GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ความเชื่อเรื่องที่มาของ...โสเภณี

แต่ก่อนมนุษย์อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ไม่ใหญ่มากนัก แบ่งเป็นเผ่าต่าง ๆ มีอาณาบริเวณที่อยู่อาศัย แบบเผ่าใครเผ่ามัน ไม่ค่อยจะมีการรุกรานกันและกัน เมื่อมีการจับคู่และปักหลักสร้างถิ่นฐาน มนุษย์ผู้ชาย ก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ในเผ่า ปกครอง เผ่าโดยอาศัยการคัดเลือกจากการใช้พละกำลังประลองกัน ใคร มีกำลังมากกว่าก็จะได้ปกครอง ทุกสิ่งทุกอย่างในเผ่า รวมถึง มนุษย์ผู้หญิงทุกคนในเผ่า นั้น ๆ ด้วย

บทนำ

ก่อนอื่น ต้องขอบอกก่อนนะครับว่า ข้อความที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นทัศนที่ เกิดจากการค้นคว้าหาข้อมูลจากการสนทนาทั้งจากผู้รู้หลาย ๆ ท่าน และ ผู้ประกอบอาชีพนี้ และรวมถึง จากการพิจารณาจากหลักความน่าจะเป็นจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ของนักวิชาการ ที่ทำไว้แต่ก่อน ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงไปเสียทั้งหมด เพราะเกิดไม่ทัน

พลิกประวัติสาสตร์สร้างสมมุติฐาน

แต่ก่อนมนุษย์อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ไม่ใหญ่มากนัก แบ่งเป็นเผ่าต่าง ๆ มีอาณาบริเวณที่อยู่อาศัย แบบเผ่าใครเผ่ามัน ไม่ค่อยจะมีการรุกรานกันและกัน เมื่อมีการจับคู่และปักหลักสร้างถิ่นฐาน มนุษย์ผู้ชาย ก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ในเผ่า ปกครอง เผ่าโดยอาศัยการคัดเลือกจากการใช้พละกำลังประลองกัน ใคร มีกำลังมากกว่าก็จะได้ปกครอง ทุกสิ่งทุกอย่างในเผ่า รวมถึง มนุษย์ผู้หญิงทุกคนในเผ่า นั้น ๆ ด้วย และเมื่อถิ่นฐานเดิม เริ่ม หากินลำบากขึ้น จำนวนสมาชิกในเผ่าเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้น การขยายพื้นที่เพื่อสร้างแหล่งอาหารก็ ตามมา ดังนั้น จึงมีการรุกรานอาณาเขตของเผ่าอื่น ๆ ตามมา การสู้รบ ก็เกิดขึ้น ใครชนะ ก็จะได้พื้นที่ของอีกเผ่าหนึ่ง และทุกสิ่งทุกอย่างในเผ่าด้วย ผู้หญิง ก็ จะกลายเป็นเครื่องมือในการระบายความแค้น และ สำเร็จความใคร่ ให้กับนักรบในเผ่า รวมไปถึงของรางวัลในการปูนบำเหน็จต่าง ๆ ด้วย และ เมื่อหญิงนั้น เข้าไปอยู่ในครอบครัวของนักรบที่มี ครอบครัวอยู่แล้ว การกดขี่ภายในครอบครัว ก็จะมีไล่ลงมาเป็นลำดับ ดังนั้น สัญชาตญาณเอาตัวรอดของผู้หญิงในยุคนั้น จึงเกิดขึ้น การเอาอกเอาใจผู้ชายเพื่อให้เกิดการยอมรับ และยกย่องเชิดชูให้เป็นใหญ่ ก็เกิดขึ้น และการแย่งชิง การ ชิงดีชิงเด่นภายในครอบครัวก็เกิดขึ้นตามมา ใคร เป็นที่ยอมรับของผู้ชาย ก็ จะมีโอกาสตัดสินใจเรื่องในครอบครัวมากขึ้น การลดบทบาท ของอีกฝ่าย หรือการแก้แค้น การซ้ำเติมจากฝ่ายได้อำนาจก็เกิดขึ้นตามมา แรก ทีเดียว ผู้หญิงในยุคนั้น เรียนรู้ที่จะใช้เพศเป็นเครื่องต่อรองความปลอดภัยและความเป็นอยู่ให้แก่ตนเองเป็นหลัก

