ความขัดแย้งระหว่างศาสนา

โครงร่างศึกษา

 

หัวข้อ : ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างศาสนา

 

เป้าหมายและกรณีตัวอย่าง :  ความขัดแย้งพราหมณ์อินดู-อิสลาม

 

เป้าหมาย : ศึกษาความขัดแย้งและความร่วมมือระหว่างศาสนา 2 ศาสนา

 

วัตถุประสงค์ : 1.เพื่อศึกษาลักษณะสาเหตุของความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างศาสนา

                           2.เพื่อให้ทราบถึงลักษณะของสันติภาพระหว่างศาสนา

                           3.เพื่อเป็นการตระหนักถึงแนวทางการสร้างสันติภาพและพัฒนาสันติภาพระหว่างศาสนา

                           4.เพื่อวิเคราะห์กรณีตัวอย่างความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างศาสนา

 

ขั้นตอนและวิธีการในการศึกษา

       1.ประชุมและวางแผนการดำเนินงานการศึกษาค้นคว้าในหัวข้อเรื่องที่ศึกษา

       2.ขั้นตอนการดำเนินการ

                - จัดทำโครงเรื่อง (หัวข้อที่ศึกษา)

                - ศึกษา  ค้นคว้า  รวยรวมข้อมูลจากหนังสือ  Internet  หนังสือพิมพ์  นิตยสาร

                - นำข้อมูลศึกษาวิเคราะห์และคัดแยกลำดับความสำคัญของข้อมูล

                - เลือกหนังสือและเว็บไซต์ที่สำคัญที่สุด อย่างน้อย 3 เล่ม 1 เว็บไซต์

                - เขียนอ้างอิง

                - เขียนสรุปเนื้อหาของหนังสือแต่ละเล่มและเว็บไซต์

                - หากรณีตัวอย่างที่สอดคล้องกับหัวข้อที่ได้รับ 1 ตัวอย่าง และสรุปเนื้อหา

                - นำข้อมูลมาจัดทำเป็น Maind  Mapping / Power point / เว็บไซต์

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

                           1.ทำให้ผู้ศึกษาทราบถึงลักษณะสาเหตุของความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างศาสนา

                           2.ทำให้ผู้ศึกษาทราบวิถีการสร้างสันติภาพระหว่างศาสนา

                          3.ทำให้ผู้ศึกษาทราบผลกระทบของความขัดแย้งระหว่างศาสนา จากการศึกษากรณีตัวอย่าง

                          4.ทำให้ผู้ศึกษาทราบถึงประโยชน์ของสันติภาพที่เกิดขึ้นระหว่างศาสนา

 

 

 

 

กลุ่มที่ 9   เรื่อง ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างศาสนา

 

บทนำ :  1.กล่าวถึงศาสนาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลก และเอกลักษณ์คำสอนของแต่ละศาสนาที่นำไปก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

               2.ยกตัวอย่างปัญหาความขัดแย้งระหว่างศาสนา

1.ความขัดแย้งระหว่างศาสนา

               1.ความหมายของความขัดแย้งระหว่างศาสนา

               2.ลักษณะของความขัดแย้งระหว่างศาสนา

                       2.1.1 การโต้ตอบทางวาจา

                          2.2.2การโต้ตอบทางกายหรือทางสัญลักษณ์

                          2.3.3การใช้กำลังโต้ตอบกัน

2.สาเหตุความขัดแย้งระหว่างศาสนา

                           2.1 การอ้างศาสนสถานที่ขัดแย้งกัน

                           2.2 ประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกัน

3.ลักษณะสันติภาพระหว่างศาสนา

                        ความร่วมมือระหว่างกันของศาสนาประเภทต่าง

4.แนวทางการสร้างและพัฒนาสันติระหว่างศาสนา

                           4.1 องค์กรความร่วมมือระหว่างศาสนาและกิจกรรมร่วมกันเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

                           4.2 แนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างศาสนาต่าง ๆ

5.ตัวอย่างและกรณีศึกษา

                            5.1  ความรุนแรงระหว่างชาวมุสลิมกับชาวฮินดู

                            5.2  องค์กรความร่วมมือระหว่างศาสนา

 

 

 

 

 

 

 

 

กลุ่มที่ 9   เรื่อง ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างศาสนา

บทนำ

                มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการไม่สิ้นสุด  แต่ต้องการปัจจัยในการดำรงชีวิตมากมายทังอาหาร เครื่องนุ่งห่ม  ยาและที่อยู่อาศัย และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้กระทำสิ่งต่าง ๆ  ออกมา จนกลายเป้นความเชื่อ  ลัทธิต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยโบราณที่ยึดถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตกัน  กระทั่งได้กลายมาเป็นศาสนา สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่มนุษย์ต่าง ๆ ในโลกนับถือ

