ภาคที่สอง จะว่า ก็น่าจะเป็นภาคของการเอา เครื่องมือ KM ไปใช้ในการทำงานของแต่ละคน แต่ละความถนัด ที่จะเลือกนำ KM ลงไปใช้เป็นเครื่องมือละค่ะ

 อ.JJ ... กลับมาอีกรอบนะครับ

อ.นน ก็จะชอบเขียนเรื่อง ที่ชอบฟันคนแก่ ... เขียนทีไร เราก็ต้องอ่าน เพราะว่า เราก็เริ่มแก่ เชิญครับ ...

 เพื่อนร่วมทาง

Yes ค่ะ ... ที่ชอบเขียนเรื่องฟันคนแก่ ก็เพราะบทบาทหน้าที่ ทำเรื่อง การส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ที่ทำให้ ผลพวงจากการที่ได้เข้ามาเรียนรู้ เรื่องการจัดการความรู้ ประกอบกับภาระหน้าที่ในการสร้างเครือข่ายในชมรมผู้สูงอายุ เพื่อการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก

เมื่อเริ่มรับงานนี้ ก็เป็นกังวลมาก เพราะการทำงานลงชุมชน การระดมคน ระดมความคิด หรือระดมความคิด เป็นงานที่ไม่ถนัดมาก มาก รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยาก มาก มาก ... มาคิดได้ว่า การจัดการความรู้น่าจะช่วยได้ จึงใช้เครื่องมือนี้ เพื่อไปทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันในกลุ่ม

พัฒนาการ ก็เริ่มตั้งแต่ โยนโจทย์ไปให้พื้นที่บางที่ทำ เหมือนเป็น Pilot และนำกระบวนการที่กลุ่มเหล่านั้น ได้ดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ภายใต้ความคิดว่า พื้นที่มีความชำนาญในเรื่องการทำงานชุมชนมากกว่า เป็นการใช้ศักยภาพการทำงานของพื้นที่ ที่ทำจากประสบการณ์จริง มาเป็นเครื่องมือเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในเรื่องของการลงชุมชน นำประสบการณ์การทำงานมาเล่าแลกเปลี่ยน และต่อยอดกันและกัน ว่า เขาทำในจุดต่างๆ เหล่านี้ แล้วสำเร็จได้อย่างไร

ก็ได้มาหลายประเด็น ที่คนทำเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ทำกิจกรรมในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ เช่น บางคนบอกว่า การทำงานกับผู้สูงอายุ นั้นคิดว่าน่าจะมีความยาก แต่พอเข้าไปทำแล้ว เขาก็บอกว่า การทำงานกับผู้สูงอายุไม่ยากเท่าที่คิด และเขาก็เริ่มเห็นว่า ผู้สูงอายุมีศักยภาพ ท่านมีเวลาที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ ให้กับชุมชน ให้กับสังคมที่ตนเองอยู่

นี่เป็นจุดหนึ่ง ที่ทำให้ผลจากการทำงานตรงนี้ เกิดประกาย และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเป็นต้นเรื่องที่ทำให้ เมื่อไรที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกิดขึ้น ที่ไปมีส่วนร่วม ก็ต้องมีการบันทึก ขึ้น weblog เพื่อเล่าสู่กันฟัง ให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ จากผู้ที่ทำจริง ที่เรานำมาถ่ายทอด สุดท้ายที่หวังก็คือ จะส่งผลไปสู่การปฏิบัติต่อยอดกันต่อๆ ไป และคิดว่า มันได้ เพราะว่าการเผยแพร่เรื่องเล่า ทำให้คนที่ได้มาอ่านรู้สึกได้ว่า การทำงานในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพช่องปากให้กับผู้สูงอายุมันไม่ยาก อาจทำตามแบบที่ได้อ่านบันทึกก็ได้ เพียงแต่ว่า รายละเอียดอาจจะต้องปรับไปตามแนวทางความเป็นไปได้ของแต่ละที่

และรู้สึกได้ว่า เครือข่ายตรงนี้จะแน่นหนาขึ้น ตอนนี้ก็จะมีคนมาทำงานกับคนแก่เยอะขึ้นแล้วค่ะ

