ยิ่งนิสิตที่แสดงบนเวทีเป็นลูกฮักของชาวบ้าน ยิ่งพลอยให้ชีวิตของชาวบ้านถูกห่มคลุมไปด้วยความสุขล้วน ๆ และความสุขที่ว่านั้น ก็เป็นเครื่องกันหนาวได้อย่างดียิ่ง

มันเป็นเรื่องของความสุข  ความสุขที่ว่านั้น เป็นความสุขที่ถือเป็นตัวประเมินหลักที่ผมปรารถนาที่จะเห็นจากการเป็นผู้รับและผู้ให้ของนิสิต เจ้าหน้าที่และชาวบ้าน  แต่เบื้องต้นนี้  ขอสาธยายไปเรื่อยๆ ในแบบฉบับของผมเองก็แล้วกัน

 

(๑)
การหวนกลับไปเยือนหมู่บ้านตามแนวคิด “ต้านลมหนาวถามข่าวคราวชาวบ้าน”  ดูเหมือนจะได้รับความสนใจไม่ใช่ย่อยจากนิสิตในมหาวิทยาลัย  สังเกตได้จากการที่เหล่าบรรดานิสิตลูกฮัก และนิสิตจิตอาสา หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ต่างก็ผนึกแรงใจ “บอกบุญ”  ในเวลาอันจำกัดต่อมิ่งมิตรในมหาวิทยาลัย  ซึ่งก็ปรากฏว่า มีคนร่วมเทใจสมทบทุนกับโครงการนี้พอสมควร  ถึงแม้เงินทองที่ได้มาจะไม่มากมายนัก  แต่ก็เพียงพอต่อการได้ใช้เป็นค่ารถค่าเดินทาง  ค่าอาหารและค่าสิ่งของเครื่องใช้เป็น “ของฝากของต้อน”  อย่างไม่เคอะเขินเลยก็ว่าได้

 

 

 

(๒)
ก่อนเที่ยงของวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๓  ชาวบ้านและนิสิตต่างเร่งรีบสู่ภารกิจการทาสีและเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อย ๆ ของ “ศาลปู่ตา” ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะในพิธีกรรมการเลี้ยงปู่ตา หรือการอัญเชิญท่านมาสถิต ณ ศาลปู่ตานั้น  ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเที่ยงวัน  หากพ้นห้วงเวลาเช่นนั้นไป  เฒ่าจ้ำย้ำว่าจะไม่ใช่ “ฤกษ์งามยามดี” 

 

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ในภาคเช้านั้น  พ่อของผม ได้อาสาทำหน้าที่ทวนความรู้ความทรงจำในเรื่องพิธีกรรมกับชาวบ้าน  พร้อมๆ กับการถ่ายทอดประสบการณ์เก่าๆ ไปสู่เฒ่าจ้ำอย่างเป็นกันเอง  ซึ่งก็พบว่า ทั้งเฒ่าจ้ำและชาวบ้านจำนวนมาก แทบจะลืมไปเกือบสิ้นแล้วว่า...พิธีกรรมเช่นนี้ต้องทำอะไร ?  มีสิ่งของเครื่องใช้อะไรบ้างเข้ามาเกี่ยวโยง ?  ถึงขั้นว่าเมื่อเสร็จสิ้นการทบทวนความรู้ความทรงจำดังกล่าว  ต่างคนต่างกุลีกุจอกลับไปจัดหาข้าวของและอุปกรณ์ต่างๆ มาเข้าร่วมพิธีกันอย่างยกใหญ่  เรียกได้ว่าถอดความรู้กันสดๆ เสร็จแล้วก็นำไปสู่การปฏิบัติในทันทีทันใดเลยทีเดียว 

 

ส่วนนิสิตที่นั่งฟังเรื่องราวต่างๆ อยู่ตรงนั้น  ผมก็มอบการบ้านผ่านเวทีตรงนั้นสดๆ เหมือนกัน 
โดยกำหนดให้มีการตีความ หรือค้นหาความหมายของวาทกรรม หรือคำ หรือสำนวนพื้นถิ่นต่างๆ ที่ชาวบ้านพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องพิธีกรรมที่จะมีขึ้น  ด้วยหวังว่า นั่นคืออีกกระบวนการหนึ่งของการ “เรียนนอกฤดู”  ในแบบฉบับของผมเอง