                เวลาพูดถึงศาสนา  เราต้องแยกระหว่างศาสนธรรมกับลัทธิ  ศาสนาธรรมเป็นแก่นหรือเนื้อหาสาระสำคัญสุดของศาสนานั้น ๆ อันจะสามารถทำผู้ที่เชื่อถือ และเลื่อมใสแล้วปฏิบัติตามให้บรรลุผลบั้นปลาย  อันอาจทำลายความทุกข์หรือความเห็นแก่ตัวได้  หมดสิ้นจนหลุดพ้นจากพันธนาการต่าง ๆ ให้ได้เข้าสู่ความดีงามที่สร้างสมขึ้นมาเป็นเวลานาน  โดยอ้างว่าสืบเนื่องแต่องค์ศาสนาใด ๆ ในศาสนานั้น

                ศาสนาโดยเนื้อแท้เป็นสิ่งสูงสุดภายในของมนุษย์แต่ละคน เป็นตัวคุณค่าอันลึกซึ้งที่สุดที่จะพัฒนามนุษย์ให้พ้นจากสัญชาติญาณ  แห่งความเป็นสัตย์เดียรฉาน เพื่อขยับขึ้นสู่ความเป็นผู้มีใจสูง  เพื่อไม่เอาเปรียบตนเองและไม่เอาเปรียบคนอื่น  ตลอดจนสรรพสัตย์และสรรพสิ่งในสากลจักวาล  และเพื่อแสวงหาศักยภาพของตนให้ได้ให้เป็นพลังในการสร้างสรรค์ในอันที่จะรับใช้เกื้อกูลผู้อื่น สัตว์อื่น  โดยรู้จักสยบยอมอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ในระบบความเป็นธรรมดาหรือธรรมชาติ  โดยเห็นว่าบรมธรรม  หรือพระเจ้า  หรืออัลเลาะห์ ก็สุดแท้แต่จะกล่าวขานกันเป็นภาษาในศาสนานั้น ๆ

                ซึ่งศาสนาแต่ละศาสนานั้นล้วนแต่สั่งสอนให้ทุกคนเป็นคนดี  มีศีลธรรม  การอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างปกติสุข  และเนื่องจากมีผู้คนที่นับถือศาสนาต่าง ๆ กัน  และอาศัยปะปนกันอยู่ตามมุมต่าง ๆ บนโลก จึงมักมีความเหมือน  และความต่างกันในที่เดียวกัน  จากความจริงดังกล่าวจึงมาก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันในบางความคิด  บางความเชื่อ กระทั่งกลายเป็นข้อโต้แย้งของสังคม  และกลายเป็นปัญหาที่มีความบอบบางต่อจิตใจมาก  จนบางครั้งนำไปสู่สงครามและก่อให้เกิดความสูญเสียมากมายทั้งที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นในศาสนาที่ตนนับถือ  เชื่อว่าศาสนาของตนเหนือกว่าศาสนาอื่น  จนไม่ยอมรับความคิดและความแตกต่างของศาสนาใด ๆ แม้จะอยู่ในประเทศเดียวกันก็ตาม

 

1.ความขัดแย้งระหว่างศาสนา

 1. 1 ความหมายของความขัดแย้งระหว่างศาสนา

                           ความหมายของความขัดแย้ง  ความขัดแย้ง” มีความหมายอยู่ในตนเองว่า  ขัดกัน  และยังหมายถึงความเป็นปรปักษ์ต่อกัน อยู่ตรงข้ามกัน  หรือถูกบีบคั้นจนกลายเป็นแรงต่อต้านขัดแย้งกัน(มหาตะมะ  คานธี  ,   2529)

                           ความขัดแย้งระหว่างศาสนา  คือ  การที่ศาสนาตั้งแต่ 2  ศาสนาขึ้นไปมีหลักธรรมและหลักปฏิบัติปฏิบัติที่แตกต่างกันแล้ว  ศาสนานั้นถือว่าหลักปฏิบัติของตนดีกว่าของศาสนานั้น ซึ่งทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างศาสนิกชนของศาสนาทั้ง 2

 1.2 ลักษณะของความขัดแย้งระหว่างศาสนา  มีดังนี้

                          1.2.1 การโต้ตอบทางวาจา  คือ  การโต้เถียง  หรือการใช้วาทะการอ้างอิงศาสนาของตนเองดีกว่าศาสนาอื่นใดสั่งสอนได้ดีกว่ากัน  หรือเกิดจากการขาดความไม่เข้าใจกัน การเข้าใจผิด  เพราะคู่สนทนาอาจมีระดับความรู้ที่ต่างกัน หรือต่างวิชาชีพกัน หรือสมาธิในการรับฟัง  ไม่ได้ตั้งใจที่จะรับฟัง

