คุณยายเหล่านั้นใช้เวลาหลายพัน ชั่วโมงถักทุกอย่างตั้งแต่ไก่จนถึงปล่อยไฟและ หินสลัก ชื่อหน้าหลุมศพ
 
 
 
          สวัสดีค่ะ  หลังจากที่เมื่อวานได้นำเสนอเรื่องเล่าขำๆไปแล้ว  วันนี้จะขอนำเสนอเรื่องราวที่เกือบจะเหมือนจริง  (แต่เกิดขึ้นจริง) ของหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ดูเหมือนเกือบจะมีชีวิต  โอ๊ะ!!!  ก่อนที่จะงงกับคำพูดของ Charmmy  เรามาดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นกันเลยดีกว่าค่ะ
          หมู่บ้านแห่งนี้มีทั้งโบสถ์ ผับ ร้านค้า โรงเรียน หอประชุม คฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่มีสวนดอกไม้สวยงาม ศาลานั่งรอรถเมล์ที่มีวัยรุ่นนั่งเล่นอยู่ บ้านขนาดย่อมก่อด้วยอิฐแดงพร้อมดอกไม้และพืชสวนครัวล้อมรอบ
 
 
          สิ่งทั้งหมดที่กล่าวมาอาจพบเห็นได้ทั่วไปในหมู่บ้านต่างๆ ของอังกฤษ ผิดแต่ว่าอาคารสถานที่ รวมถึงต้นไม้ดอกไม้และผู้คนที่กล่าวถึงเป็นผลิตภัณฑ์ โฮมเมดจากฝีมือหญิงชรา กลุ่มเล็กๆ ที่เริ่มต้นด้วยการนั่งถักไหมพรมกันไปคุยกันไปตั้งแต่เมื่อ 23 ปีที่แล้ว
          แรกทีเดียวก็มีแค่บ้าน 2-3 หลัง หมู 2-3 ตัว แต่สุดท้ายกลับจบลงที่อาคารบ้านเรือนกว่า 60 หลัง ถังขยะ ห้องน้ำนอกตัวบ้าน ถังแก๊ส รถยนต์บนถนน และกระทั่งตู้โทรศัพท์สาธารณะ
          ทุกวันเสาร์ หมู่บ้านไหมพรมที่จำลองจากหมู่บ้านเมอร์แชมในเคนต์ อังกฤษ จะถูกนำออกขายในหอประชุมของหมู่บ้าน ย่ายายนักถักและผลงานอันน่าภาคภูมิใจยังกลายเป็นข่าว ทางทีวีและหนังสือพิมพ์ อยู่เนืองๆ
          จอยซ์ แมกโดแน็ก อดีตนักวิจัยด้านการตลาดวัย 82 ปี เล่าว่า จุดกำเนิดของหมู่บ้านไหมพรมเริ่มต้นขึ้นในปี 1986 จากบทความชิ้นหนึ่งในนิตยสารวูแมนส์ วีกลีย์ และสุภาพสตรีสูงวัยกลุ่มเล็กๆ ของเมอร์แชม อัฟเตอร์นูน คลับ ที่มีเวลาเหลือเฟือและมีไหมพรมอยู่ในมือ
 
