สวัสดีอีกครั้งค่ะ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ เมื่อวานได้มีโอกาสฟังธรรมะของพระอาจารย์วุฒิชัย หรือพระอาจารย์ ว. วชิรเมธี พระตัวอย่างในยุคโลกาภิวัฒน์เรานี้ ท่านได้อธิบายไปถึงเรื่องของ "คบคนเช่นไร ย่อมเป็นเช่นนั้น " หรือ ภาษาบาลีที่อ่านได้ว่า "ยังเว เสวะติ ตาทิโส" ตัวอย่างนี้ เห็นได้เด่นชัด หลังจากที่ท่านได้เทศนาธรรมะให้เห็นความกระจ่าง แม้กระทั่งสัตว์ก็ยังลอกเลียนมนุษย์ มีอยู่ว่า
ฝูงม้าชั้นดี ที่กษัตริย์ต้องการใช้เป็นม้าศึก ก็ได้รับสั่งให้มีการฝึก ดูแลม้า แต่ปรากฎว่า หัวหน้าผู้ฝึกม้าเป็นคนพิการ คือขากระเผลก เดินไปก็สะดุดไป การฝึกเกิดขึ้นในราว 1 สัปดาห์ กษัตริย์ก็ทรงเห็นว่า อะไรกัน ม้าชั้นดีที่พระองค์ได้มา เหตุใดจึงเดิน ก้าวย่าง และวิ่งทะยานไปไม่สง่างามเอาซะเลย จึงปรึกษาราชบัณฑิตว่าควรจะทำอย่างไร ให้ม้าของพระองค์มีการเดินได้อย่างสง่างาม ราชบัณฑิตได้ฟังแล้วก็ ขอไปดูสถานที่ม้าได้ใช้ชีวิตอยู่ และดูชีวิตประจำวันว่าพวกมันฝึกอย่างไรบ้าง จากการชม เห็นดังนั้นแล้ว ราชบัณฑิตก็ทราบได้ทันที และทูลกษัตริย์ว่า พระองค์ไม่ต้องซื้อม้าใหม่หรอก แต่ว่า ให้เปลี่ยนผู้ฝึกม้าเสีย เนื่องจาก ผู้ฝึกม้าเป็นคนขาพิการ เดินไปก็กระโผลกกระเผลกไป ม้าเหล่านั้นก็เดินตาม นานวันเข้า พวกมันก็ฝึกตามนายมันนั่นแหละ หากต้องการให้ม้ากลับมามีความสง่างาม ใช่ว่าจะฝึกไม่ได้ แต่ให้เปลี่ยนหัวหน้าผู้ฝึกม้า เป็นทหารหาญ
กษัตริย์ได้เปลี่ยนตามคำแนะนำของราชบัณฑิต ภายหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ พระองค์ไปชมการฝึกม้าอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้พบว่า บรรดาม้าของพระองค์เหล่านั้น เดินก้าวย่างอย่างสง่างาม ท่วงท่าแลดูขึงขัง เหมาะที่จะเป็นม้าศึกยิ่งนัก
นี่แหละค่ะ พระอาจารย์ ว. ได้กล่าวถึงว่า แม้แต่สัตว์ก็ยังรู้จักการเลียนแบบ การทำตาม นับประสาอะไรกับมนุษย์ซึ่งมีความคิดอ่าน มีการเรียนรู้ได้ดียิ่งกว่าสัตว์ หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชวนพาไปนั้น เขาจะถูกกลืนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกับสภาพแวดล้อม
ตัดมาที่คำว่า "Mirroring People" คำนี้ ได้มาจากหนังสือซึ่งเขียนโดย Marco Iacoboni ที่เกี่ยวกับว่า คุณเคยสังเกตมั้ยล่ะคะ ว่า เวลาอยู่ใกล้ คนที่มีลักษณะปรากฎให้เห็นแบบใด แล้วเราจะมีภาวะ ลักษณะนั้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราอยู่ใกล้ๆ คนที่ต้องหัวเสียตลอดเวลา คนที่ขี้วีน โมโหง่าย เราอยู่ใกล้ๆ ก็พลอยหงุดหงิด การตอบสนองของร่างกายคือ การต่อต้าน แสดงพฤติกรรมคือ การเดินจากไป เป็นต้น หรือแม้กระทั่ง เวลาที่เราเข้าโบสถ์ โบสถ์นั้นสงบ อากาศเย็น เสียงของบาทหลวงสุขุม ดูใจเย็น อารมณ์ของเราก็สงบสุขเป็นไปด้วย เป็นคำซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ดีว่า การกระทำของคนอื่น เป็นเช่นกระจกของอาจสะท้อนมาที่ตัวเราได้
ดังนั้น หากรู้ดังนี้แล้ว สมควรอย่างยิ่งที่จะรู้จักทางเลือกสำหรับการคบ "ที่เหมาะสม ที่ถูกต้อง และที่ควร" นั่นคือ รู้จักว่า จะทำการติดต่อกับใคร ลักษณะอย่างไร เรียนรู้การเข้าหา และการหลบหลีกอย่างสร้างสรรค์ อย่าให้กระจกของคนอื่นในทางลบมามีอิทธิพลต่ออารมณ์ของเรา มิฉะนั้น ชีวิตประจำวันของเรา วันหนึ่งๆ อาจต้องเกิดการหัวเสียกับคนที่เราติดต่อด้วยตั้งมากมายกี่คนก็ไม่รู้