                          1.2.2 การโต้ตอบทางการหรือทางสัญลักษณ์  คือ  การใช้การปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาของตนมาอวดอ้างหรือการข่มถึงการปฏิบัติที่ตนได้นับถือปฏิบัติ  หรือการโต้ตอบกันถึง   สัญลักษณ์ของแต่ละศาสนาว่าของใครดีกว่ากัน  สื่อความหมายออกมาได้ลึกซึ้งกว่ากัน  ซึ่งที่ได้เห็นกันประจำถึงการโต้ตอบทางกายและสัญลักษณ์ก็คือ                     การประกอบพิธีกรรมของศาสนาอิสลาม (ละหมาด) ที่จะมีการทำละหมาด 5 ครั้ง ต่อวัน  ซึ่งในแต่ละครั้งก็จะเชิญชวนผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ประกอบพิธีละหมาดออกทางลำโพงเพื่อเป็นการเชิญชวน    ซึ่งจะทำในลักษณะนี้จนทำให้ในกรณีที่มีวัดของศาสนาพุทธตั้งอยู่ใกล้ ๆ  เกิดความรู้สึกเหมือนถูกบีบและถูกครอบคลุมอาณาเขตไปโดยทางออ้อม จนทำให้บางบริเวณของวัดมีการตั้งลำโพงขึ้นเหนือวัด เพื่อแข่งกับเสียงพิธีกรรมของศาสนาอิสลามด้วย ซึ่งการโต้ตอบนี้บ่อยครั้งที่ทำให้เกิดการทะเลาะบาดหมางกันในชุมชน ตลอดจนเสี่ยงไปถึงการเอาคืนในลักษณะต่าง ๆ ตามมา  เช่นการติดสัญลักษณ์ทางศาสนาของตนเองบริเวณสถานที่ศาสนาอื่น  การเชิญชวนให้มานับถือศาสนา  คือ  ประกาศคำสอนอย่างกรณีของศาสนาคริสต์ที่พิมพ์ลงในป้ายโฆษณาและติดตามสถานที่ต่าง ๆ

                         1.2.3 การใช้กำลังโต้ตอบกัน  คือ  การให้กำลังโต้ตอบกันทางศาสนาเป็นผลมาจากการกระทบกระทั่งกันทางวาจา  ทางกาย  และทางสัญลักษณ์และไม่อาจหาทางออกที่เป็นสันติวิธีได้ จนนำไปสู่การใช้กำลังเพื่อให้ได้มาซึ่งการเอาชนะในศาสนาของตนซึ่งการใช้กำลังโต้ตอบกันนั้นมีทั้งระดับน้อยอย่างการโต้เถียงกันเองในหมู่บ้านและลงไม้ลงมือเพื่อให้ได้มาซึ่งอาณาเขตศาสนาของตน  จนลุกลามไปถึงการใช้กำลังในระดับรุนแรง เช่นการทำสงครามแย่งชิงดินแดนอย่างในประวัติศาสตร์  ที่ทำให้เกิดการสูญเสียหลายต่อหลายครั้ง

 

2.สาเหตุความขัดแย้งระหว่างศาสนา

สาเหตุความขัดแย้งระหว่างศาสนา เกิดสาเหตุหลายประการ เช่น  เกิดจากความเชื่อความศรัทธาในคำสอนของศาสนาแตกต่างกัน ความมีทิฐิมานะ ถือว่าความคิดของตนเองดีกว่าคนอื่น  ความมีวิสัยทัศน์ที่คับแคบ  ขาดการประสานงานที่ดี  ขาดการควบคุมภายในศาสนาอย่างมีระบบสังคมภายนอกขยายตัวรวดเร็วเกินไปและค่านิยมที่นับถือศาสนาต่างกันจึงเป็นสาเหตุให้เกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนาขึ้น

                2.1 การอ้างศาสนสถานที่ขัดแย้งกัน

                 ศาสนาสถานทุกแห่งถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของบรรดาศาสนิกชนและจะต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย  การใช้ความรุนแรงในศาสนสถานจึงเป็นสิ่งซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถยอมรับได้ ซึ่งการขัดแย้งกันเกี่ยวกับศาสนสถานนั้นถูกกระทำด้วยความรุนแรง เพื่อสร้างความโกรธ และมุ่งหวังให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างมนุษย์ซึ่งนับถือศาสนาที่ต่างศาสนากันออกไปแล้วมุ่งไปสู่         ศาสนสถานที่ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ เช่น คนที่นับถือศาสนาพุทธจะเข้าไปในมัสยิดของอิสลามไม่ได้เพราะถือว่าไม่ใช้คนที่นับถือศาสนาอิสลาม