 อ.JJ

อาจารย์ของผม อาจารย์หมอพวงทอง ท่านก็บอกว่า คนแก่ คือ คนที่อายุ 45 ปีขึ้นไป ตอนนี้ก็เตรียมตัวกันได้แล้วครับ 

ตรงนี้จะมีคำหนึ่งว่า KM – Knowledge Management กับอีกคำคือ IM – Information Management อ.กัตติกา หรือหม่อมหลวงต๋อย คิดว่า ตรงนี้ สำนักหอสมุด ที่ว่าเป็นเจ้าแม่ทางการเก็บเอกสาร ถามจริงๆ ว่า ตรงนี้ ได้ความรู้จริงหรือไม่ การเก็บเอกสารตรงนี้ คนได้มาเรียนรู้หรือเปล่า อันหนึ่งก็คือ ความรู้ อันหนึ่งก็คือ เรียนรู้ คำหนึ่งคือ KM อีกคำหนึ่ง คือ IM เพราะว่าคนที่ทำงานห้องสมุดเขาบอกว่า เขามี data เยอะเลย ไม่รู้ว่า data หรือ Information นั้น มันทำให้เกิด wisdom หรือเปล่า

 ดาวลูกไก่ ชื่นชมยินดี

พวกเรามีความรู้เยอะมากในที่ทำงาน แต่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะว่า ความรู้ที่มี พวกเราส่วนใหญ่ที่ทำงาน บอกว่า เรา KM มา 100% แล้ว แต่ผลออกมา เราได้ไม่เต็มร้อย เพราะว่าความรู้สึกเบื้องต้นที่ว่า เราถูกบังคับให้ทำ KM ก็คือ จะมีบางส่วนที่เขาสามารถที่จะปรับตัวปรับใจที่จะรู้ว่า การจัดการความรู้ของเขา ว่า เขาจะต้องจัดการกับตัวเอง ให้รู้สึก และเข้าถึงความรู้ ด้วยการลงมือปฏิบัติ

 อ.JJ

ครับ ก็คือ การจัดการความรู้ ต้องจัดการความรู้สึกของตัวเจ้าของ ว่า รู้ว่าอะไรที่อยากถ่ายทอด รู้ว่า อะไรที่อยากเรียนรู้

มาถึง อ.ขจิต ที่ไปทำในเรื่องของเครือข่าย ผู้ชายคนนี้ ไปทำเครือข่ายเยอะแยะไปหมดเลย ... ถามว่า มีพัฒนาการอย่างไรบ้างในการไปสร้างองค์กรเรียนรู้

 อ.ขจิต ฝอยทอง

ตอนนี้ ทำในเรื่อง ครูเพือศิษย์ ของอาจารย์หมอวิจารณ์ เราะพยายามหาครู 20 ท่าน มีหลายที่ ลำปาง เชียงใหม่ มีครู 20 ท่าน มาสร้างเครือข่าย

ตอนนี้ตัวที่มองต่อ ก็คือ ครู กศน. ครู ตชด.

การสร้างเครือข่าย ถ้าเรามีใจให้เขา และทำด้วยใจจริง ไปไหนไปกัน เพราะว่าเราเป็นเหมือนพี่น้องกัน ใน GotoKnow เมื่อเราได้คุยผ่านใน blog ก็เหมือนเราได้คุยกันทุกวันๆ ก็จะมีความรู้สึกดีดี เราไปไหนก็จะมีเพื่อน มีเครือข่าย มีคนคอยดูแลุกที่

 อ.JJ

ดูงานที่เราเป็น somebody การไปสร้างโรงเรียนพ่อแม่ จะเป็น best practice เพื่อที่เราจะนำมาพัฒนาต่อกันได้บ้าง ... หรือ ปัจจัยสำเร็จในการสร้างโรงเรียนพ่อแม่ ครับ

 น้องกบ ... โรงเรียนพ่อแม่ 

โรงเรียนพ่อแม่ เริ่มจากนโยบาย ซึ่งคุณหมอก้อง ไปรับนโยบาย และนำมาปฏิบัติ

เราตั้งต้นด้วยทีมสหสาขา เขียนหลักสูตรขึ้นมา จะต่างจากครูติ๋ว เพราะว่าเป็นเรื่องของการสอนสุขศึกษา เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก ตั้งแต่ท้องจนถึงเด็กอายุ 5 ปี ว่า จะทำอย่างไรให้เด็กออกมาเป็นเด็กที่มีคุณภาพ และมีพัฒนาการที่ดี สมวัย จนถึงก่อนเข้าโรงเรียน

