ถ้าเรามองที่มาของกฎหมายจะพบว่ามาจาก 2 กรณีคือ
1.มาจากจารีตประเพณี (ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร)ที่มนุษย์ในสังคมได้ประพฤติและปฏิบัติมาเป็นเวลาช้านาน โดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนซึ่งจะใช้เหตุผลของกฎหมายเป็นหลัก เช่น ที่อังกฤษและเครือจักรภพ
2.มาจากตัวบทกฎหมาย (เป็นลายลักษณ์อักษร) เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยผู้ที่มีอำนาจสูงสุดภายในรัฐนั้น ๆ จัดเป็นหมวดหมู่ รากฐานเดิมมาจากกฎหมายโรมัน ซึ่งนิยมใช้ในปัจจุบัน
ลักษณะสำคัญของกฎหมาย ก็จะเป็นกฎ หรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไปในรัฐ หรือประเทศนั้น ต้องใช้บังคับตลอดไป จนกว่าจะมีกฎหมายอื่นมายกเลิก ต้องตราขึ้น โดยผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ ต้องมีสภาพบังคับ และต้องไม่มีการบังคับย้อนหลัง
ส่วนความสำคัญของกฎหมาย ก็เพื่อให้สังคมเป็นระเบียบแบบแผน เพื่อควบคุมพฤติกรรมของบุคคลในสังคม และเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม
กฏหมายจะมีความเป็นลำดับชั้น กล่าวคือ
1.กฎหมายแม่บทมีลำดับชั้นสูงสุด ได้แก่ รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครอง และเป็นแม่บทแห่งกฎหมายทั้งปวงโดยที่กฎหมายอื่นจะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ถือว่าเป็นโมฆะ ในกรณีที่มีกฎหมายขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญให้ตุลาการรัฐธรรมนูญตีความ
2.กฎหมายที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารเป็นผู้ออก ได้แก่
- พระราชบัญญัติ คือกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
- พระราชกำหนด เป็นกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรีเงื่อนไขในการออกพระราชกำหนด คือออกในกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันถือว่าเป็นเหตุฉุกเฉินในอันที่จะรักษาความปลอดภัย สาธารณสุข หรือ ป้องปัดภัยพิบัติ ซึ่งเป็นกฎหมายชั่วคราว
- ประมวลกฎหมาย มีศักดิ์เท่ากับพระราชบัญญัติ ซึ่งถูกตราขึ้นโดย ฝ่ายนิติบัญญัติแต่แตกต่างจากพระราชบัญญัติคือ ประมวลกฎหมายนั้นเป็นการรวบรวมบัญญัติของกฏหมายในเรื่องใหญ่ ๆ มารวมไว้ที่เดียวกัน โดยจัดแบ่งเป็นบรรพหรือภาคลักษณะ และ หมวด เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลรัษฎากร เป็นต้น
3.กฎหมายที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้ออก เช่น พระราชกฤษฎีกา(คือ กฏหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น โดยคำแนะของคณะรัฐมนตรี) กฎกระทรวง(คือ กฎหมายที่ออกโดยรัฐมนตรีตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ,
พ.ร.ก. ที่กำหนดให้ออกเป็นรายละเอียด) มติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง เป็นต้น
สวัสดีค่ะ