2.2ประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกัน

               ศาสนาแต่ละศาสนาล้วนมีประวัติศาสตร์กล่าวขานมาทั้งสิ้นอันเป็นความภาคภูมิใจของคนในศาสนาที่ได้ทราบถึงการกำเนิดของศาสนาตนหรือได้ทราบถึงเรื่องราวของศาสดาตน   ฉะนั้นหากประวัติศาสตร์ศาสนาของศาสนาตนถูกศาสนาอื่นกล่าวอ้างก็ย่อมเป็นที่มาของความขัดแย้งได้อย่างที่พบกันในประวัติศาสตร์ของศาสนาต่างๆ  เช่นในศาสนาอิสลามที่กล่าวอ้างถึงพระเยซูในศาสนาคริสต์และศาสนายิวว่า  ศาสนาอิสลามมีต้นกำเนิดเดิมมาจากศาสนายิวและศาสนาคริสต์ เพราะพระอัลลาห์เจ้าได้ส่งผู้ประกาศข่าว หรือนบีมูซา หมายถึงโมเสส  และนบีอีสา หมายถึงพระเยซู มาก่อนแล้ว จึงได้ส่งนบีคนสุดท้ายคือ นบีมหะหมัด หลังจากท่านนบีมหะหมัดแล้วไม่มีนบีอีกเลย เพราะถือว่าพระบัญญัติที่ส่งมาทางนบีมหะหมัดถูกต้องและแน่นอนกว่า นอกจากนี้คัมภีร์ตอนต้นก็มีใจความว่า พระอัลลาห์เจ้าทรงสร้างโลกนี้ขึ้น แล้วทรงสร้างมนุษย์สำหรับปกครองโลกขึ้น โดยทำรูปกายคล้ายพระองค์ ประทานนามว่า อาดัม ภายหลังทรงถอดซีโครงของอาดัมมาสร้างเป็นหญิงขึ้นอีกคนหนึ่ง ให้นามว่า อีวา แล้วให้เป็นผู้เฝ้าสวนสวรรค์ อยู่มาวันหนึ่ง อีวา ได้เก็บผลไม้ทิพย์ที่พระเจ้าทรงหวงห้ามนั้นมาบริโภค แล้วให้อาดัมผู้สาม บริโภคด้วย พระเจ้าทรงทราบทรงพิโรธมาก จึงทรงขับไล่อาดัมและอีวาบุรพชนของมนุษย์ออกจากอุทยาน แล้วทรงสาปให้ได้รับบาปและความทุกข์ทรมานต่างๆ

               หรือแม้แต่ศาสนาพุทธเองก็โดนกล่าวอ้างในศาสนาอิสลามเหมือนกัน  เช่น  ชาวมุสลิมมองว่าชาวพุทธคือคนนอกศาสนา (kafir), ไม่บริสุทธิ์ (najis), พหุเทวนิยม/ไม่มีศรัทธา (musyrik) กระนั้นก็ตาม ทั้งสองศาสนาก็ดำรงความสัมพันธ์ทางสังคมต่อกันมาตั้งแต่กำเนิดของศาสนาอิสลามในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ศาสนา คือ “ศาสนาใหญ่ที่มีอายุน้อยที่สุด” เมื่อเปรียบเทียบกับศาสนาคริสต์ พุทธ ฮินดูและยิว ดังนั้น อิสลามจึงได้ดึงดูดเอาพิธีดีๆ มาจากศาสนาอื่นๆ อย่างเช่นการทำละหมาดซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการนั่งสมาธิของพุทธเจ้า เนื่องจากการปฏิสังสรรค์ระหว่างอิสลามกับพุทธศาสนานั้นกินเวลานานพอๆ กับศาสนาอิสลามเอง ดังนั้นทั้งสองศาสนาจึงได้ดูดซับเอาพิธีกรรมดีๆ จากกันและกัน

               จริงแล้วๆ ศาสนาอิสลามกับศาสนาพุทธเคยมีการปฏิสังสรรค์ครั้งใหญ่กันมาแล้ว 2 หน โดยหนแรกเกิดขึ้นในแถวเปอร์เซียตะวันออกเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 7 จากการปฏิสังสรรค์กันในครั้งแรกนี้ ทำให้พระพุทธเจ้าถูกนับว่าเป็น “ผู้รู้ทางคัมภีร์” (Ahl Kitab) ตามจุดยืนของอิสลาม ในลักษณะกับศาสนายิวกับศาสนาคริสต์ ดังจะเห็นได้จากมีคำเรียกบางอย่างในภาษาอาหรับ เช่น “Bilawar wa Budhasaf” ซึ่งหมายถึงพระโพธิสัตว์(ฮาติบ อับดุล กาดีร์. http://....)

 

 

.