เริ่มจากหลักสูตร ที่วางแผนกันมา และลงไปทำในกลุ่มเป้าหมาย ซึ่เป็นผู้รับบริการในโรงพยาบาล

จากนั้น เราก็เรียนรู้ว่า กิจกรรมในรูปแบบนี้ ที่เราเข้าไปทำ มันก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

  • ความพึงพอใจของคนไข้ ดี แต่ผู้ทำงานรู้สึกหนักหนามากเกินไป เพราะว่าเป็นการเพิ่มกิจกรรมที่ทำอยู่ ที่เป็นงาน routine กลายเป็นเพิ่มมาอีก job หนึ่ง
  • เราปรับรูปแบบไปเรื่อยๆ มีการศึกษาวิจัย ตั้งแต่ปี 2547 จนปัจจุบัน ปี 2552 ย่าง 2553 ทำเป็นรูปแบบของงานประจำ ควบคุมกำกับมาตรฐาน และ link กับกิจกรรมของสายใยรัก
  • รูปแบบที่เรียนรู้เป็นวงจร ทั้งจากผู้รับบริการ ทั้งจากทีมผู้สอนเอง
    - ผู้สอนก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ว่า ผู้สอนสอนแบบนี้ คนไข้มีความพึงพอใจแค่ไหน ควรปรับกระบวนการสอนอย่างไรให้กระชับ ในเวลาให้ได้
    - สิ่งที่เราแลกเปลี่ยนกับผู้รับบริการ คือ ผู้รับบริการจะบอกเราว่า ที่นี่สอนมาแบบนี้ ในทางปฏิบัติ สมมติเรื่องการกินยาธาตุเหล็ก เขาก็จะแนะนำว่า การกินธาตุเหล็กให้กินคนละเวลากับแคลเซียมนะ และต้องกินเวลานี้ๆ แต่พอคนไข้เขาแนะนำ เขาบอกว่า ตัวหนู บางทีก็ลืมกินในมื้อกลางวันที่กำหนดให้ ... ถามว่า แล้วหนูทำอย่างไร เขาก็บอกว่า ใช้ระบบ message เตือนตัวเอง หรือว่าไปกินมื้อกลางคืนก่อนนอน ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่เราสอนไป
    - เราเอาสิ่งที่เขาบอกเรา ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับผู้สอนอีกทีหนึ่ง
  • มันก็เป็นวงจรที่ได้จากหลายๆ jigsaw มาต่อกัน และปรับเป็นหนังสือในปัจจุบัน โดยที่ตัวเราคือ ผู้ประสานงาน และตาม jigsaw ทั้งในส่วนของคนท้อง หลังคลอด หรือเด็ก มารวมกัน และพูดรวมอีกทีหนึ่ง ปีละ 2 ครั้ง ในภาพของคณะกรรมการ

 

 อ.JJ

มี keyword นะครับ คือ มาตรฐาน HA หรือ HPH และมีคำว่า ต่างสาขา ซึ่งก็มาเชื่อม โรงเรียนพ่อแม่ และลูกได้เลย ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราใช้ R2R – Routine to Research เป็น keyword ว่า การจัดการความรู้ ไม่ใช่เพียงแต่ว่า ผู้ที่อยู่ในบล็อก GotoKnow มาเจ๊าะแจ๊ะกัน มันมี สาระที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดได้เสมอ หากเราใช้งานประจำ ให้ เนียนกับการจัดการความรู้

มีเรื่อง R2R มีเรื่อง Network เรื่องของการใช้กระบวนการ TQA ตัวนี้ก็เป็นตัวหนึ่งที่สำคัญ

มาที่ ดร.สุดารัตน์ ครับ งานประจำที่อาจารย์ทำ ได้เห็นกระบวนการพัฒนา ที่คงไม่ต่างจากวิจัย ที่มีมา แต่ตรงนี้ ถ้าเอามาจากงานประจำ อย่างที่อาจารย์กบบอกมา มีอะไรบ้าง

