่ช่วงต้นปีที่ผ่านมานะครับ ในเมืองไทยมีเวทีเสวนาเกี่ยวกับทิศทาง CSR (Corporate Social Responsibility) ถึง ๒ เวที นั่นคือ
- "CSR 2010 Series ทบทวนสถานการณ์...สู่จุดเปลี่ยนการทำซีเอสอาร์อย่างมีคุณค่า"
ซึ่งจัดโดย Social Venture Network (SVN)
- ทิศทางและแนวโน้ม CSR ปี 2553 "Repositioning your CSR"
ซึ่งจัดโดย สถาบันไทยพัฒน์ และ สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม (CSRI)
โดยสรุปๆ จากเวทีเสวนานะครับ ระดับของ CSR ทั่วๆ ไปมีอยู่ ๓ ระดับ คือ
๑. องค์กรธุรกิจปฏิบัติตามมาตรฐานทางกฏหมาย
๒. องค์กรธุรกิจมีการสนับสนุน ส่งเสริมสังคม (ปลูกป่า, สร้างฝาย, การกุศลต่างๆ)
๓. องค์กรธุรกิจมองเห็นผลกระทบเชิงลบจากการดำเนินกิจการของตน แล้วจัดการแก้ไข
ซึ่งองค์กรธุรกิจของไทย หลายๆ ส่วนยังอยู่ในระดับที่ ๑ บางส่วนขึ้นมาในระดับที่ ๒
(และบางส่วนใช้ CSR เป็น Communication Marketing tool อย่างที่หลายๆ ท่านเห็นในสื่อ)
ส่วนในระดับที่ ๓ มีบ้างแต่น้อย
....

....
ซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคมตรงนี้ หมายถึงการอยู่ร่วมกันอย่าง "ยั่งยืน" ระหว่าง องค์กรธุรกิจ - ชุึมชน และ สิ่งแวดล้อม
ซึ่งในปีที่ผ่านมา (๒๕๕๒) ก็มีตัวอย่างแนวโน้มความไม่ยั่งยืน หรือ แนวโน้มการอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ อย่างกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ฯ เกินมาตรฐาน (แถมเอาที่ดินสำหรับปลูกป่าไปสร้างสนามกอล์ฟ)
หรือกรณี นิคมอุตสาหกรรมที่มาบตาพุด โดยทั้งสองกรณีต่างกันอยู่ในบางประเด็นคือ ที่แม่เมาะ ประชาชนในพื้นที่ฟ้องร้องโรงไฟฟ้า แต่ ที่มาบตาพุด ประชาชนในพื้นที่ฟ้องรัฐ (เพราะรัฐไม่ออกระเบียบให้ชัดเจน องค์กรในนิคมอุตสาหกรรมก็ทำตามกฏหมายแล้ว เลยไม่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา) ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ถ้าข้อมูลผมไม่ผิด ก็น่าจะยังหาตัวโรงงานที่ปล่อยสารพิษไม่ได้
ซึ่งถึงแม้ทั้งสองกรณีจะต่างกันบ้าง แต่ก็มีที่เหมือนกัน คือ ทำไมเวลาคุณดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ คุณไม่ได้สนใจเลยหรือ ว่าจะมีใครเดือดร้อนเพราะคุณบ้าง
เพราะจริงๆ แล้ว ถ้าใช้หลักธรรมาภิบาล หรือ มีจิตสำนึกสาธารณะ ก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานความรับผิดชอบตามกฏหมาย (ที่ไม่รัดกุม) ซึ่งมองอีกทาง ภาครัฐก็ควรออกกฏหมายให้รัดกุมและเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่านี้
เพราะผมเชื่อว่า องค์กรธุรกิจหลายแห่งก็พร้อมที่จะปรับตัวตามเงื่อนไข
.....

.....