 
          “เราอ่านเรื่องราวของหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่สร้างแบบจำ ลองจากไหมพรม เราคิดว่าน่าจะลองดูบ้าง แต่ไม่เคยนึกว่ามันจะบานปลายใหญ่โตขนาดนี้”
          ที่บอกว่าบานปลายเพราะคุณยายเหล่านั้นใช้เวลาหลายพัน ชั่วโมงถักทุกอย่างตั้งแต่ไก่จนถึงปล่อยไฟและ หินสลัก ชื่อหน้าหลุมศพ
          “คนที่ดูแลส่วนโบสถ์ ถักหลุมศพส่วนใหญ่ตอนไปนอนอาบแดดในสเปน” มาร์กาเร็ต โกลด์อัพ วัย 80 ปี เหรัญญิกของกลุ่มเล่า
          ไม่ใช่แค่ฝีมือในการถักนิตติ้งอย่างเดียว แต่หมู่บ้านไหมพรมแห่งนี้ยังต้องอาศัยความละเอียดอ่อ นในทุกด้าน สิ่งต่างๆ ทั้งหมดถูกย่อส่วนตามจริง ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีรอน สเตด สามีผู้ล่วงลับของชีลา หนึ่งในสมาชิกรุ่นก่อตั้งของกลุ่ม
          หน้าที่ของรอนคือถือกล้องตระเวนถ่ายถนนทุกสาย บ้านทุกหลัง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่จริงในหมู่บ้าน และหลังจากหลายสัปดาห์ผ่านไปก็ได้งานประณีตศิลป์ออกม าอีกหนึ่งชิ้น นั่นคือโมเดลสามมิติจากกระดาษแข็งของอาคารบ้านเรือนและร้านค้าแต่ละหลัง
 
 
          “เราถักจากโมเดลที่รอนทำมาให้ และหมดเวลาอีกมากกับการไปด้อมๆ มองๆ บ้านชาวบ้านทั้งด้านหน้าด้านหลังด้านข้าง เพื่อให้ได้สีตรงตามจริง” มาร์กาเร็ตเล่า
          เมื่อแล้วเสร็จ หมู่บ้านไหมพรมถูกนำออกแสดงตามงานต่างๆ และสามารถระดมทุนให้หมู่บ้านได้ถึง 10,000  ปอนด์ แต่น่าเสียดายที่จำนวนสมาชิกของอัฟเตอร์นูน คลับค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ
          “ตอนเริ่มต้นเรามีกัน 12 คน แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่ล้มหายตายจากไปแล้ว” จอยซ์บอก
          “คุณเห็นตู้โทรศัพท์ไหม? น่ารักนะ แต่คนถักไม่อยู่แล้ว..คนถักสนามคริกเก็ตนั่นก็ด้วย” มาร์กาเร็ตสำทับ
 
 
         นั่นเป็นแค่ปัญหาหนึ่งเท่านั้น แค่จะยกหมู่บ้านไหมพรมออกมาจากลิ้นชักใหญ่ในหอประชุม ของหมู่บ้านก็ยากเย็นเอาการ ไม่ต้องพูดถึงการซ่อมแซมปรับปรุงทุกส่วนให้ดูใหม่ตลอดเวลา ไหนจะการขนขึ้นรถไปโชว์ตามงานเทศกาลต่างๆ
          “นอกจากเรื่องนี้แล้ว ฉันยังคิดว่าหมู่บ้านเราก็เปลี่ยนไปมาก ตอนนี้มีคนอยู่พันกว่าคน เราไม่รู้จักกันหมดเหมือนเดิมแล้ว หลายอย่างหายไปและมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทดแทน
          “คนรุ่นใหม่อย่างเช่นลูกสาวของฉันไม่อยากรู้เรื่องถักไหมพรม หลานๆ ยิ่งแล้วใหญ่ แค่เสื้อไหมพรมยังไม่ยอมใส่เลย พวกเขาชอบทีเชิ้ตมากกว่า ฉันเคยนั่งถักไหมพรมลายยากๆ แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นดูทีวีดีกว่า” จอยซ์รำพัน
          เป็นยังไงล่ะคะหมู่บ้านไหมพรมถักของคุณยาย  เห็นแล้วน่าทึ่งมากเลยทีเดียว  แต่ก็คงจะดีกว่านี้ถ้าบรรดาคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจกับกิจกรรมของกลุ่มคุณยายเหล่านี้ (เห็นแล้ว Charmmy อยากตั้งชมรมหมู่บ้านเรือนไทยไหมพรมถักบ้างจัง  =  =)