 หนุ่ยนักอ่าน ~Natachoei (หน้าตาเฉย)

เราพยายามเอา KM เข้าไปอยู่ในกระบวนการของ R2R ทำตั้งแต่ปีก่อน และพยายามทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ให้เขาได้คิดว่า เราเอา KM เข้าไปใช้ ตอนนี้ปัญหาทุกอย่าง จะทำ PMQA หรือ HA ที่โรงพยาบาล ก็เอากระบวนการลงไปใช้เลย

ขณะนี้เราทำ R2R หลายเรื่อง มีทั้งของทางโรงพยาบาล และทางวิชาการ เครือข่ายที่ได้ทำในขณะนี้ เป็นเครือข่ายที่อยู่ในชุมชน เป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่น อิหม่าม ตัวเองรับผิดชอบงานอนามัยแม่และเด็ก ก็จะมีเครือข่ายของผดุงครรภ์โบราณ เครือข่าย อสม. เราก็จะใช้วิธีการจัดเวทีให้ปีเว้นปี 4-5 ปี ก็จะมีเวทีใหญ่ขึ้นมา

ปีก่อน มีเวทีตลาดนัดงานอนามัยแม่และเด็ก ให้เครือข่ายทุกคนมานั่งฟัง และหลังจากนั้น เราจะแยกเวทีให้เขาได้มานั่งคุยกัน และเราเก็บข้อมูลตรงนั้นมา

R2R ส่วนใหญ่จะมาอยู่ในฝั่งโรงพยาบาล ฝั่งเครือข่าย ใช้กระบวนการ KM มากกว่า และหลังจากการทำเวที จะมีการให้เขาวางแผนร่วมกัน ว่า ในปีถัดไป เราจะทำเรื่องอะไรบ้าง เรามีปัญหาเรื่องอะไร เราทำ AAR และหาปัญหา เพื่อการวางแผนตอนนั้นเลย

ในส่วนของโรงพยาบาล ในเรื่อง R2R กับ KM นี้ ก็ลงไปช่วยเต็มที่ เพราะจะได้ไปคุยให้ฟังว่า เวลาทำ R2R นี้ อาจไม่ต้องใช้ stat ชั้นสูงก็ได้ ทำเชิงคุณภาพได้ ที่เราคุยกัน อย่างห้องเด็กอยากทำเรื่องการดูแลเด็กที่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ จะทำอย่างไร เราก็บอกว่า ก็คุยกัน ในห้องเด็กด้วยกัน และถ้าหากมี case น้อย ไม่ต้องมีทางสถิติเข้ามาช่วยก็ได้ ใช้วิธีการทำแล้วก็ปรับ ทำแล้วก็ปรับ ซึ่งอาจจะต้องมีการคุยกันบ่อยๆ

 อ.JJ

ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ ว่า เรื่องของ KM อย่าทำ KM ... KM จะเป็นเครื่องมือหนึ่ง ถ้าไม่มีช้อน ไม่มีส้อม อาหารไม่เข้าปาก เพราะฉะนั้น

การจัดการความรู้ คือ เครื่องมือที่ทำให้การทำงานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น คือ เรียนรู้จากคนอื่น ตรงนี้สำคัญ อีกตัวหนึ่ง ก็คือ การคุยกัน หรือการเสวนา คุยกันสบายๆ ไม่ต้องมีประธาน กรรม กิริยา ให้รู้สึกว่า มีกรรมครับ

ตัวสำคัญของการจัดการความรู้ในช่วงสุดท้าย ก็คือ เรื่องของการเติมเต็มงาน และก็มีสัญญาใจ Action plan ถ้า plan แล้วนิ่ง มันก็อยู่เฉยๆ แต่ถ้า plan แล้วเกิดจากใจ เราจะเห็นว่า พัฒนาการเหล่านี้ จะมีอะไร ตั้งเป้าเฝ้าดู ปรับเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนา ก็คือ CQI

... การจัดการความรู้ ก็คือ การตั้งเป้าเฝ้าดู ปรับเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนา ...

รวมเรื่อง เวทีตลาดนัดความรู้กรมอนามัย ปี 2553