เพราะองค์กรธุรกิจไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในสังคมที่ล้มเหลว
แล้วก็คงไม่มีใครที่ยินดีให้ร้านก๊วยเตี๋ยวข้างบ้านสาดเศษอาหาร
ใส่บ้านของตนโดยไม่โวยวาย
ดังนั้นคำว่า "ความรับผิดชอบต่อสังคม" จึงไม่ใช่การที่องค์กรใดใด ปล่อยน้ำเสียลงคลองทุกวัน แล้วพอถึงงานวันเด็ก ก็พาพนักงานไปจัดงานวันเด็ก แล้วก็บอกว่า "นี่แหละ ผมรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว" พอวันรุ่งขึ้นก็ปล่อยน้ำเสียลงคลองเหมือนเดิม
ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากการดูแลเอาใจใส่กันและกัน มีเพื่อนบ้านที่ดีไม่จำเป็นต้องมีรั้ว
ตรงนี้อยู่ที่มุมมองของภาคธุรกิจที่ว่า CSR เป็นภาระ หรือ ความรับผิดชอบ
ผมมีความรู้สึกดีใจอยู่ประเด็นหนึ่งก็คือ สถาบันการศึกษาหลายแห่งที่เปิดสอนทางด้านธุรกิจ ได้นำหลักสูตร CSR เข้าไปสอนให้กับนิสิตนักศึกษา ซึ่งถ้ามองไปที่ความยั่งยืน การปลูกฝังเยาวชนของชาติก็น่าจะเป็นคำตอบที่สำคัญ
ไม่แน่นะครับ ในอนาคตการมีโรงกลั่นน้ำมั่นตั้งอยู่กลางใจเมืองก็อาจไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป ถ้าไม่เชื่อลองมองไปที่โรงกลั่นน้ำมันของบางจากสิครับ ตั้งอยู่กลางพระโขนง ก็ไม่เห็นมีใครเป็นอะไร
ทำไมเค้าตั้งอยู่ได้ ทำไมไม่มีเรื่องฟ้องร้องเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมหนัก อื่นๆ แล้วทำไม เวทีเสวนา CSR ต้องยกกรณีโรงกลั่นน้ำมันนี้ขึ้นมา ทั้งๆ ที่เรื่องแบบนี้ควรจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทั่วไป
งั้นแสดงว่าที่เกิดขึ้นทั่วไปไม่ใช่แบบนี้ แล้วมันเป็นยังไง (นี่แหละครับเรื่องแปลก)
นั่นน่ะสิ แปลก เขายังทำได้ นะคะ
ใช่ครับ ต้องทำให้ แปลก เป็น ปกติ
สวัสดีค่ะน้องปืน
กระแสซีเอสอาร์ ตอนนี้มาแรง อาจเป็นนิมิตหมายที่ดี ถ้าเจตนาดีจากใจ ไม่ใช่เพียงเพื่อ กลบ ลบ ชดเชย จากการที่ได้สร้างความเดือดร้อนไปก่อนแล้ว ;)
ส่วนในชุมชน ปัญหาที่ผ่านมาคือ การตรวจสอบแปลกๆ EAI ฟอร์มที่บอกว่าผ่านๆ ไปชุมชนเค้าได้มีส่วนร่วม และรับทราบบ้างไหม ... จนท.รัฐ ผู้นำท้องถิ่น คนสำคัญ ;)
สวัสดีครับท่านบีเวอร์
แฮ....เข้าทางผมเลย อิ.อิ.
การทำ CSR ผมเชื่อว่าในภาคเอกชนผู้ประกอบการทุกรายยินดีทำและพร้อม
แต่ความสำคัญอยู่ที่เจ้าหน้าที่ผู้กำกับดูแลของรัฐครับ ผมมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้จากหลายๆบริษัททั้งประเภทโรงงานอุตสาหกรรม และประเภทการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะโครงการจัดสรรที่ดินผมมีส่วนเข้าไปดำเนินการตั้งแต่กำหนดโครงสร้างโปรเจ็คโครงการไปจนถึงการโอนบ้านหลังสุดท้ายให้กับลูกค้า สิ่งที่เจ้าของโครงการจัดตั้งงบไว้คือค่าใช้จ่ายการขอออก ใบอนุญาตต่างๆ ตั้งแต่ขออนุญาตถมดิน ขนดิน ก่อสร้าง ทำทางเชื่อม ทำสะพาน ทิ้งน้ำ ขยะ ประปา ไฟฟ้า รวมแปลงแบ่งแยกที่ดิน ค้าที่ดิน จัดสรรที่ดิน สิ่งแวดล้อม ฯลฯ เหล่านี้ เชื่อหรือไม่ว่าค่าใช้จ่ายตามกฎหมายรวมแล้วทั้งหมดที่ทางราชการออกใบเสร็จรับเงินให้ไม่ถึง 100,000บาท แต่งบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ต้องตั้งไว้ 5,000,000บาทเป็นอย่างต่ำ ทั้งนี้เพราะทุกส่วนงานที่ต้องยื่นคำขอเข้าไปตามกฎหมาย ผู้ประกอบการต้องจ่ายจนพอใจถึงได้ใบอนุญาต ผมยังสงสัยอยู่ว่ารัฐส่งเสริมให้ภาคเอกชนทำ CSR แล้วภาครัฐพร้อมที่จะรับเฉพาะค่าธรรมเนียมตามใบเสร็จรับเงินฉบับจริงหรือยัง ส่วนภาคเอกชนเขาพร้อมจนลืม
ไม่ว่ากันนะขอบ่นหน่อยเถอะท่านบิเวอร์
ตอบ คุณ poo
เป็นนิมิตหมายอันดี ถูกต้องแล้วครับ หลักจากที่ภาคธุรกิจปล่อยให้รัฐและประชาสังคมดูแลตนเองมานาน
...
ตอบ คุณ ชาวฝนแปดแดดสี่
นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งครับ อย่างกรณีมาบตาพุด ทุกฝ่ายก็จี้มาที่รัฐว่า ทำไมระเบียบถึงไม่ชัดเจน เลยโดนฟ้องไปตามระเบียบ
หากต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสมดุล คงต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายนะครับ
...
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ
ขอบคุณเช่นกันครับ
สวัสดีปืน
ใช่แล้วครับ พี่บอย นั่นแหละ ง่ายๆ แต่ได้ใจความ
ขอบคุณครับ ขอให้ความรักเบ่งบาน
มาทักทาย และเรียนรู้ CSR 2010 ครับ
ขอบคุณครับ
ยังเขียนได้คมคายเช่นเดิมนะคะ น้องปืน
ระลึกถึงน้องชายคนเก่งเสมอค่ะ
^__^
ของคุณครับพี่แอีว