มีเรื่องล่าว่า ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง วันฟ้าใส เมฆบางๆ ลอยอยู่
คุณครูเดินเข้ามาในห้องเรียน แล้วชูกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง มันเป็นกระดาษขาวที่มีจุดสีดำอยู่ตรงกลาง
คุณครูถามนักเรียนว่า พวกเธอเห็นอะไรบ้าง ? นักเรียนคนหนึ่งตอบว่าเห็นจุดสีดำ
คุณครูถามนักเรียนคนอื่นๆว่า เห็นอะไรบ้าง? ได้รับคำตอบเดิม คือเห็นจุดสีดำ
คุณครูจึงถามต่อว่า แล้วเธอไม่เห็นกระดาษขาวแผ่นนี้หรือ? แล้วคุณครูจึงอธิบายว่า
พวกเธอตอบถูกแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจน การที่พวกเธอเห็นจุดสีดำซึ่งเป็นเพียงจุดเล็กๆ กลางกระดาษขาวแผ่นใหญ่
เปรียบเสมือนกระดาษขาวเป็นภาพรวมของคนเรา และจุดสีดำเล็กๆ เป็นเสมือนตำหนิหรือข้อเสียของแต่ละบุคคล
ซึ่งตำหนิหรือข้อเสียของแต่ละคน จะจางหายไปได้ถ้าได้รับการลบทิ้ง หรือมองข้ามไป เพราะมันเป็นเพียงแค่จุดเล็กๆ จุดหนึ่งเท่านั้น ยังมีสีขาวในกระดาษแผ่นนั้น อีกมากมาย
จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าคนส่วนมากมักจะมองเห็นสิ่งที่ไม่ดีมากกว่าสิ่งที่ดีซึ้งที่จริงแล้วเราควรจะหันมามองให้เห็นสิ่งดีมากกว่าสิ่งที่ไม่ดีโดยเฉพาะเวลาเรามองคนอื่น
หากเรามองขัอดีของเขาเราจะรู้สึกสบายใจ และบรรยากาศรอบข้างก็จะดีด้วย
อย่างคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า
ความโกรธก็เหมือนการกำถ่านร้อนๆไว้ในมือของเราแล้วเที่ยวเอาไปไล่ขว้างคนอื่น(จะโดนไม่โดนก็ไม่รู้แหละนะ) ท้ายที่สุดคนที่ถูกเผาไหม้จนแสบร้อนก็คือ "ตัวเรา" คนเดียวเท่านั้นเอง
จะโกรธ เคียดแค้นใคร เค้าไม่มารู้กับเราหรอกใช่มั้ยครับ
เพราะฉะนั้นทำใจให้สบายดีกว่า อภัยให้ได้ก็อย่าไปคิดให้เปลืองสมองเลย เราเองก็ยังตัดอารมณ์ร้อนไม่ได้แต่ก็พยายามอยู่เวลาโมโหใครก็พยายามคิดแบบนี้ จะได้รู้สึกดีขึ้นไงละครับ......
แง่คิดในการระงับความโกรธ
ทุกอย่างอยู่ที่ใจของเรานะครับ
เราควบคุมสภาพแวดล้อมไม่ได้
แต่ใจเรา ควรควบคุมให้ไปในทางที่ดีนะครับ
ขอบคุณครับ...