               

3.ลักษณะสันติภาพระหว่างศาสนา

                ความร่วมมือกันระหว่างศาสนาประเภทต่าง

                ความแตกต่างระหว่างศาสนาหากมองอีกมุมก็ไม่ใช่ปัญหาเสียทีเดียวที่จะทำให้ผู้คนมาร่วมกันได้   ดังนั้นจากความเห็นนี้จึงทำให้เกิดการการร่วมมือกันของระหว่างศาสนาเพื่อแสดงให้โลกรู้ว่าศาสนาไม่ใช่ตัวแบ่งกั้นมนุษย์ออกเป็นฝ่ายอย่างที่หลายคนเชื่อ   อย่างเช่น  โครงการที่นำเยาวชนพุทธ-คริสต์-อิสลาม เข้าค่ายยุวฑูตศาสนิกสัมพันธ์

                การเข้าค่ายยุวฑูตศาสนานิกสัมพันธ์เกิดขึ้นโดยผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยค้นคว้าศาสนาและวัฒนธรรม วิทยาลัยแสงธรรม ในฐานะเลขาธิการโครงการยุวทูตศาสนิกสัมพันธ์ จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) ซึ่งจากการที่ศูนย์คุณธรรมจัดค่ายยุวทูตศาสนิกสัมพันธ์ รุ่นที่ 2 ที่จ.เชียงใหม่ มีเด็กและเยาวชนสนใจเข้าร่วม 56 คน เมื่อเร็วๆ นี้ ผลปรากฏว่าเด็กจากทุกภาค ทุกศาสนาทั้งพุทธ คริสต์ อิสลามได้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เรียนรู้ความแตกต่างแต่ละศาสนา นำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคม โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งระยะแรกเห็นได้ชัดเจนว่าเด็กๆ อยู่ด้วยกันไม่ได้ ต่างจับกลุ่มอยู่กับศาสนาของตัวเอง ทางศูนย์คุณธรรมจึงต้องหากระบวนการคิด กิจกรรมใหม่ๆ เพื่อละลายพฤติกรรมให้เขาอยู่ร่วมกันได้ มีหลักสูตรผู้นำสอนเรื่องความแข็งแกร่ง สอนให้เขารู้ว่าเราอยู่บนโลกใบเดียวกัน อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ถึงแม้เราจะหลายศาสนา หลากวัฒนธรรม หลากความเชื่อแต่เราก็อยู่ด้วยกันได้

              โดยจุดเด่นของโครงการนี้ คือ เมื่อจบไปแล้วเด็กยังนำความรู้ที่ได้ไปขยายต่อจนกลายเป็นเครือข่ายที่กว้างขึ้น จากเมื่อก่อนไม่รู้พระอัลเลาะห์ คือ อะไร พระเยซู คือใคร คำสอนของแต่ละศาสนาเป็นอย่างไรบ้างแต่โครงนี้ทำให้เขาสามารถตอบได้หมด เช่น ศาสนาคริสต์ จะต้องรักพระเจ้าเหมือนรักตัวเอง ถามเด็กมุสลิมก็สามารถตอบได้ อย่างน้อยต่อไปเขาไปเจอเพื่อนต่างศาสนาเขาก็สามารถเป็นเพื่อนกันได้ เข้าใจกันมากขึ้น

              ความแตกต่างระหว่างศาสนาอาจไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปหากเรามองข้ามเรื่องอคติบางอย่างไปอย่างเช่นที่หลายองค์กรกำลังพยายามทำอยู่

 

4.แนวทางการสร้างและพัฒนาสันติระหว่างศาสนา   

             4.1องค์กรความร่วมมือระหว่างศาสนาและกิจกรรมร่วมกันเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

                สำหรับประเทศไทยการสอนศาสนาในทุกระดับการศึกษา  ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงอุดมศึกษาเป็นโยบายหลักของทุกชาติที่มีศาสนาประจำชาติและศาสนาที่กำหนดให้สอนก็คือศาสนาประจำชาติของแต่ละชาติ  รัฐบาลใดที่แยกการเมืองออกจากศาสนาอย่างเด็จขาดจะไม่สนใจไยดี ปล่อยให้การสอนศาสนาเป็นธุระขององค์การศาสนาที่จะจัดการสอบนอกหลักสูตรตามอัธยาศัย แต่ถ้ารัฐบาลใดมีนโยบายที่จะทำลายศาสนาก็จะจัดให้มีการสอนศาสนาเพื่อประนามให้ร้ายจนนักเรียนนักศึกษารู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนา   และมองเห็นว่าทุกศาสนาทุกรูปแบบเป็นเรื่องของความงมงาย  ล้าสมัยและถ่วงความเจริญ  ชาติที่มีศาสนาประจำชาติจะมุ่งสอนและอบรมพลเมืองให้เลื่อมใสในศาสนาประจำชาติ  ชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอื่นนอกเหนือไปจากศาสนาประจำชาติ  ก็จำต้องเรียนศาสนาประจำชาติหลักสูตร  เพื่อสอบให้ผ่านหลักสูตรไปได้เหมือนคนอื่น ส่วนศาสนาของตนก็หาโอกาสเรียนนอกหลักสูตรแต่องค์การศาสนาของชนกลุ่มน้อยนั้น ๆ  จะจัดให้ ต่อมาหลักสูตรศาสนาในระดับอุดมศึกษาก็มีแนวโน้มที่จะให้ความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการสอน ศาสนาเดียวมาเป็นหลายศาสนา