พลิกผันเมื่อฝากความหวังของครอบครัวไว้กับลูกสาว

เมื่อกาลเวลาผ่านมา มนุษย์เรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดโดยที่ใช้กำลังให้น้อยที่สุด เมื่อครอบครัวใดเกิดสมาชิกใหม่ในครอบครัว หากเป็นชาย ก็ต้องไปใช้กำลังแรงงาน หรือเป็นนักรบ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว แล้วครอบครัวที่มีลูกสาวล่ะ ในยุคนั้น เมื่อครอบครัวใดมีลูกสาว ไม่มีลูกชาย แรก ๆ จะรู้สึกผิดหวัง ถึงขนาดมีการ ฆ่าเด็กผู้หญิง เมื่อแรกเกิด แต่ หากหลุดรอดมีชีวิต และเติบโตขึ้นมา บังเอิญไปเป็นที่ต้องตาต้องใจนักรบในเผ่าหรือ ผู้นำในเผ่าขึ้นมา ครอบครัวก็พลอย สบายไปด้วย แปรเปลี่ยนมาเป็นความหวังของครอบครัวไปในที่สุด เมื่อมีลุกชาย ก็ ใช้แรงงานและความหาญกล้าได้ เมื่อได้ลูกสาว ก็ หวังว่าลูกสาวจะได้เป็นคู่ของผู้นำหรือนักรบเพื่อให้ครอบครัวเป็นสุขสะดวกสบายในที่สุด

จากความหวังเข้าสู่การเป็นสินค้า

การค้ามนุษย์ ในยุคแรก ๆ ก็ ค้ากันในสองรูปแบบมาแต่ไหนแต่ไร ค้าผู้ชายที่กวาดต้อนได้จากการรบ ไปเป็นแรงงาน ค้าผู้หญิงไปเป็นเครื่องมือทางเพศ นั่นคือความเลวร้ายแบบสุด ๆ ในยุคของการเริ่มต้น การใช้ผู้หญิงบำเรอเพศของผู้ชาย ที่เกิดขึ้นในภาวะของการเกิดสงครามทั้งเล็กและใหญ่ทั่วทุกพื้นที่ของโลก และเมื่อภาวะดังกล่าวเริ่มสงบลง หญิงที่โดยขายเข้าสู่ตลาด เมื่ออยู่กับนายทาสคนไหนมาก ๆ เพื่อเสริมบารมีก็จะกลายเป็นเครื่องมือสำหรับรับแขกบ้านแขกเมือง หรือ มิตรสหายที่มาเยี่ยมเยียน เพื่อแสดงความเป็นไมตรี ต่อกัน และเมื่อมีการหลุดรอดจากนายทาส หญิงบางคน ก็ แสวงหาเครื่องมือแลกเปลี่ยน (ข้าวของ ,อาหาร,เงิน เป็นต้น) จาก งานเดิมที่ตนเคยทำ ก็คือกรใช้เพศเป็นสินค้า เพื่อเลี้ยงชีพ นั่น อาจะเป็นจุดกำเนิดแรก ๆ ของอาชีพนี้..