 

(๓)

ก่อนพระอาทิตย์โบกมือลาขอบฟ้าเบื้องทิศตะวันตก  นิสิตและเจ้าหน้าที่เริ่มแยกย้ายกันไปเตรียมการในเนื้องานที่เหลือ  ซึ่งทั้งหมดเป็นงานในภาคกลางคืนล้วนๆ  ส่วนชาวบ้านก็ทยอยกลับไปอาบน้ำอาบท่า  หรือไม่ก็ใช้ครัวใต้ร่มไม้เป็นที่ประกอบอาหาร  โดยมีนิสิตเป็นลูกมือเรียนรู้อยู่ข้างๆ...

 

ด้วยความที่ว่าการกลับมาครั้งนี้ เป็นกิจกรรมภายใต้ความผูกพันของนิสิตที่มีต่อชาวบ้าน  เรา-ซึ่งหมายถึงนิสิตและเจ้าหน้าที่  จึงไม่ได้กลับมา “มือเปล่า”  แต่พกพาเอาหัวใจมาด้วย ดังนั้น การกลับมาถามข่าวคราวชาวบ้านครั้งนี้  จึงมี “ของฝากของต้อน”  มาตามสไตล์ของเรา

 

 

-เรามีการให้บริการวาดรูปให้กับชาวบ้านโดยไม่คิดตังค์ 

-เรามีเสื้อผ้าใหม่เอี่ยม และเสื้อผ้ามือสองสภาพดีที่ผ่านการซักอบรีดมาเสร็จสรรพ  ซึ่งครั้งนี้ ไม่มีการแจกฟรี  แต่ขายให้ชาวบ้านในราคาตัวละ ๕ บาท  

-เรามีสิ่งของเครื่องใช้ใหม่ถอดด้ามและขนมนมเนยบางส่วนมาให้ชาวบ้านและนิสิตร่วมกัน “สอยดาว” ในราคาต่อชิ้น ๕ บาท

-และเงินที่ได้จากการจำหน่ายเสื้อและกิจกรรมสอยดาวทั้งหมดนั้น  เรามอบให้กับชาวบ้าน เพื่อใช้ในการพัฒนา “ตลาดสดและศาลปู่ตา”  โดยย้ำว่า...หากถึงคราวต้องทำอะไรก็เถอะ  ก็โปรดอย่าได้ลืมที่จะส่งข่าวคราวไปถึงลูกฮักในมหาวิทยาลัยด้วยก็แล้วกัน...

 

(๔)
นอกจากกิจกรรมระดมทุนเข้าชุมชนผ่านการมีส่วนร่วมของชาวบ้านแล้วนั้น  เรายังมีกิจกรรมในทางดนตรีและนาฏศิลป์มาร่วมสมโภชการสร้างศาลปู่ตา พร้อมๆ กับการแสดงให้ดูให้ชม  เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านในการหยัดยืน-ต่อสู้กับลมหนาวและชะตากรรมอื่นๆ ที่พบเจอ หรือแม้แต่การยังไม่พบเจอด้วยก็เถอะ
 

ครั้งนี้  เป็นครั้งแรกที่ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง (วงแคน) ได้แสดงศักยภาพแบบไม่ติดยึดกับลูกแบบเดิมๆ  ที่มักจะเน้นการแสดงดนตรีโปงลางกับการฟ้อนรำเหมือนทั่วๆ ไป  โดยคราวนี้มีการเตรียมเพลงลูกทุ่งมาหลายเพลง  หลายคนเป็นหมอลำอาชีพ ก็ยังอุตส่าห์มาแสดงหมอลำซิ่งด้วย  รวมถึงการคั่นเวลาด้วยการแสดงตลกของบรรดาลูกฮัก  ซึ่งสร้างความสนุกสนานได้อย่างดีเยี่ยม  เรียกได้ว่าหัวเราะกันจนลืมหนาวไปเลยทีเดียว
 

