กราบเท้า   คุณลุงคุณป้าด้วยความเคารพรัก

                 นานนับเดือนที่ไม่ได้เขียนจดหมายมาคุยกับคุณลุงคุณป้า ....  หากคุณลุงรออ่านจดหมายก็คงน้อยใจเหมือนเมื่อครั้งที่มีชีวิตอยู่...  หากถามว่าในชีวิตนี้เคยเสียใจอะไรมากที่สุดก็คงตอบได้ว่า   เสียใจที่ทำให้คุณลุงคุณป้าต้องรอคอยข่าวคราว  ชีวิตคนทำงานที่ใฝ่ศึกษาแถมใช้วันหยุดในการพัฒนาตนเองจะเหนื่อยล้าเพียงใดคงไม่ต้องพูดถึง... เหนื่อยจนไม่มีปัญญาที่จะคิดถึงใครนอกจากภาระหน้าที่ที่ต้องทำให้เสร็จ    ก็แค่นี้เองนะคะสำหรับชีวิตที่ดิ้นรนในโลกธรรมแปด

                 หนึ่งเดือนที่ห่างหายมีเรื่องราวมากมายที่พบเห็นบนถนนชีวิตที่ก้าวเดิน   สุขทุกข์คลุกเคล้า   ฉากละครปีแล้วปีเล่าที่จำต้องโลดแล่นบนเวทีชีวิตในบทต่าง ๆ ที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็น   บางครั้งแม้เราไม่อยากเล่นแต่เราก็จำเป็นต้องเล่น   เล่นให้ดีที่สุดจนได้รับรางวัลตุ๊กตาทองอันเกิดจากเกียรตินิยมในชีวิตที่คนอื่นมอบให้นั่นคือ "ความศรัทธาและความไว้วางใจ"

                 ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลแห่งความรักคือวันวาเลนไทน์   หลายคนอาจตื่นเต้นและหลงใหลไปกับสมมุติสัจจะแห่งโลก       แปลกนะคะวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคือวันมาฆบูชาซึ่งเป็นวันแห่งความรักที่พระพุทธเจ้ามอบให้แก่พุทธศาสนิกชนกลับไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไรนัก  

                 โอวาทปาฏิโมกข์เมื่อไปสืบค้นข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี  ทำให้ได้ความรู้ในมุมมองที่ชัดเจนขึ้นและซาบซึ้งว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้ามอบหัวใจคือคำสอนที่เป็นตัวแทนของพระองค์ให้แก่พุทธบริษัทโดยแท้ หัวใจที่ว่านั่นก็คือ  พระพุทธพจน์สามคาถากึ่งได้แก่ 

                                        พระพุทธคาถาที่หนึ่ง  อุดมการณ์สี่อย่าง  อันได้แก่
.ความอดทนอดกลั้น   ๒.นิพพาน   ๓.ความไม่เบียดเบียน  ความสงบ

                                        พระพุทธคาถาที่สอง  หัวใจของพระพุทธศาสนา  ๓ ข้อ อันคือวิธีการที่จะทำให้เข้าถึงหัวใจของพระพุทธศาสนาได้แก่  ๑.การไม่ทำบาปทั้งปวง  ๒.การทำกุศลให้ถึงพร้อม  ๓.การทำจิตใจให้บริสุทธิ์  (มีผู้อนุมานว่าคือ ศีล  สมาธิ  ปัญญา)

                                        พระพุทธพจน์คาถาที่สาม  ทรงกล่าวถึงหลักการปฏิบัติของพระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนา หรือ วิธีการ ๖ ได้แก่  ๑.ไม่ว่าร้าย  ๒.ไม่ทำร้าย  ๓.สำรวมในปาติโมกข์ (ปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัยอันดี) ๔.รู้จักประมาณในอาหาร ๕.อยู่ในสถานที่สงบ   ๖.เพียรฝึกฝนจิตใจให้สงบ

