปรารถนาของลัทธิบริโภคนิยม อย่างไรก็ตามลัทธิบริโภคนิยมไม่ได้ต้องการแค่ศาสนาที่ขายได้หรือทำกำไรให้เท่านั้น หากยังต้องการศาสนาที่สนองกิเลสได้โดยทำให้จิตพบกับความสงบได้ในเวลาเดียวกัน ศาสนาหนึ่งที่น่าสนใจคือศาสนาของคนดังที่ชื่อดีปัค โชปรา ซึ่งกำลังมีสานุศิษย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งในแวดวงดาราฮอลลีวู้ด ดีปัค โชปรา ดังขึ้นมาในฐานะแพทย์ทางเลือก ที่เสนอวิธีการดูแลรักษาสุขภาพแบบตะวันออกโดยเฉพาะอายุรเวท หนังสือของเขาเกือบ ๒๐ เล่มขายดีแบบเทน้ำเทท่าเพราะสอดคล้องกับความต้องการของผู้คนที่เสื่อมศรัทธาการแพทย์แผนใหม่ จากเดิมที่ให้ความสนใจกับจิตใจในฐานะองค์ประกอบสำคัญของสุขภาพ เขาได้ขยับไปถึงเรื่องจิตวิญญาณ ศัพท์สมัยใหม่ เช่น สนามพลัง พลังงานและระบบข้อมูล รวมทั้งทฤษฏีควอนตัมฟิสิกส์ถูกดึงมาใช้อธิบายจิตใจ ร่างกาย และจักรวาลว่าเป็นระบบที่ประกอบด้วยพลังงานและข้อมูล ศาสนาของโชปรา จึงไม่ต้องอาศัยการลงทุนลงแรงมาก ในเมื่อ “ ร่างกายของเราประกอบด้วยพลังงานและข้อมูล มิใช่วัตถุทึบตัน คุณจึงสามารถเปลี่ยนโลกของคุณได้ รวมทั้งร่างกายของคุณ โดยเพียงแต่เปลี่ยนการรับรู้โลก” ในขณะที่ศาสนาอื่นๆ เรียกร้องว่า คุณต้องไม่ทำอย่างโน้น ต้องไม่ทำอย่างนี้ เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ฯลฯ ศาสนาของโชปรากลับบอกว่า คุณไม่ต้องทำอะไรบ้าง อย่างหนึ่งละที่ไม่ต้องทำ ก็คือการสละทรัพย์สมบัติและความสุขทางโลก โชปราเน้นว่าเราสามารถเป็นคนรวยพร้อมๆ กับเป็นคนลุ่มลึกในทางจิตวิญญาณได้ในเวลาเดียวกัน เพียงแต่ปรับจิตปรับใจเท่านั้น ความสำเร็จทางโลกก็จะหลั่งไหลเข้ามา “ ถ้าการกระทำของคุณเปี่ยมไปด้วยความรัก... พลังงานส่วนเกินที่คุณสั่งสมและดื่มด่ำสามารถจะถ่ายโอนเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่คุณต้องการ รวมทั้งความมั่งคั่งอย่างไม่มีขีดจำกัด” ศาสนาของโชปรากำลังเป็นที่นิยมในตะวันตกเพราะไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าการทำจิตใจให้มีความรักหรือมองโลกในมุมใหม่ ศาสนาของโชปราไม่มีพระเจ้าที่จะคอยลงโทษ ไม่มีบาปที่จะทำให้กังวลใจ ดังนั้นจะทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ (“ มีคนพูดว่าคุณต้องละทิ้งทุกอย่างเพื่อจะได้เป็นคนลุ่มลึกทางจิตวิญญาณ... แต่ผมตอบสนองการแสวงหาทางจิตวิญญาณโดยไม่ทำให้ผู้คนคิดว่าตัวเองจะต้องวิตกกังวลถึงพระเจ้าและการลงโทษ” ) ศาสนาของโชปราจึงให้แต่ความสบายใจอย่างเดียว ขณะที่การสมาทานก็ทำได้ง่ายเพียงแต่หาหนังสือของเขามาอ่าน ซื้อซีดีของเขามาฟังขณะทำสมาธิ ซื้อตั๋วฟังคำบรรยายของเขาหรือร่วมสัมมนาที่เขาจัด ถ้าจะให้ดีกว่านั้นก็ซื้อสมุนไพรและเครื่องหอมเพื่อจรุงใจให้สงบสดชื่นในขณะที่ สานุศิษย์ของเขาขยายไปถึง ๕๐ ประเทศแล้ว ธุรกิจและเครือข่าย “ เพื่อความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ” ของเขาก็แผ่กว้างตามไปด้วย ศาสนาของโชปราไม่มีสีสันของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง จึงดึงดูดคนได้ทุกศาสนารวมทั้งที่ไม่มีศาสนาศัพท์แสงทางวิทยาศาสตร์ของเขายังสามารถดึงดูดคนหัวสมัยใหม่ โดยเฉพาะพวก New Age ได้อีกด้วยแต่ที่สำคัญก็คือศาสนาของเขาพยายามสนองกิเลสและความปรารถนาส่วนลึกไปพร้อมๆ กัน ความปรารถนาส่วนลึกที่ว่าก็คือความปรารถนาความสงบในจิตใจการแสวงหาความหมายของชีวิต ความปรารถนาดังกล่าวนี้แหละที่เป็นแรงผลักดันให้มนุษย์เข้าหาศาสนามาโดยตลอด แม้ในยุควัตถุนิยมเต็มที่ ความปรารถนาส่วนลึกนี้แหละผลักดันให้มนุษย์เป็นอันมากยึดฉวยเอาอุดมการณ์ต่างๆ เป็นศาสนา สุดท้ายหากไม่มีอะไรจะให้ยึดก็ยึดวัตถุหรือการบริโภคนั้นแหละเป็นศาสนา อย่างที่เราเห็นศาสนาบริโภคนิยมกำลังเฟื่องฟูอยู่ในเวลานี้ ศูนย์การค้าต่างๆ จึงกลายเป็นวิหารที่คนหนุ่มสาวเป็นอันมากพากันไปค้นหาหรือเติมความหมายของชีวิตให้เต็ม แต่ขณะที่ลัทธิบริโภคนิยมล้วนๆ ทำได้อย่างมากก็เพียงแค่ตอบสนองกิเลสอันเป็นความปรารถนาส่วนพื้นผิว แต่ไม่อาจตอบสนองความปรารถนาส่วนลึกได้เลยนั้น ศาสนาของโชปราไปไกลกว่านั้น คือให้ความสำคัญกับการกล่อมเกลาจิตใจทั้งโดยถ้อยคำที่รื่นหูและการทำสมาธิ แต่ตราบใดที่ยังพะนอกิเลสอยู่ ก็ยากที่จะนำไปสู่ความสงบทางจิตใจอย่างแท้จริง อย่างมากก็ทำให้ใจสงบชั่วคราวเท่านั้น อย่างไรก็ตามลัทธิบริโภคนิยมก็ต้องการศาสนาประเภทนี้ ศาสนาที่ไม่เพียงสนองกิเลสเท่นั้น หากยังช่วยให้คนสงบจิตสงบใจชั่วครั้งชั่วคราว ลัทธิบริโภคนิยมแบบดิบๆ ที่กระตุ้นและสนองกิเลสอย่างเดียวนั้นมักจะไปไม่ค่อยรอด หากจะอยู่ให้ได้นาน ต้องมีศาสนามาช่วยประคองด้วย เพื่อไม่ให้สังคมระส่ำระสายจนเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคและแสวงหากำไร ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองวัตถุนิยมระดับโลกอย่างลาสเวกัสจึงมีโบสถ์กว่า ๕๐๐ แห่ง โบสถ์เหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงสถานที่จัดพิธีแต่งงานให้แก่นักท่องเที่ยวเท่านั้น หากยังทำหน้าที่ปลอบประโลมใจไม่ให้คนฆ่าตัวตายเพราะแพ้พนัน บางครั้งก็เตือนสติผู้คนไม่ให้หน้ามืดถึงกับปล้นจี้เพื่อเอาเงินไปเล่นพนัน รวมทั้งให้รู้จักประมาณในการพนัน เพื่อไม่ให้ครอบครัวล่มสลาย กล่าวอีกนัยหนึ่งสิ่งที่ลาสเวกัสต้องการจากศาสนาคือทำให้เมืองนี้มีความสงบและเสถียรภาพ เพราะหากอาชญากรรมเต็มบ้านเต็มเมือง สังคมวุ่นวายแล้ว อุตสาหกรรมพนันและการท่องเที่ยวจะอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นอย่าเป็นห่วงว่าเมื่อบริโภคนิยมมา ศาสนาจะหมด บริโภคนิยมนั้นฉลาดกว่าคอมมิวนิสต์เยอะ มันเก่งพอที่จะถอนเขี้ยวเล็บของศาสนา จนทำให้ศาสนาต่างๆ กลายเป็นเครื่องมือของมัน ถึงที่สุดหากศาสนาที่มีอยู่สนองประโยชน์ได้ไม่มากพอ มันก็จะคิดค้นศาสนาใหม่ให้มาทำหน้าที่แทน ดังศาสนาของโชปราเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้
 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): จิตวิวัฒน์
หมายเลขบันทึก: 33650
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)