จากอดีตสู่ปัจจุบันการการใช้เพศเป็นเครื่องมือเพื่อความอยู่รอด

อดีต จากที่ ผู้หญิงใช้เพศเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง จวบจนปัจจุบัน ก็ยังสลัดคราบความรู้สึกดังกล่าวไปได้ไม่หมดสิ้น ในหลาย ๆ ครอบครัว ก็ยังใช้อุบายการยึดโยงสายใยในเรื่องเพศมาใช้ในวงการธุรกิจ โดยใช้ผ่านคำว่า ?ทองแผ่นเดียวกัน? ซึ่งผู้หญิงเองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาสภาพทรัพย์สินเงินทาง หรือ ขยายอำนาจทางธุรกิจซึ่งกันและกันด้วยซ้ำไป ที่จริงแล้ว บางครอบครัว ส่งลูกสาวไปอยู่บ้านผู้ชายเพียงเพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจ หรือทางธุรกิจโดยไม่คิดว่า นั่นอาจจะเป็นการส่งลูกสาวไปสู่คุกตลอดชีวิต เลยด้วยซ้ำไป การแต่งงานที่มีสินสอดทองหมั้น ก็ ไม่ต่างอะไร กับการขาดขาด ให้ไปเป็นเครื่องมือทางเพสแบบถาวรในบ้านของผู้ชาย ที่นอกจากจะทำหน้าที่บริการทางเพศแล้วยังต้องมีหน้าที่อื่น ๆ ตามาอีก แถมยังต้องสืบเผ่าพันธุ์ให้อีกด้วยซ้ำไป ไหนจะงานบ้าน งานประจำ เหนื่อยหนักกว่าอยู่คนเดียว ถึงคราวสามีไปมีหนี้สินก็ต้องร่วมรับชะตากรรมด้วยอีก แต่ก็ ยังมีหญิงส่วนหนึ่งทนอยู่และใช้เรื่องเพศเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อความอยู่รอดเช่นเดิม

โสเภณียุคปัจจุบัน

โสเภณียุคปัจจุบันก็ยังเป็นผลที่เกิดจากทัศนคติและความเชื่อยุคโบราณที่สืบต่อมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยังต้องยอมรับว่าครอบครัวในหลาย ๆ สังคม ยังฝากความหวังในการช่วยครอบครัวให้กินอิ่มนอนหลับ จากลูกสาวอยู่ และ โดยสัญชาตญาณแล้ว ลูกสาวจะ เลี้ยงดุครอบครัวของตัวเองมากกว่าลูกชาย และด้วยความเชื่อดั้งเดิม บวกกับความเหลื่อมล้ำในด้านต่าง ๆ ของสังคม อาชีพโสเภณี จึงยังคงดำรงอยู่ในสังคม ตราบใดที่ สังคม ยัง ไม่สลัดคราบของการใช้ผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องมือทางเพศเท่านั้น ตราบใดที่ คนที่มีฐานะทางการเงินยังหาทางออกของการปลดปล่อยโดยใช้เรื่องเพศเป็นหนึ่งในทางออกและมีความคึกคะนองในเรื่องเพศที่แปลกใหม่มากกว่า หญิงที่ลงทุนซื้อมาด้วยเงินก้อนโตที่นอนรออยู่ที่บ้าน ตราบใดที่ การมองเรื่องเพศของสองฝ่ายยังไม่สอดคล้องต้องกัน ก็ยังจะมีครอบครัวที่พบว่าฝ่ายชา ออกไปหาประสบการณ์นอกบ้านโดยอ้างความชอบธรรมว่า สามารถใช้จินตนาการ และ ปลดปล่อยความเป็นตัวของตัวเองในเรื่องเพศได้มากกว่า เมื่อนั้น อาชีพนี้ ก็ยังจะดำรงอยู่ต่อไป

ทางออกของโสเภณี

หลายฝ่าย ออกมาปฏิเสธอาชีพนี้ บางคนถึงกับประณามด้วยถ้อยคำที่เหยียดหยามอย่างรุนแรง เพียงเพราะมีประสบการณ์ที่ไม่สมบูรณ์ในการมองและตัดสินจากมุมเดียวที่พบที่เห็นมา การใช้หลักเมตตาและ การเสนอโอกาสทางเลือกอื่น ๆ ให้แก่ทุกคนในสังคม จำต้องมีมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ต้องให้ความรู้อื่น ๆ ที่จะยึดโยงและ ป้องกันไม่ให้ผู้หญิง ใช้ความเชื่อเดิมที่ฝังลึกในเผ่าพันธุ์ที่ว่า เพศเป็นเครื่องมอในการต่อรองและสร้างความมั่นคงในชีวิตของตนเองและครอบครัวได้ ให้ทุกส่วนของสังคมได้รับรู้ ไปพร้อม ๆ กันด้วย แต่สำคัญที่สุดกับการปฏิบัติ ต่อหญิงที่เดินเข้ามาสู่อาชีพนี้โดยความเชื่อเดิม ๆ คือ ต้องใช้หลักเมตตา เท่านั้น ครับ

ทางออกอื่น ๆ ที่ผมเสนอ   ดังนี้

รัฐสวัสดิการที่พึงจัดให้ หญิงกลุ่มนี้ คือ

1. สวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล อันสมควรแก่โรคภัยไข้เจ็บนั้น ๆ

2. สวัสดิการอื่น อันพึงได้จาก การประกันสังคม ทุกชนิด ภายใต้ พรบ.การประกันสังคม

โดยที่ .

ผู้สมัครเข้ารับการใช้ รัฐสวัสดิการดังกล่าว เต็มใจที่จะ สมทบจ่ายเงินแก่หน่วยงาน ที่รับผิดชอบนั้น ๆ โดยเท่าเทียมกับ อาชีพอื่น ๆ ที่ มีประกันสังคม

อื่น ๆ คือ ..

ในกรณี ด้านการศึกษา เรียนรู้เพื่อให้เท่าทัน โรคภัย อันเกิดจากการประกอบอาชีพนี้ รัฐ ต้องสนับสนุนให้ ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน ที่ มีส่วนในการให้ความรู้เรื่องดังกล่าวจัดกิจกรรม ส่งเสริมความรู้ให้ได้โดยสะดวก และเจ้าของกิจการ หรือสถานบริการต้องอำนวยความสะดวกให้มีการจัดกิจกรรม ไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง

การให้บริการด้านการศึกษา กันเกิดจากหญิง หรือผู้ประกอบอาชีพนี้ ควรมีการสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาโดยเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ

ด้านการป้องกัน รัฐควรให้มีการกระจายโอกาสใน 3 ทาง อย่างแท้จริง คือ

1. การศึกษา

2. เศรษฐกิจ

3. สาธารณสุข

เพื่อขจัดวงจรอุบาทว์ (โง่ จน เจ็บ) ให้หมดไปอย่างแท้จริง และ ขจัดขบวนการค้ามนุษย์อย่างเอาจริงเอาจัง มีมาตรการลงโทษอย่างเด็ดขาด ไม่เลือกปฏิบัติ

ในระหว่างที่ หญิงหรือผู้ประกอบอาชีพดังกล่าว ยังอยู่ในอาชีพนั้น ๆ รัฐและสังคม พึงให้โอกาส ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเส้นทางดำเนินชีวิตอย่างใจกว้าง ในส่วนของภาครับเอง ควรสนับสนุนให้มีการแสวงหาอาชีพทางเลือกอื่น ๆ พร้อมสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต เพื่อไปประกอบอาชีพอื่น ๆ โดยอาจะมีการให้กู้ยืมเงินโดยคิดอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำและ ระยะเวลาการผ่อนชำระอยู่ในปรกติวิสัยที่พึงจะผ่อนชำระได้

โดยอาจจะวางเงื่อนไข ในการผ่อนชำระ ที่ ผู้กู้ยืมมีพฤติกรร ปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตจริง และ ประสบความสำเร็จ ด้วยการ ลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อสร้างแรงจูงใจ

ในส่วนของการให้ความรู้และการศึกษาแก่สังคม ในเรื่องของพฤติกรรมทางเพศ ต้องมีการให้ความรู้ในเรื่องของการแสดงออกของพฤติกรรมทางเพศที่ สังคมพึงประสงค์ และ ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากจนเกินไป ให้แก่ ทุกภาคส่วนของสังคม พร้อมกับ ปรับทัศนคติในการ มองเรื่องเพศให้ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ภายใต้ สิ่งที่ สังคมพึงประสงค์ ไปพร้อมกัน

ด้วยความเคารพ ..

อิสรชน ฅนเดินทาง/นที สรวารี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 33623
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)