          4.2 แนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างศาสนาต่าง ๆ

                  4.2.1.แต่ละฝ่ายจะต้องเริ่มอบรมสมาชิกในศาสนาของตนให้ตระหนักในปรัชญาแห่งการประนีประนอมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่จะเป็นพื้นฐานแห่งความร่วมมือระหว่างศาสนาได้อย่างจริงใจต่อกัน
                  4.2.2.ควรมีสถาบันค้นคว้าวิจัยหาทั้งคำสอนและแนวปฏิบัติเพื่อความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ
                  4.2.3.ประมุขระดับชาติของทุกศาสนาควรสัมมนากันสักปีละครั้งโดยมีการประชาสัมพันธ์พอสมควรเพื่อเป็นตัวอย่างและกำลังใจแก่ศาสนิกชนทั้งหลาย
                  4.4.4. มีสัมมนาบ่อย ๆ ร่วมกันระหว่างบุคคลชั้นหัวหน้าและผู้รับผิดชอบหน่วยงานของศาสนาต่างๆเพื่อปฏิบัติร่วมกันในกิจกรรมต่างๆ
                  4.5.5. เลิกการโจมตีกัน เสียดสีกัน และแบ่งสมาชิกันอย่างเด็ดขาด ทุกฝ่ายจะสนับสนุนให้ทุกคนมีศาสนาและชื่นชมในการนับถือศาสนาของทุกคน ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะสมัครใจนับถือศาสนาใด โดยส่งเสริมให้แต่ละคนเลือกการปฏิบัติศาสนกิจตามความสมัครใจของตนอย่างสมบูรณ์ และอาจจะตัดสินใจเปลี่ยนได้อย่างสะดวกใจเมื่อตนเองรู้สึกตระหนักแน่ว่าควรเปลี่ยน
                  4.6.6. ส่งเสริมสนับสนุนการพบปะและกิจกรรมร่วมของเยาวชนระหว่างศาสนา เช่น ชมรมศาสนศึกษา ชมรมศาสนสัมพันธ์ ธรรมสถาน ฯลฯ การแข่งขันกีฬาระหว่างศาสนาไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง แต่ควรให้เยาวชนของศาสนาต่างๆ มารวมกลุ่มกัน แล้วแบ่งสีให้แต่ละสีมีสมาชิกของศาสนาต่างๆ คลุกเคล้ากัน แล้วจึงเล่นกีฬาระหว่างสี หรือเล่นเกมที่ส่งเสริมการรู้จักกันและความเข้าใจกัน

 

5. ตัวอย่างกรณีศึกษา

                5.1  ความรุนแรงระหว่างชาวมุสลิมกับชาวฮินดู

ลำดับเหตุการณ์นองเลือดระหว่างชาวฮินดู กับ ชาวมุสลิม ที่เกี่ยวเนื่องกับการทำลายมัสญิดบาบรี