หากถ้า Mirroring People และสภาพแวดล้อมได้เอื้อให้เกิดประโยชน์ในทางบวกมากกว่า ก็ควรดำรงไว้ และเลือกที่จะเหมือนอย่างม้าของทหารหาญ เพื่อให้สังคมได้เกิดประโยชน์โดยส่วนรวมยิ่งขึ้นค่ะ
บล็อกนี้ มีเพียงเนื้อหาล้วนๆ ไม่ได้มีภาพประกอบแสดง ต้องขออภัยค่ะ หากทำให้ท่านที่อ่านเมื่อยล้า แต่ความรู้ที่ได้นำมาแบ่งปันนี้ เป็นแนวทางที่ข้าพเจ้าได้เชื่อมโยงระหว่างศาสตร์ตะวันออก และตะวันตก คำว่า "ยังเว เสวะติ ตาทิโส" และ "Mirroring People" ท่านผู้อ่าน มีความเห็นว่าอย่างไรบ้างคะ
ท้ายที่สุด สุขสันต์วันปีใหม่จีน และสุขสันต์วันแห่งความรักค่ะ
Designed By Wachi. Bowornki
ผมมีประโยคที่เข้ากับบล็อกนี้อยู่ประโยคหนึ่งครับ
"คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล" (Keep not ill men company lest you increase the number)
ในหนังสือ “ประวัติหลวงปู่ มั่น” โดยท่านหลวงตามหาบัวได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจมากครับ
“ที่ท่านสอนว่าให้คบนักปราชญ์นั้น เป็นความจริงหาที่แย้งไม่ได้เลย ดังคณะลูกศิษย์เข้าอยู่อาศัยสดับตรับฟังความดีงามจากครูอาจารย์วันละเล็กละน้อย ทำให้เกิดกำลังใจและซึมซาบเข้าภายในไปทุกระยะจนกลายเป็นคนดีตามท่านไปได้ แม้ไม่เหมือนท่านทุกกระเบียด ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ของลูกศิษย์ที่มีครูอาจารย์สั่งสอน อนึ่งการคบคนพาลก็ทำให้มีส่วนเสียได้มากน้อยตามส่วนแห่งความสัมพันธ์กัน
ที่ท่านสอนไว้ทั้งสองภาคนี้มีความจริงเท่ากัน คือทำให้คนเป็นคนดีได้เพราะการคบกับคนดี และทำให้คนเสียได้เพราะการคบกับคนไม่ดี เราพอทราบได้ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ที่คบกันนานๆ อย่างน้อยลูกศิษย์นั้นๆ ย่อมพอมีหลักยึดได้จากอาจารย์ และคนที่หลวมตัวเข้าไปอยู่กับคนพาล อย่างน้อยย่อมมีการแสดงออกในลักษณะแห่งคนพาลจนได้ มากกว่านั้นก็ดังที่เห็นๆ กันไม่มีทางสงสัย นี่กล่าวถึงพาลภายนอก แต่ควรทราบว่า พาลภายในยังมีและฝังจมอยู่อย่างลึกลับในนิสัยของมนุษย์เราแทบทุกราย
คำว่าพาลในที่นี้หมายถึง ความขลาดเขลาย่อหย่อนต่อกลมารยาของใจที่เป็นฝ่ายต่ำ ซึ่งคอยแสดงออกในทางชั่วและต่ำทรามโดยเจ้าตัวไม่รู้ หรือแม้รู้แต่เข้าใจว่าเป็นเพียงอยู่ภายในไม่ได้แสดงออกภายนอกให้เป็นสิ่ง ที่น่าเกลียด ความจริงขึ้นชื่อว่าของไม่ดีแล้วจะมีอยู่ ณ ที่แห่งใดย่อมเป็นของน่าเกลียดอยู่ในตัวของมันเอง ไม่ถึงกับต้องแสดงออกมาจึงจะเป็นของน่าเกลียดเพราะมันเป็นของน่าเกลียดน่ากลัวอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคม จึงทรงสอนให้ละและถอดถอนโดยลำดับจนหมดสิ้น ไม่มีคำว่า “สิ่งไม่ดี” เหลืออยู่เลยนั่นแล”
แวะมาแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ครับ
สวัสดีปีใหม่ และสุขสันต์วาเลนไทน์ด้วยจ้า
เคยได้ยินมาว่า ตัวเราเองที่แสดงออกก็จะสะท้อนออกบนผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา เสมอพวกเขาเป็นกระจกที่สะท้อนตัวเราเช่นกันค่ะ ฉะนั้น ตัวเราเองบางครั้งก็ต้องย้อนดูตัวเราเองด้วยค่ะว่าสิ่งที่สะท้อนออกไปนั้นใช่สิ่งที่เราต้องการอยู่หรือเปล่า ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆของเจ้ด้วยจ้า