                    หากพูดจากภาษาธรรมล้วน ๆ  อาจทำให้คนเบื่อหน่าย...ทำให้อดคิดย้อนไปถึงวันนี้ไม่ได้ที่เด็กถามว่า 
                             เด็ก :   "อาจารย์คะ  เวลาหนูฟังเทศน์ทำไมหนูไม่รู้เรื่องแล้วก็รู้สึกง่วงนอน"  (เด็กคนนี้นับถือศาสนาคริสต์ค่ะ) 
                       หนูหน่อย :   "อาจเป็นเพราะว่าหนูไม่ศรัทธาหนูจึงปิดกั้น" 
                             เด็ก    :  "หนูไม่ได้ปิดกั้น  หนูตั้งใจฟังหนูก็ไม่รู้เรื่อง"
มาถึงบรรทัดนี้ถ้าเป็นคุณลุงจะตอบเด็กว่าอย่างไรดีคะ ?   ไม่รู้เพราะอะไร..ตอบเด็กทันทีทันควันชนิดที่เด็กอึ้งกันทั้งห้อง
                        หนูหน่อย  :  ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าปัญญาหนูไม่ถึง
                        นักเรียนชาย :  อาจารย์ว่าเธอโง่นะ  ฮา ฮา
                          หนูหน่อย  :   ครูไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น  "ความรู้" กับ ปัญญา  มันคนละตัวกัน  ปัญญาคือความรอบรู้ และความฉลาดทางธรรมที่จะทำให้ตนพ้นทุกข์     บางทีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่พระเทศน์พวกเราไม่มี...จึงไม่เข้าใจ...    

                       การสอนให้คนเข้าถึงธรรมไม่ใช่เรื่องง่ายเคยได้ยินว่า" เหมือนจูงอูฐเข้ารูเข็ม"  ฉันใดฉันนั้น    การสอนเด็ก ๆ   หนูหน่อยมักยกเรื่องประกอบเป็นสาธกโวหารแล้วจบลงด้วยการให้เด็ก ๆ คิดวิเคราะห์ถึงคุณธรรมและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  นั่นคือการสอนเขาโดยที่เขาไม่รู้ว่าสอน    นับเป็นศิลปะอย่างหนึ่งนะคะ

                       ตะวันใกล้ลับฟ้าแล้วค่ะ   วันนี้คงสรุปเรื่องการเกิดมาและความมุ่งหวังของผู้คนตามหัวข้อที่ตั้งไว้  "มุ่งหวังสิ่งใดในหล้า"         เคยอ่านเรื่อง  ปรัชญาสูงสุดในพระพุทธศาสนา  ไม่ทราบปรัชญานี้มีที่มาจากไหนแต่ก็จดจำไว้เพื่อเตือนตนเสมอนั่นคือ

                                         ๑. การพึ่งผู้อื่น   เมื่อเราเป็นเด็กเราต้องพึ่งพาบิดามารดคอยเลี้ยงดูจึงจะอยู่รอด

                                         ๒. การพึ่งตนเอง   นั้นคือการสามารถหยัดยืนได้ด้วยตนเองจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐ

                                         ๓. การพึ่งพาซึ่งกันและกัน   ไม่มีใครอยู่ในโลกนี้เพียงคนเดียวได้  หากต้องอาศัยพึ่งพาเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

                                         ๔.  การเป็นที่พึ่งของผู้อื่น          นั่นคือการที่เราเกิดพัฒนาการด้านต่าง ๆ   จนสามารถเป็นที่พึ่งให้คนรอบข้างได้เปรียบไม้ใหญ่ที่แผ่ร่มเงาให้
ผู้พักพิง

                                         ๕.  ทำนิพพานให้แจ้ง  นับเป็นปรัชญาสูงสุดของชาวพุทธทุกคน  เพราะสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้   แต่แปลกที่คนรุ่นใหม่น้อยคนนักที่จะเข้าใจและมองว่านิพพานมีจริง

                      การได้เกิดมาเป็นมนุษย์นับว่าประเสริฐ   แต่ที่ประเสริฐกว่านั้นก็คือการมีพัฒนาการในการพัฒนาจิตวิญญาณตนเองให้ก้าวไปถึงปรัชญาข้อที่ ๔  และ ๕ นะคะ...

 

                                                                         ด้วยความเคารพรัก

                                                                              หนูหน่อย

             ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต