เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 จ.ชุมพรได้มีโอกาสต้อนรับ 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตร นายพิภพ ธงชัย เดินทางมาเป็นแขกของโรงพยาบาลชุมพรฯ และบรรยายในหัวข้อ “การศึกษาแบบไหนที่เหมาะกับเด็กจ๊าบ” สร้างความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักในปัญหาสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ทั้งในครอบครัว โรงเรียน และสังคม เป็นส่วนหนึ่งของเหตุ-ปัจจัยที่ผลักดันให้เด็กและเยาวชนของเรามีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นคนเก่ง คนดี มีความสามารถ ดังที่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และสังคมคาดหวัง
ในที่ประชุมเดียวกัน ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นวิทยากรกระบวนการจัดกิจกรรมระดมสมองเพื่อค้นหา “แนวทางการจัดการปัญหาเด็กและเยาวชนใน จ.ชุมพร” ได้ข้อคิดเห็นจากผู้ใหญ่ใจดีมาหลายประการ ตั้งใจว่าจะทยอยนำข้อคิดเห็นเหล่านี้มาประมวลเป็นบทความเผยแพร่ผ่านทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและเว็บไซต์ต่าง ๆ ในโอกาสต่อไป
ที่รู้สึกดีใจมากเป็นพิเศษคือ ในวันนั้นลูกชายของผู้เขียน นายสะพรั่ง ภาษยะวรรณ์ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา ว่างเว้นจากการไปโรงเรียนและได้เข้าร่วมกิจกรรม เป็นเยาวชนคนเดียวในที่ประชุมของกลุ่มผู้ใหญ่ใจดีว่าด้วยเรื่องของเด็กและเยาวชน ผู้เขียนได้ขอให้ลูกชายแสดงความคิดเห็นโดยเขียนบทความจากมุมมองของเขาเอง ดังนี้...
สิ่งที่เห็นด้วยจากการฟังการศึกษาแนวใหม่
สิ่งที่ผู้ใหญ่ได้มองเห็นแล้วผมเห็นด้วยก็คือ การมองเห็นสาเหตุของการที่ทำไมปริมาณเด็กในปัจจุบันนั้นเป็นเด็กที่มีปัญหามากขึ้น การที่มองตั้งแต่การเลี้ยงดูภายในบ้าน สภาพแวดล้อมภายนอก สื่อต่าง ๆ สิ่งยั่วยุ เพื่อน หรือครู ที่ต่างก็มีส่วนทำให้เด็กมีปัญหา ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้อง อย่างเช่นการที่ทำไมเด็กจึงไม่อยากอยู่บ้าน อยากออกไปเที่ยวนอกบ้านตอนกลางคืน นั่นก็เพราะที่บ้านของเขาไม่ได้สร้างบรรยากาศที่ดึงดูดให้เด็กอยู่ติดบ้าน และเมื่อเด็กเหล่านั้นออกจากบ้านมาก็รวมกลุ่มกับเพื่อน ยิ่งเป็นวัยรุ่นด้วยแล้วการคิดอยากลองของจำพวกสิ่งเสพติดจึงทำให้เด็กเหล่านั้นกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา
สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย
สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยก็คือ การหาแนวทางแก้ปัญหาที่ว่าจะต้องจัดสร้างโรงเรียนที่มีความเหมาะสมกับเด็กเหล่านั้น การแก้ปัญหาควรจะเป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากสาเหตุของการทำให้เด็กมีปัญหา ทำไมเด็กเหล่านั้นจึงเสพสารเสพติด ทำไมเด็กเหล่านั้นจึงหนีโรงเรียน ทำไมเด็กเหล่านั้นจึงรวมพรรครวมพวกก่อความวุ่นวาย ก็เพราะสิ่งพื้นฐานอย่างบ้านหรือโรงเรียนไม่สามารถดึงดูดความสนใจของเด็กเหล่านั้น หรือทำให้เด็กได้รู้ถูกผิดก่อนที่จะสาย การสร้างโรงเรียนรูปแบบพิเศษขึ้นมาเพื่อนำเด็กที่ต่างก็มีปัญหาเข้าไปเรียนนั้น ผมคิดว่าไม่สามารถทำให้เกิดผลที่ดีอย่างแท้จริงได้ ถ้าลองนึกถึงสภาพจิตใจของเด็กที่ต้องถูกย้ายไปและโดนสังคมภายนอกว่าอยู่ในโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีปัญหา เรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจของเด็กเหล่านั้นรู้สึงแย่ทั้งจากตัวเองและจากสายตาของคนภายนอก ยิ่งถ้าเด็กที่โดนย้ายหรือพาเข้าไปเรียนเกิดการรวมพรรครวมกลุ่มด้วยแล้วอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ และการสร้างโรงเรียนนั้นเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณต้องใช้เงินจำนวนมาก และผลที่ได้ตามมานั้นก็ยังไม่แน่นอน
ข้อเสนอ
การแก้ปัญหาผมคิดว่า ควรแก้จากสิ่งที่เป็นพื้นฐานคือบ้าน ทางโรงเรียนต้องแจ้งให้ผู้ปกครองทราบเกี่ยวกับพฤติกรรมหรือการกระทำของเด็กเหล่านั้นแก่ผู้ปกครอง ตัวผู้ปกครองเองเมื่อได้รู้เรื่องนี้ก็ไม่ควรปล่อยให้มันผ่านไป เราจึงควรพูดหรืออธิบายให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าถ้าเด็กที่เป็นลูก ๆ ของเขามีปัญหา ผู้ปกครองก็ควรปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู เปลี่ยนสภาพบรรยากาศในบ้าน ให้ผู้ปกครองยอมรับ ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรจะทำคือการสอนผู้ปกครอง คนเป็นพ่อเป็นแม่ในการเลี้ยงดูลูกให้ดีก่อน สิ่งที่สองคือโรงเรียน เด็กมีปัญหาส่วนใหญ่ชอบหนีเรียนกัน นั้นแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนไม่มีสิ่งที่สามารถดึงดูดเด็กเหล่านั้น ผมขอเสนอว่าควรให้โรงเรียนจัดกิจกรรมที่ให้นักเรียนทุกส่วนต้องทำร่วมกัน เช่น การจัดแข่งขันกีฬาภายใน การสนับสนุนนักเรียนในสิ่งที่สนใจ เพิ่มทางเลือกเพื่อนักเรียน เช่น มีกิจกรรมชุมนุมที่หลากหลาย เป็นต้น การทำให้เด็กรู้สึกสนุก รู้สึกผูกพันกับโรงเรียนเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ทางโรงเรียนควรจะมี ครูเองก็ควรจะเปลี่ยนการเรียนการสอนใส่กิจกรรมในห้องเรียนเพื่อทำให้เด็กมีส่วนร่วม หรือเพิ่มเทคนิคการสอนที่จะทำให้เด็กรู้สึกสนุกและพร้อมที่รับความรู้ตามที่ครูสอน เมื่อเด็กรู้สึกรักเพื่อนรักโรงเรียนแล้ว ความคิดที่จะสร้างสิ่งเสื่อมเสียให้กับโรงเรียนก็จะไม่มี ซ้ำยังเป็นการเพิ่มความสามารถและสร้างชื่อให้กับโรงเรียนอีกด้วย
การแก้ปัญหาเด็กที่มีปัญหา ควรปรับความคิดมุมมอง สภาพจิตใจของเด็กเหล่านั้นก่อน ควรเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัว การที่จะเริ่มทำสิ่งใหญ่เลยนั้นมันยังขุ่นมัวจนเกินไปเพราะไม่รู้ว่าผลที่ได้จะไปทางไหน เราจึงควรค่อย ๆ นำเด็กเหล่านั้นให้ไปในเส้นทางที่ถูกต้อง สิ่งที่ได้เสนอไปนอกจากจะเป็นการทำให้เด็กเกิดความสามัคคีในหมู่คณะแล้วยังทำให้เด็กเกิดความรักในสถาบันของตัวเอง ดีกว่าการสร้างตึกหรืออาคาร เพราะผลผลิตที่ได้ไม่ใช่อาคารที่สวยขึ้นหรือโรงเรียนที่ใหญ่ขึ้น หากแต่เป็นเด็กที่มีคุณภาพและเป็นเยาวชนที่ดีของสังคม…
การแก้ปัญหา..ควรจะแก้ที่ต้นเหตุ..ทุกวันนี้เรามองแต่ปลายเหตูที่ไม่เห็นปม..ปมทุกปมทุกวันนี้มักเป็นปมเขื่องเลยแก้ยาก..อิอิ
ผม ขออนุญาต คุณไอศูรย์ เอาภาพ น้องสะพรั่ง ลงหน่อยนะครับ ไม่ว่ากันนะครับ(เป็นอันว่า อนุญาตนะครับ)
รับ ทราบ ครับผม