                การนองเลือดทางศาสนาระหว่างพี่น้องร่วมชาติฮินดู-มุสลิม  ได้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากเมืองอะมีดาบัด บิวานดี   โมราดาบัด  อัสสัม  ยิมชิด  ปูร  มีรัตน์  มาเลียนา  จนถึงพากาลปูร  ซึ่งพากาลปูรเป็นเมืองเล็ก ๆ อันเงียบสงบอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐพิหารที่มีชื่อเสียงในด้าน      ผ้าไหมและเครื่องแต่งกายสตรีในวันที่ 24 ตุลาคม 1989  ขบวนแห่ของชาวฮินดูได้นำ “อิฐของพระราม” (รามศิลา)  เข้ามายังเมืองและตะโกนยั่วยุด้วยคำขวัญที่เย้ยหยันต่อชาวมุสลิม  ซึ่งจะนำอิฐไปไว้ที่เมืองอโยธยา ซึ่งอยู่ 500 ก.ม. ไปทางตะวันตกของเมือง   อิฐจะนำไปสร้างวัดพระรามแทนที่มัสญิดบาบรีแห่งศตวรรษที่ 16  เป็นเวลา 1 เดือนแล้วที่พวกแห่อิฐเหล่านี้พยายามที่จะมาพบกันที่   เมืองอโยธยา  ก่อให้เกิดการจลาจลและทำลายล้างในระหว่างทางที่ผ่านมา  การจลาจลกว่า 100 ครั้งที่เกิดขึ้นบวกกับจลาจลในอื่น ๆ ของประเทศนั้นเป็นการเจตนาปลุกเร้าพวกถืออิฐพระรามนำมา เจ้าหน้าที่ไม่พยายามหยุดยั้งคนศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ไม่ได้หามาตรการป้องกันความปลอดภัย ในทางตรงกันข้าม ที่ได้มีการเรียกร้องโดยผู้นำชาวมุสลิมว่าอย่าให้ขบวนแห่ดังกล่าวผ่านหมู่บ้านมุสลิม  แต่ผู้บริหารท้องถิ่นก็ยังยืนยันว่าจะให้ขบวนแห่ที่ปลุกเร้าโดยผู้แห่ก้อนอิฐนั้นผ่านเข้าไปในใจกลางหมู่บ้านที่ชาวมุสลิมอาศัยอยู่แล้วก็เกิดมีเหตุการณ์ขึ้นซึ่งมีคนโยนประทัดเข้ามาในกลุ่มผู้เดินขบวน  ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการฆ่าหมู่ ซึ่งเป็นอยู่อย่างนี้สองสัปดาห์ติดต่อกันในเมืองพากาลปูรและเมืองใกล้เคียง หนึ่งเดือนผ่านไปแล้วหลังเกิดการฆ่าหมู่ ชาวมุสลิมยังคงอยู่กันอย่างหลบซ่อนและขาดแคลน  มุสลิมกว่า60,000 คน กลายเป็นผู้ลี้ภัยในเมืองและหมู่บ้านของตนเอง ปล่อยให้คนร้ายกระทำการอย่างอิสระและร่วมมือกันทำฆาตกรรม  ก่อวินาศกรรม และทำลายล้างชาวมุสลิม คนหนุ่มซึ่งมีอายุมากกว่า 15 ปี  ได้ถูกจับคุมขัง  และทิ้งผู้หญิงไว้ในบ้านโดยไม่มีใครคุ้มครองการฆ่าหมู่ในพากาลปูรนั้นรุนแรงอย่างมากแม้แต่หนังสือพิมพ์อินเดียซึ่งไม่พาดหัวข่าวเกี่ยวกับชะตากรรมของมุสลิมก็เปลี่ยนท่าทีจะมาลงข่าวฆ่าหมู่ต่อที่มีต่อชาวมุสลิมอันรุนแรงนี้ ความรุนแรงในเมืองพากาลปูรนั้นได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารซึ่งไม่เพียงแต่ควบคุมชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองไว้ไม่ได้แล้วยังถูกประณามว่าเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดอาชญากรรมขึ้น  นักก่อวินาศกรรมและนักปล้นชิง  กระทำการลอยนวล  ติดต่อกันในเมืองจำปานคร  นากนคร  ซาห์ฮังกี อิสฮากชอก  ศอฮีบกุม  และราจาอัน  จำปานครและนากนครเป็นชุมชนยากจน ถูกรุกรานกวาดต้อนโดยกองทหารผู้รุกราน  ซึ่งตำรวจไม่ได้ทำอะไรเลย เมื่อนักข่าวไปที่สถานีตำรวจนากนคร  พร้อมกับหน่วยรักษาความปลอดภัยชายแดน ซึ่งปรากฏว่ามีอยู่ 60 คนส่วนมากเป็นสตรีมุสลิม เด็ก ท คนชรา  และคนพิการ  แออัดกันอยู่ในห้องขัง  ซึ่งนายตำรวจประจำสถานีกำลังเฉลิมฉลองด้วยการดื่มเหล้าที่หาทางที่จะเรียกร้องเงิน 10  รูปี จากผู้ถูกคุมขังก่อนที่จะปล่อยคนเหล่านั้นออกไป  หนังสือพิมพ์ไปที่โรงพยาบาลพากาลปูร เมดิตอลเลจพบว่าผู้บาดเจ็บอยู่เป็นจำนวนมาก  เป็นผู้หญิงและเด็ก  นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นกำลังดูแผลของตนเองอยู่ที่ได้รับบาดเจ็บจากปืนสั้น หรือไม่ก็ดาบ ซึ่งมีคนจำนวนมากกำลังจะตายหรือไม่ก็ต้องการยามารักษาชีวิต ตำรวจได้สร้างความโหดร้ายแม้กระทั่งคนที่มีตำแหน่งสูงขาวมุสลิมคือ      ดร.กาลีม  เราะห์มาน  ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลพากาลปูร  และดร.เบฆ  หัวหน้าคณะพฤกษศาสตร์มหาวิทยาลัยมาราวารี  ซึ่งตำรวจได้ทุบตัวและหักขาของเขา  ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์อินเดียได้กล่าวว่าคนครึ่งเมืองของเมืองจันทร์เดรีถูกกวาดล้างออกไปคนในหมู่บ้านจำนวนมากถูกฆ่าตาย  อีกหลายคนหายไป ผู้มีชีวิตอยู่ก็ไม่ต้องกการที่จะกลับมาอยู่บ้านของตน  วันที่ 26 ตุลาคม มีตน 3 คนถูกฆ่าตายกองทหารได้มาถึงได้ช่วยเหลือคนร้อย คนที่ถูกปิดล้อมโดยฝูงชนนักฆ่า  นำพวกเขามาไว้ในบ้านขนาดใหญ่และมอบให้ตำรวจดูแลปกป้อง  วันต่อมาเจ้าหน้าที่ทางการทหารกลับมาปรากฏว่าไม่มีตำรวจเฝ้าอยู่บริเวณนั้น บ้านถูกเผาไหม้เกรียม คนถูกเผาจนไหม้เกรียม คนถูกเผาทนพิษไม่ได้ก็ตายไปและลอยฝ่องอยู่ในน้ำ  กองทหารได้เข้ามาช่วยผู้บาดเจ็บ บางคนที่มีชีวิตอยู่เล่าว่าพวกเขาถูกปิดล้อมด้วยฝูงชนผู้ก่อจลาจล และเพื่อนบ้านปฏิเสธที่จะให้เข้าไปหลบซ่อน ฝูงชนได้มาบอกให้ออกไปข้างนอกแล้วจะปลอดภัยเมื่อออกมาก็ถูกรุมล้อมด้วยฝูงผู้ก่อจลาจล