แน่นอนครับ  กิจกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงแค่หอบหิ้วกันมาเพื่อสมโภชและสร้างความบันเทิงเท่านั้น  แต่ยังมีนัยสำคัญเกี่ยวกับการเผยแพร่ศิลปะการแสดงพื้นบ้านไปในตัว  เพราะหากชาวบ้านจะได้ดูได้ชม ก็คงต้องว่าจ้างกันมาล้วนๆ  แต่คราวนี้ เรามา “ฟรี”  เพราะมันคือความรักความผูกพันของนิสิตที่มีต่อชาวบ้านนั่นเอง...และยิ่งนิสิตที่แสดงบนเวทีเป็นลูกฮักของชาวบ้าน ยิ่งพลอยให้ชีวิตของชาวบ้านถูกห่มคลุมไปด้วยความสุขล้วน ๆ  และความสุขที่ว่านั้น ก็เป็นเครื่องกันหนาวได้อย่างดียิ่ง

 

 

(๕)

สำหรับผมนั้น  งานครั้งนี้  ผมไม่ได้ยึดเอาจำนวนสิ่งของ เงินทอง หรือแม้แต่จำนวนสื่อเรียนรู้ที่มอบให้กับชาวบ้านเป็นตัวชี้วัดหลัก  เพราะสิ่งเหล่านี้มันคือสิ่งที่เรามากันด้วย “ใจ”  และก็เพราะ “ใจ” นั่นแหละที่ทำให้เราไม่ได้กลับมาที่นี่แบบ “มือเปล่า” 

 

แต่โดยส่วนตัวนั้น  ผมย้ำเสมอมาตั้งแต่ต้นว่า สิ่งที่ผมตั้งโจทย์มาตั้งแต่ต้นก็คือ งานนี้,คงไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่า “ความสุข” ของการเป็นผู้ให้และผู้รับของนิสิตกับชาวบ้านแล้วกระมัง  และนั่นก็ยังหมายรวมถึงความสุขของเจ้าหน้าที่ที่ร่วมชะตากรรมในงานนี้ด้วยเหมือนกัน  ดังที่ผมเคยกล่าวไว้แล้วตามแนวคิดที่ว่า พูดให้ฟัง  ทำให้ดู  อยู่เป็นเพื่อน”

 

 

 

ด้วยเหตุนี้  การเรียนนอกฤดูในครั้งนี้ผมจึงพยายามเฝ้าสังเกตการณ์พฤติกรรมความสุขกับการลงแรงในเนื้องานของนิสิตและเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด  ยิ่งในหมู่ของเจ้าหน้าที่นั้น  ผมพูดแต่เพียงสั้นๆ ว่า  ขอให้ทุกคนทำงานในส่วนที่ตนรับผิดชอบและสันทัดให้เต็มที่  ใครถนัดอะไรก็คุยกันเอง...แจกแจง และแจกจ่ายงานกันเอง  ส่วนผมจะไม่เข้าไปกำกับอะไรมาก  พร้อมๆ กับการฝากกรายๆ ในทำนองว่า “ขอให้ทุกคนเป็นพระเอกนางเอกที่โลดแล่นในท้องเรื่องเดียวกัน...อย่าโลดแล่นราวกับอยู่คนละท้องเรื่อง  เพราะมันหมายถึงการทำงานคนละทิศคนละทาง”


  

ครับ, สิ่งที่ผมเห็นก็คือ  คุณนัวเนีย จบการแสดงมา ก็ผันตัวเองไปรับผิดชอบเรื่องสคริปงานทั้งหมด  คุณสมปอง เก่งพูดเก่งร้อง อารมณ์ขัน ก็เป็นโฆษกและตัวละครตลกร่วมกับนิสิต  คุณเจี๊ยบ รับผิดชอบสอยดาวกับเด็กๆ  คุณยะ ในฐานะหัวหน้างาน ก็ประสานภาพรวม ฯลฯ...

 

ผมเชื่อเหลือเกินว่า  นิสิตคงมีความสุขที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง  ชาวบ้าน ก็คงมีความสุขไม่ต่างกัน  เพราะมีโอกาสได้โอบกอด “ลูกฮัก” ท่ามกลางลมหนาวที่ยังไม่ถอดใจบอกลาไปจากหมู่บ้าน  ขณะที่เจ้าหน้าที่ของผมนั้น  ผมก็ได้แต่หวังว่า  พวกเขาจะมีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ตนถนัด ภายใต้บริบทแห่งท้องเรื่องเดียวกันบ้าง กระมังครับ

๑๐ มกราคม ๕๓
บ้านเหล่าหลวง,กาฬสินธุ์