                 ความรุนแรงของการต่อสู้ระหว่างชาวฮินดูกับชาวมุสลิม ในพาลกาลปูรได้ถูกก่อขึ้นมานับแต่เดือนสิงหาคม ปี 1989  และมาสู่จุดสุดยอดในเดือนตุลาคม  เพราะผู้คนที่แห่อิฐศักดิ์สิทธิ์ได้กลายเป็นผู้ก้าวร้าวและรุนแรงขึ้นทุกวัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก็ยอมให้ขบวนแห่ผ่านเข้ามาในดินแดนมุสลิมที่กำลังตึงเครียด ตำรวจในเครื่องแบบก็ร่วมปล้นด้วย ตำรวจเองเป็นผู้จุดไฟเผามัสญิด บ้านมุสลิม 60 หลัง ถูกเผาในหมู่บ้านชีพกันต์ รายงานทั้งหมดต่างส่งมาที่ผู้บริหารท้องถิ่น นายราจีฟ คานธี   นายกรัฐมนตรี ได้รีบร้อนไปที่พากาลปูร ในวันที่ 26 ตุลาคม  ซึ่งยังไม่เป็นที่กระจ่างว่า   นายราจีฟไปทำไมที่เมืองนี้ จำนวนสถานที่เป็นร้อย ๆ แห่งถูกพวกมุสลิมบุกรุก เข่นฆ่านี้  พากาลปูรอาจเป็นแหล่งที่ 2 ที่นายกรัฐมนตรีมาเยี่ยม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร  ไม่มีการเรียกสอบสวนทางศาล การจราจลนี้รุกลามไปถึง 10 วันติดต่อกันมาหลังจากที่นาราจีฟออกจากเมืองไปแล้ว เหตุการณ์ยังไม่คืนสู่สภาพเดิม หนีออกจากเมืองพากาลปูรและเมืองใกล้เคียงแล้วการจลาจลในการแห่อิฐพระราม ถ้าเดินทางไปทางตะวันตกไปสู่เมืองพัฒนาสู่เมืองสุลฎอนปูร  มีมัสญิดอีกแห่งหนึ่ง ที่เป็นเป้าหมายแห่งการปลดปล่อยของชาวฮินดูแหล่งต่อไป

                5.2  องค์กรความร่วมมือระหว่างศาสนา

                องค์กรความร่วมมือระหว่างศาสนาเพื่อให้เกิดสันติสุขบนโลกนั้นมีหลายองค์กร  อย่างที่จะยกมานั้นเป็นการจัดกิจกรรมทางด้านศาสนาโดยองค์ทางศาสนาคือ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยที่ได้จัดให้มีการจัดงานสัมมนาร่วมระหว่างอิสลามกับพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก  เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2552 ณ ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ โดยมีพระสุธีวรญาณ รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ พระครูโฆสิตพุทธิศาสตร์ ผู้อำนวยการกองวิเทศสัมพันธ์ และแม่ชีรำไพ จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย และคุณญะลาล ทัมเลฮ์ ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือในการจัดงานสัมมนา